ข้อคิด…จากปฏิบัติการช่วยชีวิตทีมหมูป่า

วันที่ 20-7-2018 • บทความ • mnsc • ไม่มีความคิดเห็น »

why i was captivated by the thai cave rescue

ภาพประกอบ: Peter Forster on Unsplash

ผู้เขียน :
ผู้แปล/ผู้เรียบเรียง : นารดา ธนาวัฒนเจริญ

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ฉันก็เหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วโลก ที่รู้สึกดีใจอย่างมากเมื่อได้อ่านข่าวเมื่อเย็นวานว่า เด็กไทยทั้ง 12 คนและผู้ช่วยโค้ชอายุ 25 ปีได้ถูกช่วยออกมาจากถ้ำทางภาคเหนือของประเทศไทยอย่างปลอดภัย หลังจากติดอยู่ในนั้นกว่า 2 อาทิตย์

ตั้งแต่ที่ฉันได้อ่านเกี่ยวกับการหายตัวไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ฉันพบว่าตัวเองนั้นจดจ่ออยู่ที่หน้าจอมือถือ รอข่าวเกี่ยวกับ “การกู้ภัยในถ้ำประเทศไทย”

ฉันส่งใจของฉันไปให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ของพวกเขา เมื่อฉันได้อ่านว่าพวกเขาหายตัวไปมากกว่า 1 สัปดาห์แล้ว ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นแค่การไปเดินสำรวจในถ้ำหลวงเพียงครึ่งวัน ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อได้อ่านข่าวว่า คนเป็นพัน (จากทั่วทุกมุมโลก ทั้งออสเตรเลีย, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และจีน) ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือในการค้นหาครั้งยิ่งใหญ่นี้เพื่อหาพวกเขา

เก้าวันผ่านไป(วันที่ 3 กรกฎาคม) เมื่อกลุ่มเด็กๆ ถูกพบห่างออกไปประมาณ 4 กิโลเมตรจากปากถ้ำ โดยนักดำน้ำคู่หูชาวอังกฤษ ฉันรู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก แต่มีความสุขได้เพียงชั่วครู่ก็รู้สึกเจ็บปวดใจจากการที่อดีตหน่วยซีล จ่าเอกสมาน กุนัน(อายุ 38 ปี) ได้หมดสติและเสียชีวิตเมื่อวันศุกร์หลังจากได้ทำหน้าที่วางถังอากาศตามเส้นทางภายในถ้ำ

ปฏิบัติการช่วยเหลืออันแสนอันตรายที่ได้เกิดขึ้นตอนช่วงเช้าวันอาทิตย์ ทำให้ฉันรออย่างใจจดใจจ่อ ทุกๆ การแจ้งเตือนของข่าวที่ได้รับเกี่ยวกับเด็กๆ ที่ได้ถูกช่วยเหลือจากถ้ำที่ถูกปิดตายด้วยน้ำสำเร็จ ทำให้รู้สึกโล่งใจและชื่นชมยินดี

ฉันไม่ได้รู้จักเด็กๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเป็นการส่วนตัว แต่ฉันรู้สึกเข้าใจความรู้สึกตั้งแต่ต้น นั่นคงเป็นเพราะฉันรู้สึกเข้าใจพวกเขานิดหน่อย เมื่อตอนฉันไปเยี่ยมชมถ้ำที่เกาหลีใต้เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งช่วยให้ฉันจินตนาการถึงสภาพแวดล้อมที่เย็น ชื้น มืด เต็มไปด้วยหินขรุขระ และมืดทึบที่พวกเขาอยู่

แต่ก็เหมือนกับหลายๆ คน สิ่งที่ตรึงฉันไว้คือเรื่องราวของความไม่เห็นแก่ตัว และความเสียสละจากทุกๆ คนที่ได้ก้าวเข้ามาเพื่อที่จะช่วยเหลือ ด้วยความสามารถของตัวเอง ด้วยค่าใช้จ่ายของตัวเอง ตั้งแต่เหล่าทหาร วิศวกร แพทย์ คนขับรถ คนปรุงอาหาร และแม้แต่กลุ่มอาสาสมัครที่ช่วยซักชุดเครื่องแบบของหน่วยกู้ภัย เห็นได้ชัดว่ากลุ่มเด็กๆ นี้ไม่ได้แค่เป็นกระแสของโลก แต่ได้กระตุ้นให้ประชาคมระหว่างประเทศเกิดการลงมือทำ

แม้อยู่ในถ้ำการกระทำที่เสียสละยังคงดำเนินต่อไป จากรายงานพบว่าผู้ช่วยโค้ชได้แบ่งอาหารที่มีน้อยอยู่แล้วนั้นให้กับเด็กๆ ในทีมในช่วงตลอดระยะเวลาสิบวันอันแสนยากลำบาก จึงทำให้โค้ชผู้ช่วยเป็นหนึ่งในคนที่อ่อนแอที่สุดที่ถูกพบโดยนักดำน้ำชาวอังกฤษ  และได้รับการเปิดเผยว่าแพทย์และหน่วยซีลจากไทย 3 คนได้เข้าไปอยู่กับเด็กๆ ตลอดเวลาตั้งแต่เจอเด็กๆ เป็นเวลามากกว่า 1 สัปดาห์

และการกระทำที่เสียสละที่สุดและสร้างผลกระทบที่สุดคือข่าว อดีตหน่วยซีล จ่าเอกสมาน กุนัน ที่ได้เสียชีวิตจากความพยายามที่จะช่วย 12 ชีวิตและโค้ช

แม้จะรู้ว่าปฏิบัติการครั้งนี้เสี่ยงและอันตรายเพียงใด มันก็ไม่ได้หยุดยั้งจ่าเอกสมาน ที่ยินยอมที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อเด็กๆ เหล่านั้น หนึ่งวันก่อนที่จะเสียชีวิต จ่าสมานได้อัดวีดีโอที่ทำให้เราใจสลาย เป็นวีดีโอที่จ่าสมานได้ยืนอยู่ก่อนจะขึ้นเครื่องบิน และปฏิญาณว่า “จะพาเด็กๆ กลับบ้าน”  ความคิดของเขาได้สะท้อนถึงสิ่งที่นักดำน้ำถ้ำชาวเบลเยี่ยมได้พูดในข่าวว่า “ถ้าคุณคือหน่วยซีล ถ้าใช่คุณจะเสียสละตัวเอง”  บีบีซีได้รายงานสรุปถึงความตายอันปวดร้าวของจ่าเอกสมานว่า “เขาตายเพื่อพวกเขาจะได้มีชีวิตอยู่”

และในที่สุดในกรณีนี้ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าทั้ง 13 ชีวิตได้รับการช่วยเหลือ ด้วยความพยายามอันแสนเหน็ดเหนื่อยตลอด 3 วัน และนักดำน้ำจากนานาประเทศจำนวน 13 คนและหน่วยซีลประเทศไทยอีก 5 คน การเสียชีวิตของจ่าเอกสมาน ไม่เพียงแค่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของปฏิบัติการในครั้งนี้เท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยให้ทีมเพิ่มมาตรการป้องกันด้านความปลอดภัยที่จำเป็นเพียงพอเพื่อไม่ให้มีการสูญเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก

การเสียสละแบบนี้ทำให้เรารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งเพราะมันได้แสดงให้เราเห็น 2 สิ่งคือ คุณค่าของชีวิตและส่วนที่ดีที่สุดของมนุษย์ ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของความรักและการเสียสละ เหมือนที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ใน ยอห์น 15:13 “ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการสละชีวิตเพื่อมิตรสหายของตน”

ฉันไม่สามารถช่วยแต่ฉันสังเกตเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่าง ปฏิบัติการกู้ภัยจากถ้ำในประเทศไทย และแผนการของพระเจ้าในการช่วยกู้มนุษยชาติ เหมือนกับเด็กทั้ง 12 คนและผู้ช่วยโค้ชที่ติดอยู่ในถ้ำ พวกเขาไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองออกมาจากสถานการณ์นี้ได้ เราก็เช่นกัน เราติดอยู่ในความบาป ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอดได้ ในทั้งสองกรณีนี้ผลลัพธ์เดียวที่รอคอยอยู่คือความตาย

ความช่วยเหลือจะต้องมาจากภายนอก โดยมาจากนักดำน้ำผู้เชี่ยวชาญที่เตรียมที่จะเสี่ยงชีวิตดำน้ำเข้ามาในถ้ำที่ถูกปิดตายด้วยน้ำ ซึ่งทัศนวิสัยในการมองเห็นเกือบเป็นศูนย์ เพื่อที่จะช่วยทั้ง 13 ชีวิต เหมือนกันกับพระเยซูคริสต์ที่ได้ลงมาสู่โลกที่ล่มสลาย และอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเรา ในที่สุดทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อเราทุกคน แม้ว่าพระองค์รู้ว่ามันจะหมายถึงทุกๆ สิ่งที่พระองค์มี แต่มันไม่ได้หยุดยั้งพระองค์ที่จะทำสิ่งนี้ เพราะมันคือหนทางเดียวที่พวกเราจะสามารถมีชีวิต

เมื่อเราปรบมือและจดจำวีรบุรุษผู้ได้เสียสละเวลา ความทุ่มเท ทรัพยากร หรือแม้แต่ชีวิต ขอให้มันย้ำเตือนเราอีกครั้งว่าการกระทำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเสียสละแก่มนุษย์ทุกคน คือพระเยซูที่ได้ทรงประทานชีวิตของพระองค์เองไม่ใช่แค่ในขณะที่เราเป็นคนแปลกหน้า แต่ในขณะเรายังเป็นศัตรู

อย่าให้เราแค่หยุดและขอบพระคุณพระเจ้า เหมือนอย่างนักเขียน CNN Jay Parin ได้เขียนว่า “และทุกๆ คนก็รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อจ่าสมาน นักดำน้ำชาวไทยที่ได้เสียชีวิตเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ขณะกำลังจะออกจากถ้ำหลวงอันแสนซับซ้อน” เหมือนกับเด็กๆ ที่จะเป็นหนี้บุญคุณต่อจ่าสมานและต่อบุคคลที่ชีวิตได้ถูกเปลี่ยนไปตลอดกาลเพราะเหตุการณ์นี้ ชีวิตของพวกเราจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเพราะสิ่งที่พระคริสต์ได้ทำเพื่อเราเช่นกัน

และพระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อเราทุกคน เพื่อบรรดาคนที่ชีวิตอยู่จะไม่อยู่เพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่จะอยู่เพื่อพระองค์ที่ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงเป็นขึ้นมาเพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย (2 โครินธ์ 5:15)

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

บทความที่เกี่ยวข้อง