วิธีแก้ปัญหาของคนขี้ลืม ด้วยหินกองหนึ่ง

วันที่ 15-11-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Karen Pimpo, USA
ผู้แปล – ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

เพราว่าฉันเป็นคนขี้ลืม ฉันจึงวางก้อนหินไว้ในห้องรับแขก

ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อว่า เทอรรี่ คาร์เตอร์ ฉันเคยเจอเธอครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อคณะนักร้องประสานเสียงในมหาวิทยาลัยของฉันได้ไปร้องเพลงประสานเสียงที่โบสถ์ของเธอในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จากตอนนั้นถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 2 ปีกว่าแล้ว ในคืนวันหนึ่ง เธอได้เชิญฉันไปที่บ้านของเธอ เทอร์รี่กับสามีของเธออาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา อากาศในแถบนั้นค่อนข้างอบอุ่น พวกเค้าต้อนรับและดูแลฉันเป็นอย่างดีในระหว่งที่ฉันอาศัยอยู่กับพวกเค้า แต่สิ่งที่ฉันจะไม่มีวันลืมเกี่ยวกับคุณนาย คาร์เตอร์ก็คือ เธอจะวางก้อนหินกองหนึ่งไว้ในห้อรับแขกที่บ้านของเธอ

ฉันยังจำได้ระหว่างเดินสำรวจบ้านของพวกเค้า ไม่ว่าจะเป็นพื้นบ้านที่ทำจากไม้ หรือ เตียงนอนที่สั่งทำพิเศษ และผ้าเช็ดตัวที่แขวนไว้นั้น ดูเหมือนจะเป็นวิธีการตกแต่งบ้านของพวกเค้า ใกล้ประตูทางเข้า มีเก้าอี้นวมตัวใหญ่รูปทรงคล้ายถ้วย ข้างในนั้นมีก้อนหินอยู่กองหนึ่ง และบนก้อนหินแต่ละก้อนได้เขียนตัวลขกำกับไว้ เป็นบ้านที่น่ารักและอบอุ่นมาก การตกแต่งก็ดูแปลกตาไม่เหมือนใคร ทำให้น่าสงสัยว่าของตกแต่งแต่ละชิ้นนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

เมื่อฉันมีโอกาสได้สอบถามพวกเค้าเกี่ยวกับเรื่องตัวเลขที่อยู่บนก้อนหินนั้น ก็ได้ความว่า ก้อนหินเหล่านั้นเป็นเครื่องช่วยเตือนความจำของเธอ เมื่อได้ฟังดังนั้นนั้นจึงอึ้งและจดจำเรื่องราวที่เธอเล่าได้เป็นอย่างดี

มีอยูคืนหนึ่ง เธอบอกฉันว่า เธอนอนไม่หลับ เธอจึงลุกขึ้นมาอ่านพระคัมภีร์ และอ่านเรื่องราวในพระธรรม โยชูวา 4 ซึ่งเป็นเรื่องราวของชนชาติอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดน พระเจ้าได้ทรงสั่งให้พวกเค้านำหินสิบสองก้อนขึ้นมาจากแม่น้ำจอร์แดน และสร้างศิลาเหล่านี้ให้เป็นอนุสรณ์แก่ชนชาติอิสราเอล เพราะว่าพระเจ้าทรงช่วยให้พวกเค้าข้ามผ่านแม่น้ำจอร์แดนที่กว้างและลึกมาได้สำเร็จ พระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์ให้แม่น้ำตรงกลางแห้งขอดเพื่อเปิดทางให้พวกเค้าเดินข้ามแม่น้ำนั้นได้จนสำเร็จ พระองค์ทรงช่วยประชาชาติของพระองค์ข้ามผ่านในจุดที่อันตรายที่สุดมาอย่างปลอดภัย พระเจ้าจึงมีรับสั่งกับชนชาติอิสราเอลว่า เมื่อลูกหลานของพวกเค้าถามถึงเรื่องราวเหล่านี้ ให้ใช้ศิลาหินสิบสองอันนี้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการทรงช่วยของพระเจ้าให้พวกเค้าได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

เชื่อเดียวกับเรื่องราวที่เป็นอนุสรณ์เตือนใจพวกเราทุกคน ในพระธรรม โยชูวา4 นี้ ก้อนหิน 1 กองที่อยู่ในบ้านของคุณนายคาร์เตอร์นั้นก็มีไว้เพื่อเตือนความจำเกี่ยวกับเรื่องราวการช่วยกู้ของพระเจ้าที่มีต่อครอบครัวของพวกเค้า ตัวอย่างเช่น เมื่อพวกเค้าร้องไห้คร่ำควรญของการทรงช่วยที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าเช้าบ้าน หลังจากวันนั้นพวกเค้าก็ได้รับจดหมายในวันรุ่งขึ้น ในจดหมายนั้นเป็นเช็คเงินสดจำนวนหนึ่ง คุณนายคาร์เตอร์เล่าว่าอยากให้ใครหลายคนได้รู้จักคำพยานเรื่องการช่วยเหลือที่มาจากพระเจ้าผ่านทางเรื่องนี้ด้วย เราทั้งหลายอาจจะได้รับคำหนุนใจจากคำพยานนี้ไม่มากก็น้อยเมื่อเวลาที่เรากำลังเผชิญปัญหาในชีวิตเหมือนอย่างที่พวกเค้าเคยเผชิญมาก็ได้ เรื่องนี้จึงยังติดอยู่ในใจฉันไม่เคยลืม มันทำให้ฉันรู้ถึงความจริงว่า เราทั้งหลายต่างก็หลงลืมพระคุณพระเจ้า ไม่ต่างจากชนชาติอิสราเอล

ในพระธรรม สดุดี 106 ได้ย้ำเตือนถึงการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในทะเลแดง เป็นการเตือนความจำถึงการช่วยกู้ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อชนชาติอิสราเอล กล่าวไว้ว่า “พระองค์จึงทรงช่วยท่านให้พ้นมือของผู้ที่เกลียดชังท่านและช่วยกู้ท่านให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรู..แต่ไม่ช้าท่านก็ลืมพระราชกิจของพระองค์เสียท่านไม่คอยพระดำรัสปรึกษาของพระองค์” (สดุดี 106:10,13)

อย่างน้อยๆเรื่องราวในประวัติศาสตร์ก็ได้ปรากฎขึ้นในพระคัมภีร์ เป็นเวลาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ตัวฉันเองก็ยังลืมเรื่องราวเหล่านี้เช่นกัน เรื่องที่พระเจ้าทรงกระทำการช่วยเหลือบรรดาประชาชาติของพระองค์

ในชีวิตของฉัน มีหลายครั้งที่พระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงมีต่อฉันจะเริ่มเลือนลางและเป็นความมืดมนในชีวิต โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อและความหวังของฉันเริ่มลดน้อยถอยลงและกระจายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออนาคตข้างหน้าเริ่มเลือนลางและไร้ซึ่งความหมาย แต่ในช่วงเวลาเหล่านั้น พระเจ้าทรงช่วยให้ฉันได้นึกถึงเรื่องราวการช่วยกู้ในอดีตของพระองค์ และความสัตย์ซื่ออันยิ่งใหญ่ของพระองค์

เมื่อเพื่อนคนหนึ่งของฉันได้จากไปอย่างกระทันหันเมื่อช่วงปลายฤดูร้อนที่ผ่านมา มันเป็นเรื่องที่ช็อคอย่างคาดไม่ถึงและทำร้ายจิตใจของฉันเป็นอย่างมาก ฉันรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฝันร้ายอันน่ากลัว แต่มันคือเรื่องจริงเมื่อฉันลืมตาขึ้น ก็เห็นว่าโลกนี้สำหรับฉันได้แหลกสลายไปแล้ว ในช่วงเวลานั้นก็ทำให้ฉันนึกถึงคำพยานที่ได้เคยหนุนใจฉัน และมีหลายเรื่องที่ฉันได้เคยรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ที่พวกเค้าได้เคยประสบมาโดยตรง ไม่ต่างจากฉัน เมื่อฉันนึกถึงคำพยายนเหล่านั้นก็เหมือนกับว่าฉันได้รับการเล้าโลมใจ และได้รับคำปลอบใจ จากพ่อแม่ของฉัน,คุณยายของฉัน และที่ปรึกษาของฉัน พวกเค้าเหล่านี้คอยอยู่เคียงข้างฉันอยู่ตลอดเวลา พระเจ้าทรงมีแผนการที่ล้ำลึกให้กับชีวิตของเรา บางครั้งอาจจะเป็นการทรงเรียกแม่จะอยู่ท่ามกลางความมืดมนในชีวิต ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่ทรงสำแดงต่อเราและผู้คนอีกมากมายเป็นสิ่งที่หนุนใจฉันและทำให้ฉันเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์

ในพระธรรม สดุดี 77 เราได้พบความหวังในรูปแบบของการเตือนเราอีกเช่นกัน

“องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงทอดทิ้งเป็นนิตย์ และจะไม่เคยพอพระทัยอีกหรือ
ความรักมั่นคงของพระองค์จะระงับอยู่เป็นนิตย์หรือ พระสัญญาของพระองค์สิ้นสุดตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์หรือ

พระเจ้าทรงลืมที่จะทรงพระกรุณาหรือ เพราะพระพิโรธ พระองค์จึงทรงปิดความสังเวชเสียหรือ” และข้าพเจ้าว่า “ที่พระหัตถ์ขวาของพระองค์ผู้สูงสุดเปลี่ยนไป นั่นแหละเป็นความทุกข์ของข้าพเจ้า” (สดุดี 77:7-12)

ตอนนี้ฉันมีก้อนหินอยู่ 3 ก้อน ที่ไว้คอยเตือนความจำของฉัน ฉันใส่มันไว้ในแก้วตรงโต๊ะเครืองแป้งของฉัน หินแต่ละก้อนมีหมายเลขกำกับและมีความหมายถึงเรื่องราวที่พระเจ้าได้ทรงช่วยเปลี่ยนแปลงฉัน , ทรงกระทำการอัศจรรย์แก่ชีวิตของฉัน และเป็นอนุสรณ์ที่คอยเตือนใจฉันว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมต่อชีวิตของฉัน ทำให้ฉันเติบโตขึ้นในความเชื่อกับพระองค์

แล้วคุณล่ะ? ,มีเรื่องราวการทรงกู้ที่มาจากพระเจ้าในวันที่มืดมนที่สุดในชีวิตของคุณหรือเปล่า จงออกไปแบ่งปัญเรื่องราวเหล่านั้นแก่ผู้คนที่คุณได้พบเจ้า มันถึงเวลาที่คุณจะเรียงลำดับเรื่องราวของคุณด้วยก้อนหินเตือนความจำแล้ว

Tags: , , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง