รับไม่ได้กับคริสเตียนที่ชอบตัดสินคนอื่น

วันที่ 31-10-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Kelsey Tarver , USA
ผู้แปล – เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ฉันเคยคิดแบบนี้ว่า : คนที่ชอบตัดสินคนอื่นนั้น เป็นที่น่ารังเกียจ และสำหรับตัวฉันเองก็ไม่สามารถที่จะทนพฤติกรรมของคนเหล่านี้ได้

เรื่องนี้หลายคนก็อาจจะมีข้อโต้แย้ง ฉันจึงหยิบยก ประเด็นนี้ขึ้นมาพูดเพราะฉันรู้สึกไม่ชอบใจกับพฤติกรรมเหล่านี้ที่เกิดขึ้นกับคริสเตียนหลายคนเลยจริงๆ

คำว่า “การตัดสินผู้อื่น” ทำให้ฉันกลัว เมื่อฉันหลับตาลงแล้วนึกภาพของตัวเอง เชิดหน้า พร้อกับสายตาที่จ้องจับผิดผู้อื่น แล้วส่งสายตาบอกให้คนๆนั้นรู้ว่าฉันกำลังไม่พอใจในสิ่งที่เค้าทำ แต่การตัดสินผู้อื่นที่ว่ามานั้น มาจากคนสนิทที่เป็นที่รักหรือเพื่อนอันเป็นที่รักของฉันเอง

ฉันรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องการถูกตัดสินจากผู้อื่น เพราะฉันเติบโตขึ้นท่ามกลางการความดันเหล่านั้นในฐานะของลูกของศิษยาภิบาล มันกลายเป็นความเคยชินที่ฉันต้องทนอยู่กับสายตาที่คอยจ้องจับผิดที่คอยมองมาที่ครอบครัวของฉัน เหมือนมีแว่นขยายสอดส่อง จ้องมองมาคอยตรวจตราอยู่ตลอดเวลาว่า วันนี้พวกเค้าจะสวมเสื้อผ้าอะไรมาที่โบสถ์ ? ทำไมวันนี้มาสาย? รถใหม่รึเปล่า? พวกเค้าสามารถซื้อรถคันใหม่ได้อย่างไรกัน? ทำไมเค้าคุยกันระหว่างเทศนา? แม้กระทั่งตอนนี้เมื่อฉันโตขึ้นในฐานะผู้ร่วมงานในคริสตจักร ก็ยังไม่วายถูกคนจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลา

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนี้ เป็นเฉพาะบางคนเท่านั้น ฉันยังคงมีความสุขที่ได้เติบโตขึ้นท่ามกลางคนที่รักฉันและครอบครัว และพี่น้องเหล่านี้ก็รักคริสตจักรและยังคอยช่วยเหลทลือสนับสนุนพันธกิจในคริสจักร และครอบครัวของฉันอยู่เสมอมา

แรงผลักดันในความคิดนี้ก็เพื่อว่าตัวฉันเองจะไม่เป็นคนที่ตัดสินคนอื่นด้วยเช่นกัน ฉันปรารถนาที่จะคิดในแง่ดีและเข้าใจผู้อื่น แต่การนินทาหรือการตัดสินจากคนอื่นยังคอยรบกวนจิตใจของผู้อื่น ฉันยังคงมี่ความรู้สึกโกรธเคืองและมันเป็นความรู้สึกที่มาจากใจของฉันจริงๆ เพราะฉันรู้สึกว่าโดนรังแกจากคนเหล่านี้ ฉันคิดว่าเราทุกคนต่างต้องการความรักและกำลังใจจากคนรอบข้าง มากว่าคำตัดสินนินทาจากผู้อื่น

แต่อย่างไรก็ดี ฉันทำเป็นปิดหูปิดตาไม่รับรู้ในสิ่งที่พวกเค้าพูดกัน อะไรที่ทำให้ฉันมีกำลังที่จะสำแดงความรักที่แท้จริงต่อผู้อื่นซึ่งก็เป็นมนุษย์เหมือนกันกับฉัน เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ ความรักที่แท้จริงนี้กลายเป็นความรักที่มาจากมีพระคุณของพระเจ้าที่กำลังเผชิญกับความทุกใจเช่นเดียวกันกับฉัน เมื่อความบาปเพิ่มมากขึ้น ฉันเกลียดที่สุดที่จะต้องลงเอยในสิ่งที่ฉันเป็นอย่างทุกวันนี้

กับดักของคำตัดสินจากคนอื่น

ในฐานะคริสเตียน มีหลายอย่างที่เป็นสิ่งที่จะคอยล่อลวงเราให้ล้มลงในความบาป การได้ยินหรือได้ฟังคำพูดที่ไม่ดีจากผู้อื่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้จิตใจของเราเกิดความบาปได้เช่นกัน เพราะเราทุกคนต่างมีมาตรฐานที่สูงกว่าที่เราต้องการ ในการที่จะออกแบบการใช้ชีวิต เรารู้ว่าในพระคัมภีร์ได้ย้ำเตือนให้เราปฏิบัติซึ่งกันและกันเช่นใด ดังนั้น จึงเป็นที่น่าเสียดายเมื่อเราได้ยินคำพูดเหล่านั้นเหล่านั้นในคริสตจักรของเรา

จากคำพิพากษาหรือคำพูดและนินทาต่างๆที่เราได้ยินจากคนอื่น ทำให้ความรักที่เรามีต่อคนที่นินทาหรือตัดสินเราเริ่มลดลงและเป็นเหมือนสิ่งล่อลวงทำให้เราเกิดบาป ในฐานะนักเขียนที่เป็นคริสเตียน C.S. Lewis กล่าวว่า “ดูหมีในถ้ำของตัวเองก่อน ที่คุณจะตัดสินคนอื่น”
บางทีคนๆนั้นอาจจะไม่ได้ชอบนินทาหรือตัดสินคนอื่น ลองเปรียบเทียบกับคนที่ติดยาเสพติด บางทีพวกเค้าอาจจะไม่ได้อยากตัดสินคนอื่นหรือ อาจจะพยายามเลิกพฤติกรรมการชอบนินทาคนอื่นอยู่ก็ได้ หรือพวกเค้ากำลังอาจจะกำลังเผชิญกับการทดลองอยู่ ดังนั้น สิ่งที่พวกเค้าจะต้องต่อสู้กับตัวเองก็คือการมีทัศนะคติในแง่บวก “อย่าตัดสินคนอื่นแค่่เพียง สิ่งที่คุณเห็น เพราะคุณไม่รู้ว่าเขามาไกลแค่ไหน”

เมื่อฉันเข้าใจว่าสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่ทำร้ายผู้อื่น ดังนั้น มันจึงทำให้ฉันรู้สึกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น และใช้เวลามากในการพูดถึงคนอื่นให้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉันจะหลีกเลี่ยงคำพูดที่เป็นการตัดสินหรือนินทาคนอื่น

ให้เรารักซึ่งกันและกัน

เราทั้งหลายในฐานะคริสเตียน ต้องรักคนเหล่านั้นให้มาก ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบนินทาหรือคนที่ชอบตัดสินคนอื่น เราทุกคนต่างก็มีจุดบกพร่องในตัวเองทั้งนั้น

ในความเป็นจริงพระเจ้าทรงพอพระทัยในการเชื่อฟังของเรามากกว่าที่พระองค์ทรงพอพระทัยในการเสียสละและการรับบัพติศมาของเรา (1 ซามูเอล 15:22)

การเชื่อฟังของเราคือการนมัสการและเป็นพยานแห่งความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา (1 ยอห์น 5: 3) นี่เป็นแรงจูงใจให้ฉันเชื่อฟังพระองค์ เช่นเดียวกับคริสเตียนหลายคนที่กำลังต่อสู้กับเรื่องเพศอยู่เหมือนกับฉัน ก็อยากที่จะให้พระเจ้าเอาความรู้สึกเหล่านี้ไปจากชีวิตของเราโดยสิ้นเชิง เพื่อที่เราจะไม่ต้องตกอยู่ในความบาปอีกต่อไป การดำเนินชีวิตของฉันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก และฉันไม่ต้องต่อสู้กับการทดลองเหล่านั้นอีกต่อไป

อย่างไรก็ดี ฉันเชื่อว่าฉันจะได้รับการฟื้นน้ำใจขึ้นใหม่ในพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อถึงเวลาที่ฉันจะได้พบกับพระองค์ในแผ่นดินสวรรค์ ความบาปของฉันจะถูกลบล้างออกไป

พระเจ้าทรงให้เราทั้งหลายเป็นลูกของพระองค์ และมีสิทธิอำนาจที่จะต่อสู้กับการล่อลวง และมีชัยชนะเหนือความบาป (1 โครินธ์ 10:13) บาปจึงไม่ใช่เจ้านายของเราอีกต่อไป (โรม 6:14) และเราสามารถเลือกที่จะไม่เป็นทาสต่อบาป (โรม 6:6) เพราะเมือ่เรามีความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ เราทั้งหลายก็มีชัยเหนือความบาปแล้ว มีพระธรรมตอนหนึ่งกล่าวว่า “เจ้าเป็นทาสที่ดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด’ (มัทธิว 25:21) ฉันมีความหวังว่าการเสียสละของพระองค์ในวันนั้น มันคือสิ่งที่คุ้มค่ากว่าทุกสิ่งในโลกนี้

“อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า ‘ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ’ แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้” (มัทธิว 7:1-5)

Tags: , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง