ฉันจะวางใจในพระเจ้าได้อย่างไร? (เมื่อฉันเป็นผู้ป่วยออทิสติก)

วันที่ 19-12-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

ผู้เขียน : Wu Yanping, Singapore
ผู้แปล – เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ  

คุณเคยได้ยินเรื่องความผิดปกติของออทิสติก ดาวิด คือ ผู้นำทีมพันธกิจคริสตจักร ถามฉันระหว่างที่เราทานอาหารเที่ยงด้วยกัน ที่เมืองมากาซา ประเทศอินโดนีเซีย เรามีพันธกิจมิชชั่นทริปที่นั่น

“ใช่แล้วในความเป็นจริงฉันรู้จักบางคนที่มีแอสเพอร์เกอร์” ฉันตอบเขาอย่างชัดเจน

ฉันหยุดไปชั่วขณะผ่านความลังเลของดาวิด ฉันสงสัยว่าเขาอาจจะหมายถึงฉันแต่ก่อนที่ฉันจะตามความคิดนี้ได้ ดาวิดยังคงพูดต่อไปอีกว่า

“ถ้าเราอยู่ข้างในและฉันบอกคุณว่าฝนกำลังจะตก คุณจะคิดอย่างไร”

“ก็ฝนจะตกไง” ฉันตอบ

“แต่อาจจะเป็นคำบอกใบ้ว่าคุณต้องไปปิดหน้าต่าง ลูกสาวของผมมีแอสเพอร์เกอร์ ภรรยาและผมต้องให้คำแนะนำเธอในการปิดหน้าต่างโดยเฉพาะ ฉันสงสัยว่าคุณจะมีแอสเพอร์เกอร์อย่างที่ผมมีประสบการณ์พื้นฐานจากลูกสาวของผม”

ฉันได้แต่เงียบและไม่พูดอะไรอื่น พยายามที่จะประมวลผลขอบเขตอารมณ์ที่ฉันรู้สึก “ไม่ เป้นไปไม่ได้ แอสเพอร์เกอรเป็นปัญหาของเด็กผู้ชาย” ฉันบอกตัวเองอย่างที่ครุ่นคิดออกจากสิ่งที่ดาวิดพูด

การวิจัยพบว่าผู้ชายจำนวนมากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรมมากกว่าผู้หญิง ดังนั้นจะเป็นอย่างไร เป็นไปได้หรอว่าฉันมีอาการที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ชาย? ฉันสามารถมีแอสเพอร์เกอร์ได้จริงๆหรอ?

เมื่อฉันคิดกับสิ่งนี้ ฉันเริ่มที่จะจำได้ถึงพฤติกรรมในมิชชั่นทริปและสถานการณ์หลายครั้งที่เกิดขึ้น การที่อยู่ดีๆก็พูดโพล่งออกไปว่า “ไม่”เมื่อครอบครัวคนอินโดนีเซียยื่นเอากับข้าวให้และเกิดขึ้นต่อไปอีกกับการพูดในหัวข้อที่ซับซ้อนและไม่มีใครรอบตัวสนใจ

บทสนทนาสั้นๆกับดาวิดทำให้คิดถึงช่วงหนึ่งในสมัยมัธยม ตอนนั้นคุณครูสงสัยอย่างเดียวกันแต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร ฉันแค่คิดว่าฉันต้องพยายามปรับตัวและพัฒนาทักษะการเข้าสังคมให้มากขึ้นและฉันพยายามเลียนแบบคำพูดการกระทำจากตัวละครที่แสดงบนทีวีและในหนัง แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะว่าบางคำพูดหรือการแสดงออกไม่เหมาะกับบริบทที่ฉันอยู่

หลังจากเดินทางกลับสิงคโปร์ ฉันเข้าไปทำแบบทดสอบออนไลน์เรื่องโรคแอสเพอร์เกอร์ ผลที่ออกมาตรงกับสิ่งที่ดาวิดพูดและยืนยันสิ่งที่กลัวที่สุด ฉันมีอาการของแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม

นี่เป็น 3สิ่งที่คนที่เป็นแอสเพอร์เกอร์ซินโดรมต้องประสบ

1.คำถูกนำมาใช้จะเป็นตามตัวอักษรและมูลค่าตามสาร คนที่มีแอสเพอร์เกอร์บ่อยครั้งไม่สามารถอ่านระหว่างบรรทัดได้และเข้าใจว่าเป็นการเยาะเย้ย จากผลนั้นพวกเขาจะถูกมองว่าง่ายๆหรือคนอื่นหลอกได้ง่าย

2. การมองตาระหว่างสนทนา การทำเช่นนั้นทำให้ยากสำหรับพวกเขาที่จะโฟกัสในหัวข้อสนทนาและทำให้พวกเขารู้สึกไม่มั่นใจสุดๆเช่นเดียวกัน

3.การพูดอย่างจริงจังเกี่ยวกับสิ่งที่เขากระตือรือร้นและเขาจะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุด เมื่อไหร่ควรจะเลือกหัวข้อในสังคมขึ้นมาพูด เขาจะไม่สามารถบอกได้ถ้าเขาไม่สนใจหรือสนใจผู้ฟัง

จัดการกับแอสเพอร์เกอร์ ?

หนึ่งในอดีตผู้นำกลุ่มเซลล์แบ่งปันพระธรรม 2โครินธ์ 12 แก่ฉันและอธิษฐานเผื่อฉัน “เราจึงมีความหวังแน่นอนในท่านทั้งหลาย เพราะเรารู้ว่าท่านทั้งหลายได้มีส่วนในความทุกข์ยากฉันใด ท่านทั้งหลายจะได้มีส่วนในการปลอบประโลมใจฉันนั้น

พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้ท่านทราบถึงความทุกข์ยากที่เกิดแก่เราในแคว้นเอเชีย ซึ่งทำให้เราหนักใจจนเหลือกำลัง จนเราเกือบหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้

ที่จริงเราคาดว่าเราถึงที่ตายแล้ว แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อมิให้เราไว้ใจในตนเอง แต่ให้ไว้ใจในพระเจ้าผู้ทรงโปรดให้คนทั้งปวงฟื้นจากความตาย”

ตอนที่ฉันคิดถึงสิ่งนี้ ฉันเข้าใจว่าแอสเพอร์เกอร์อาจจะเป็นหนามที่อยู่ใต้เนื้อหนังที่ฉันต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต คำถามเต็มหัวไปหมด ทำไมพระเจ้าไม่รักษาแอสเพอร์เกอร์ในฉันเมื่อพระองค์ทำได้มากกว่ารักษา ทำไมฉันถึงมีอาการป่วยที่ทำให้ฉันอึดอัดในหมู่คนในสังคมพระองค์นำฉัน

แต่พระเจ้าโดยพระคุณนำฉันไปพบคำตอบในข้อเดียวกัน บางทีพระองค์ไม่รักษาฉันเพราะพระองค์ต้องการให้ฉันชึ้นอยู่กับฤทธิ์อำนาจของพระองค์ พระคำข้ออื่นในพระคัมภีร์บอกฉัน “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม” เอเฟซัส 2:10

ฉันเป็นการทรงสร้างที่สวยงามของพระเจ้า สร้างขึ้นมาทำสิ่งดี เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพระองค์

การเปิดเผยใหม่นี้นำฉันให้ยอมรับอาการป่วยของฉันได้ทีละน้อยและมองไปด้วยมุมมองใหม่ พระเจ้า ฉันเริ่มจะขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ช่วยเหลือในสภาวะทางสังคม เช่น นำทางและผลักดันให้ฉันหยุดพล่ามมากเมื่อฉันตื่นเต้นกับบางสิ่งและเพื่อสบตาระหว่างที่พูดกับบางคน

โน้ตสุดท้ายสำหรับใครที่มีคนที่รักหรือเพื่อนติดกับปัญหาแอสเพอร์เกอร์ โปรดอดทนกับเรา โปรดปฏิสัมพันธ์กับเราด้วยความรัก(แน่นอน ด้วยการช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์) โดยเฉพาะในขณะที่เราอาจจะไม่เข้าใจความหมายที่อยู่เบื้องหลังจากสิ่งที่คุณพูดหรือเราไม่สามารถเอาใจใส่กับคุณกับปัญหาของคุณ

จำไว้ว่านั่นไม่ใช่เพราะว่าเราไม่ต้องการแต่เพราะเราไม่สามารถทำได้
อาจจะใช้เวลาบ้างแต่วางใจในพระเจ้าที่จะสอนเราทุกอย่างให้พึ่งพาในพระองค์และผ่านการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เป็นกระบวนการชำระให้บริสุทธิ์ของพระองค์ในชีวิตของเรา เปลี่ยนแปลงเราให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้น ดังนั้นเราอาจจะเกิดผลเพื่อพระสิริของพระองค์ผู้เดียว

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง