ความท้อใจเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุดของมาร

วันที่ 17-11-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Grace Chan,Malaysia
ผู้แปล : นฤมล บางทราย
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ครั้งหนึ่งเคยได้ยินเรื่องมารแก่ที่วางแผนจะเกษียน มันจะใส่อาวุธในการประมูลซึ่งมันรวบรวมมาเป็นปี มันจะเริ่มจากความอิจฉามาหาความขี้เกียจและไปสู่การนินทา

หนึ่งในอาวุธมือสองที่ใช้บ่อย คือสิ่งที่ราคาแพงที่สุดเมื่อมารรุ่นเล็กถามเกี่ยวกับอาวุธ มารแก่ภูมิใจที่จะนำเสนอมันคือ ความท้อใจ “หลายคนสามารถปฏิเสธการโจมตีอาวุธอื่นๆของฉันแต่แต่เมื่อไรก็ตามที่ฉันนำความท้อใจไปใส่ได้ยิ่งเร็วเท่าไหร่พวกเขาจะล้มลงสู่กับดักและมันง่ายที่ฉันจะควบคุมพวกเขา” มารอธิบาย

มารแก่พูดถูก จุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตของฉัน ฉันติดกับดักกับความรู้สึกท้อใจ ฉันไม่มีความหวังและไม่มีความชื่นชมยินดี ฉันผิดหวังกับตัวเองและทำงานด้วยความรู้สึกว่าทำดี-เพื่อ-ไม่ได้อะไร เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนให้งานใหม่แก่ฉัน ฉันกลัวที่จะทำให้ทุกสิ่งยุ่งเหยิง ฉันติดอยู่จากการรบกวนของคนอื่น บ่อยครั้งคิดมากในทุกเรื่องที่พูดและทำ

รู้สึกกลั้นอยู่กับปัญหาขัดแย้งข้างในที่ฉันต่อสู้อยู่ ฉันเคยคิดว่าฉันอาจจะเสียงานและเสียความสัมพันธ์
ในเวลากลางคืนถ้าฉันไม่ร้องไห้กับตัวเองตอนนอนเพราะมันเจ็บเกินไป ก็นอนอ่านข่าวจากสื่อออนไลน์จากโทรศัพท์เพื่อช่วยยกโทษให้ตนเองจนหลับไป

ต่อมาภายหลังฉันอยากตีตัวเองที่ต้องเสียเวลากับวิธีนี้เหมือนกันฉันไม่ต้องการที่จะสู้กับวันใหม่และต่อสู้ที่จะตื่นมาในทุกเช้า บ่อยครั้งนอนจมบนเตียงจนนาทีสุดท้ายค่อยรีบออกไปทำงาน ฉันไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ไม่ว่าจะทำยังไง

ฉันจะรับใช้พระเจ้าในสภาพนี้ได้อย่างไรและฉันให้เหตุผลนี้อยู่บ่อยๆ เป็นเวลานานที่ฉันรู้สึกเคว้งคว้างและเฉื่อยชา กับชีวิต

เมื่อมองย้อนกลับไปฉันเชื่อว่ามีรากสองรากที่เป็นสาเหตุของความท้อใจของฉัน

การเปรียบเทียบ

บ่อยครั้งฉันเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นและสงสัยว่าทำไมพวกเขาสามารถเอาชนะความยาก และฤดูกาลที่เจ็บปวดหรือแม้กระทั่งได้เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณในขณะที่ฉันเหมือนจะติดอยู่ในปัญหาของตัวเองที่ทำให้ฉันรู้สึกไร้ประโยชน์และไร้ค่า

ศิษยาภิบาลของฉันเคยแบ่งปันกับฉันว่าทุกคนถูกสร้างมาโดยเฉพาะและพระเจ้าไม่เคยใส่ส่วนประกอบของการเปรียบเทียบ ศิษยาภิบาลทำให้มุมมองของฉันเปลี่ยนไป หลายครั้งเราไม่สามารถเห็นได้เต็มภาพ เราทุกคนมีความอ่อนแอของเราเองและเราต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า อัครทูตเปาโลบอกเราใน โรม 12:3-8 เรามีของประทานที่แตกต่างกันและเราสามารถใช้ของประทานที่แตกต่างในงานพระเจ้า ฉันจึงรู้สึกตัวว่าตนเองมีแนวโน้มที่จะโฟกัสไปที่จุดแข็งของคนอื่นแต่ไม่ได้มองไปที่ตัวเอง

ความเย่อหยิ่ง

ฉันคาดหวังมากกับตัวเองและค่อนข้างที่ยึดติดกับเรื่องๆเล็กน้อยๆ อย่างไรก็ตามฉันได้รู้ไม่นานมานี้ว่าไม่ควรที่จะมีมาตรฐานสูงเกินไป ฉันกำหนดให้ตัวเองมาสู่ความหยิ่งซึ่งพระเจ้าไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้น
ฉันมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ฉันรู้ว่าฉันผิดหวังง่ายและต้องสู้เมื่อถูกความเย่อยิ่งกระทบเช่นเมื่อฉันถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ถูกเข้าใจผิด ฉันไม่ได้ตามแผนหรือผิดพลาด

สุภาษิต 17:3 “เบ้าหลอมมีไว้สำหรับเงิน และเตาถลุงสำหรับทองคำแต่พระยาห์เวห์
ทรงทดลองใจ”พระเจ้าใช้พระคำข้อนี้สอนฉันผ่านความผิดหวังที่เจอพระองค์ปั้นฉันและสอนฉันที่จะวางความเย่อหยิ่งลงและวางความสมบูรณ์แบบนั้นลง

พระองค์ช่วยฉันเปลี่ยนใน 3 ข้อนี้

1. ยอมรับความบกพร่องของตนเอง

ระหว่างช่วงเวลาแห่งความท้อใจ ฉันกลายเป็นคนพูดน้อยและเก็บตัว ฝืนที่จะบอกคนอื่นว่ารู้สึกอย่างไรฉันแกล้งบอกว่าทุกสิ่งโอเคและทำให้ตัวเองยุ่งๆโดยไปช่วยคนอื่น

แต่การอดกลั้นความรู้สึกไม่ได้ช่วยฉันอย่างที่ความรู้สึกแง่ลบของฉันแสดงออกมาทางคำพูด ที่พูดออกมา ทำให้ผู้ใหญ่ในคริสตจักรและเพื่อนๆมาช่วยฉันเปิดความต้องการและสิ่งที่กำลังฝ่าฟันออก ฉันยอมรับว่าฉันเกือบจะล้มเหลวแต่พวกเขาช่วยให้ฉันเห็นความจริงจากพระธรรม ปัญญาจารย์ 4:10 เพราะว่าถ้าพวกเขาล้มลง คนหนึ่งจะได้พยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง และไม่มีใครพยุงเขาให้ลุกขึ้น

2.โฟกัสคนอื่นแทนที่จะโฟกัสตัวเอง

ที่น่าสนใจคือฉันได้เรียนรู้วิธีที่จะไม่จมอยู่ในสถานการณ์ของตัวเองแต่โฟกัสไปในความต้องการองคนอื่นแทนอย่างที่อิสยาห์ 58:10 และถ้าเจ้าทุ่มเทชีวิตของเจ้าแก่ผู้หิวโหยและทำให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มเอิบแล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืดและความมืดปกคลุมเจ้า และเจ้าจะเป็นเหมือนเที่ยงวัน

เมื่อฉันท้อใจและต้องการที่ให้เวลากับตัวเองมากกว่าให้เวลาคนอื่นและเก็บตัว พระเจ้าล้อมรอบฉันโดยเพื่อนผู้เชื่อ พี่สาวน้องสาวคนที่ฉันเคยรับใช้ในอดีตผ่านพวกเขา พระเจ้าให้โอกาสฉันที่จะมองดู

ปัญหาในอดีตและแสดงให้ฉันเห็นถึงความรักและห่วงใย อย่างที่ฉันเคยเห็นในอดีตนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันควรจะรักพวกเขา เพราะพระเจ้าเป็นแหล่งความรักและจะทำให้ฉันทำได้เช่นกัน

3. มอบทุกอย่างให้อยู่ในการอธิษฐาน

ในหนังสือที่ฉันอ่านเรียกว่า Kisses from Katie นักเขียนชื่อ Katie Davis ได้แบ่งประสบการณ์เกี่ยวกับการย้ายจากบ้านที่อเมริกาไปอูกานด้า ที่ๆเธอกลายเป็นแม่บุญธรรมของลูก 13คน ในเริ่มแรกเธอรู้สึกช่วยอะไรไม่ได้เลยและสิ้นหวังเมื่อเห็นความต้องการรอบตัวเธอ แต่เธอหันไปหาพระเจ้าและร้องทูลพระเจ้า พระเจ้าให้ความคิดเธอที่จะช่วยเหลือเด็ก

เรื่องของเธอทำให้ฉันนึกถึงว่าเราไม่ควรเชื่อมั่นในตัวเราเองเพราะหลายสิ่งอาจเกินกำลังที่จะควบคุมได้ ในเวลาเดียวกันอย่าอนุญาตให้ตัวเราสิ้นหวัง แต่เราควรจะมอบความเจ็บปวดและปัญหาแก่พระเจ้าผ่านการอธิษฐานแทน

เมื่อเรามอบอำนาจและการควบคุมสถานการณ์ของเราให้กลับไปหาพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์อำนาจพระองค์จะทรงประทานความเชื่อให้เราอดทนรอคำตอบของพระองค์ในชีวิตของเรา

ถ้าคุณถามฉันวันนี้ว่าฉันพ้นจากความคิดและอารมณ์ที่เป็นลบหรือไม่ คำตอบของฉันเป็นตามพระคำข้อนี้ “พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นมรดกส่วนของข้าพระองค์และทรงเป็นถ้วยของข้าพระองค์ พระองค์ทรงรักษาส่วนมรดกของข้าพระองค์ไว้” สดุดี 16:5

ฉันเพิ่งมาเข้าใจว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งในพระเจ้า และทุกสิ่งมาจากพระองค์ เมื่อไรก็ตามฉันเกรงว่าจะสูญเสียบางสิ่งหรือขาดความกล้าที่จะเผชิญความท้าทาย ฉันรู้ว่าพระเจ้าจะเสริมกำลังฉันและฉันเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะไม่ให้ฉันถูกทดลองมากกว่าที่จะอดทนได้แล้วพระองค์จะเตรียมทางออกไว้ให้เสมอ 1โครินทร์ 10:13

ให้ฉันกลับไปในเรื่องที่ฉันเริ่มต้นด้วย มารรุ่นเล็กไปถามมารแก่ว่า คนประเภทไหนที่ไม่กลัวความท้อใจ มารแก่ก็ตอบว่า “คนที่มีหัวใจขอบคุณ” การขอบคุณช่วยให้เราเห็นว่าเรามีอะไรและไม่โฟกัสไปหาสิ่งที่เราไม่มี มันเป็นสาเหตุให้เราจำการทรงนำของพระเจ้าที่ทำงานในชีวิตเรา ให้เรามีความมั่นใจว่าพระองค์จะนำหน้าเราต่อไปในเส้นทางข้างหน้าของเรา

ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรการท้อใจที่เราเจออยู่และที่จะเจอ ให้เราอธิษฐานต่อพระเจ้า ที่จะช่วยให้เราสรรเสริญด้วยการขอบคุณพระเจ้าได้ ฉันขออธิษฐานที่เราจะเรียนรู้ที่จะขอบคุณคนอื่นด้วย

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง