“เหตุผล” กับ “ความเชื่อ” อะไรที่สามารถนำเรา

วันที่ 13-11-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Aliyah Lauren Jacobs, South Africa
ผู้แปล – เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ไม่รู้จะบอกยังไงว่าอารมณ์ของฉันตอนนี้มันแปรปรวนไปหมด มีอาการแน่นที่หน้าอก ฝ่ามือก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ มันเป็นความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาจนอธิษฐานไม่เป็นคำ แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงรู้จักและทอดพระเนตรเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉัน

เก้าเดือนที่ผ่านมาฉันมีโอกาส ในการเป็นผู้นำในโปรเจคที่สร้างเรื่องราวของผู้หญิงคนพิเศษถึง 13 คน จากการถ่ายทอดงานศิลปะผ่านทางรูปถ่าย ซึ่งจะมีการจัดแสดงผลงานนี้ในนิทรรศการในหอศิลป์ ในเมืองเคปทาวน์ประเทศแอฟริกาใต้

ฉันชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และโดยเฉพาะเรื่องราวของความรักในประวัติศาสตร์ เรื่องราวในสมัยโบราณนี้ทำให้ฉันสนใจที่จะใช้เวลาค้นคว้าและรวบรวมเป็นคำสอนเกี่ยวกับผู้หญิงในยุคพระคัมภีร์ มานานกว่าแปดปี แต่เรื่องราวในพระคัมภีร์เป็นเพียงตัวอย่างจากหลายๆเรื่องของบทสรุปต่างๆ พระเจ้าทรงสัมผัสจิตใจฉันผ่านทางเรื่องราวของผู้หญิงในสมัยพระคัมภีร์ ถึง 13 คน

เป้าหมายของฉันก็คือการสอนและสร้างกลุ่มผู้นำสตรี ผ่านทางเรื่องราวของผู้หญิงในสมัยพระคัมภีร์ เพื่อนิมิตเป้าหมายที่จะสร้างพี่น้องสตรีที่จะกล้าขึ้นมาเป็นผู้นำ และใช้ต้นแบบจากผู้หญิงในสมัยก่อน ยกตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์คนแรกของโลกก็เป็นผู้หญิง ชื่อว่า “อดา เลิฟเลซ” (Ada Lovelace) เธอเป็นผู้หญิงคนแรกๆที่เริ่มเข้ามามีบทบาทและเป็นที่รู้จักในฐานะนักคอมพิวเตอร์

จากนั้นก็มาถึง “ไฮพาเทีย” (Hypatia) นักดาราศาสตร์ และครูที่ถูกสังหารเพราะความฉลาด และความแข็งแรงของเธอ ฮันนาห์ (Hannah) เป็นนักสู้ปลายปากกาหรือนักเขียน ที่ต่อสู้เพื่อยุติการเป็นทาสร่วมกับเพื่อนวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ ของเธอ , รอดด้า (Rhoda) เป็นจุดเด่นในงานนิทรรศการของภาพแห่งศรัทธาในคำอธิษฐาน และผู้หญิงอีกสองคนที่ฉันชื่นชอบมากที่สุดคือ แอนนา คอมนีนา (Anna Comnena) นักประวัติศาสตร์หญิงคนแรกของโลก และผู้นำหญิงคนที่สองคนโปรดของฉัน คือ แฮชชีพซุท (Hatshepsut) ชาวอียิปต์และราชินีไอซ์นี่ (Iceni) ภรรยาของกษัตริย์ฟาโรห์โบดิก้า (Boudica) เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของผู้หญิงที่เป็นผู้นำในด้านการปกครอง นี่เป็นเพียงผู้หญิงที่ฉันรู้สึกว่าโลกจำเป็นต้องรู้จักเรื่องราวของพวกเค้า

ในครั้งแรกนั้นดูเหมือนว่าทุกอย่างจะดูราบรื่นดี พระเจ้าทรงจัดเตรียมช่างภาพ นางแบบและสตูดิโอถ่ายภาพและฉันได้รับส่วนลดจากตรงนั้นด้วย โปรเจคนี้ได้รับการตอบรับและได้รับความร่วมมือจากทีมงานทุกคนเป็นอย่างดี เหมือนกับภาพในประวัติศาสตร์กำลังจะได้ปรากฎสู่สายตาคนทั้งหลายอีกครั้ง พระเจ้าทรงจัดเตรียมทุกๆขั้นตอนของการทำงานให้ผ่านพ้นไปด้วยดี จนกระทั่งทรัพยากรต่างๆและไอเดียในการทำงานได้เริ่มลดน้อยถอยลง

ฉันเช่าสถานที่ขายตั๋วและจัดงานในการเปิดเป็นนิทรรศการแห่งการเพื่อถ่ายทอดการเดินทางสำหรับการถ่ายภาพในครั้งนี้ แต่บางครั้งเมื่อทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นอุปสรรคปัญหาก็เริ่มเข้ามา เป็นเวลากว่าสามสัปดาห์ ก่อนการเปิดนิทรรศการ ฉันยังไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานใดๆเพื่อถ่ายภาพบนผืนผ้าใบ และไม่มีผู้ใดสัญญาว่าจะให้คำแนะนำทางด้านการเงินกับโปรเจคในครั้งนี้

ความต้องการทางด้านการเงินเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับเรา : เงินค่าจ้างในการจ้างพิธีกรที่จะมากล่าวในงาน, อาหารสำหรับแขก, เงินสำหรับการแสดงผลงานศิลปะ จนกระทั่งความเชื่อที่ฉันมีนั้นเริ่มลดน้อยถอยลง นั่นทำให้ฉันหมดหนทางจนต้องหันหน้าอธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้าด้วยใจที่แตกสลาย ฉันเครียดมาก และชีวิตก็เต็มไปด้วยความสับสน ระหว่างเหตุผลและความเชื่อ

ในขณะที่ฉันกำลังนั่งอยู่กับพื้นและร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียงแผ่วๆกระซิบผ่านหูฉันว่า แม้จะไม่มีเงินในส่วนนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องกดดัน แค่คืนตั๋วกับเงินค่าบัตร ฉันต้องยอมรับความจริง แล้วก็ดำเนินชีวิตต่อไป มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งฉันก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเครียดและกังวลกับเรื่องนี้อีกต่อไป เมื่อฉันมีโอกาศได้แบ่งปันเรื่องนี้กับสมาชิกในครอบครัวของฉัน พวกเค้าก็ให้กำลังใจและปลอบใจฉันว่า ถ้าฉันไม่สามารถที่จะยื้อโปรเจคนี้ได้อีกต่อไป ก็ไม่เป็นไรก็แค่หยุดไว้แค่นั้น

แน่นอนว่า การตัดสินใจในครั้งนี้มันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของฉันเป็นอย่างมากกับความตั้งใจของฉัน บางครั้งในหัวของฉันก็มีเสียงหนึ่งกระซิบบอกมาว่า “ทำต่อเลย!! เตรียมรูปถ่ายแล้วก็เดินหน้าต่อไป…” ฉันรู้สึกเหนื่อย แต่พระคำของพระเจ้าเป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่อยู่ภายในจิตวิญญาณของฉัน มันช่างเป็นสัปดาห์ที่ยาวนานอย่างมาก ที่ฉันจะต้องข้ามผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไปให้ได้ แม้ว่ายังจะไม่มีการสนับสนุนเรื่องเงินก็ตาม แต่ความรู้สึกข้างในใจฉันก็บอกกับฉันว่า ไม่เป็นไรให้เราพักสงบกับพระเจ้า แล้วปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุและผลของมัน

ในระหว่างที่ฉันรอคอยความหวัง ฉันก็ได้ใคร่ครวญถึงพระวจนะของพระเจ้าในพระธรรม โยชูวา 6 “เพราะเหตุคนอิสราเอลเมืองเยรีโคต้อง ถูกปิดไว้ไม่มีคนเข้าออกได้เลย พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า “ดูแน่ะเราได้มอบเมืองเยรีโคไว้ในมือเจ้าแล้ว ทั้งกษัตริย์และทแกล้วทหาร เจ้าทั้งหลายจงเดินขบวนรอบเมือง คือให้บรรดาทหารไปรอบเมืองครั้งหนึ่ง เจ้าจงทำเช่นนี้หกวัน” แม้ว่าชนชาติอิสราเอลจะไม่รู้จักเมืองเยรีโคเลย แต่ด้วยพระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อพวกเค้า ทำให้พวกเค้ามั่นใจถึงสิทธิอำนาจของพระองค์ว่า พระเจ้าจะทรงนำให้พวกเค้ามีชัยชนะกลับไป ฉันได้รับคำหนุนใจจากพระธรรมตอนนี้เป็นอย่างมาก จากประโยคที่ว่า “ดินแดนแห่งพันธสัญญา” ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร หรือสิ่งที่พวกเขาจะได้พบเมื่อเข้าไปในเขตแดนคานาอัน พวกเขายังคงต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อที่จะได้รับแผ่นดินที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเขา แต่ถึงแม้ว่าจะไม่รู้อะไรเลย แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าต่อไป พวกเขาได้ข้ามไปพร้อมด้วยอาวุธแห่งความเชื่อที่มีในพระสัญญาของพระเจ้า

ท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นเวลากว่าอาทิตย์ พระเจ้าทรงฟื้นน้ำใจขึ้นใหม่ภายในฉัน โรงเรียนมัธยมต่างๆ ก็เริ่มออกมาถามถึงโครงการนิทรรศการที่กำลังจะมีขึ้น ว่านักเรียนหญิงจากโรงเรียนของพวกเค้าสามารถที่จะจองบัตรเข้าชมได้หรือไม่ เพื่อที่จะต่อเติมฝันให้นักเรียนที่เป็นผู้หญิงเหล่านั้นมีกำลังใจที่จะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วฉันมีความรู้สึกดีใจและตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกเลย

นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสในการที่จะระดมเงินทุนเพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านี้ได้เข้าร่วมงานนิทรรศการในครั้งนี้ด้วย อีกทั้งบังจะได้รับของขวัญฟรีและอาหาร ส่วนลดนี้ถูกนำเสนอโดยร้านโรงพิมพ์แห่งหนึ่งในท้องถิ่น จากนั้นในเช้าวันหนึ่งการบริจาคก็เริ่มมีเข้ามาในหน่วยงานของเรา จำนวนเงินเพียงพอที่จะพิมพ์ทุกภาพที่ฉันยังคงรอพิมพ์! นิทรรศการเปิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคมและจะเริ่มต้นจนถึงสิ้นเดือน อย่างไรก็ดี ฉันได้จัด ให้มีพิธีกรในงานด้วย และพ่อของฉันก็ช่วยสมทบเงินสำหรับอาหารเพื่อต้อนรับแขก และงานในครั้งนี้ถือว่าเราได้รับพระพรเป็นอย่างมาก

การใส่ความเชื่อและอนุญาตให้ตัวเองใช้เหตุผลในชีวิต ได้นำพาฉันไปรู้จักกับจุดอ่อนของตัวฉันเอง นอกจากนี้ยังช่วยให้ฉันสามารถเป็นพยานถึงการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงกระทำต่อฉัน และทำให้ฉันติดสนิทกับพระองค์มากขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว ยิ่งฉันรักที่จะได้ยินเสียงของพระองค์มากเท่าไหร่ และดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า เสียงอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้านั้นก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตของฉันมากเท่านั้น ฉันยังมาตระหนักว่าถ้าพระเจ้าได้ทรงตรัสบางสิ่งบางอย่างแล้ว สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสนั้นเป็นเหตุผล ที่ฉันจะยึดมั่นไว้ด้วยความไว้วางใจและด้วยความเชื่อ

พระสุรเสียงของพระเจ้าควรเป็นพาหนะที่เราจะนำมาใช้เพื่อเอาชนะความสงสัยที่เรามี ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับปัญหาอะไรก็ตาม

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง