5 วิธีในการรับมือกับความเครียด

วันที่ 12-9-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

ผู้เขียน : Hans Anthony, Indonesia
ผู้แปล – เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

“ปัญหาเป็นเครื่องหมายของการมีชีวิต” จริงหรือ? ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงที่จะไม่เผชิญกับปัญหาได้ จริงหรือ? ช่วงเวลาที่เราไม่ต้องเจอกับปัญหาเลยคือช่วงเวลาที่เราหมดลมหายใจและจากโลกนี้ไปแล้ว

ปัญหาของปัญหาทั้งหลายก็คือ หลายครั้งที่เราปล่อยให้มันมาเบี่ยงเบนความความสนใจของเราไปจากสิ่งที่สำคัญที่สุด ทำให้เราเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความวุ่นวายในชีวิต เราจมปลักอยู่กับปัญหาเหล่านั้น จากนั้นก็เกิดเป็นความเครียดจนหาทางออกให้กับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ได้ ดังนั้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการที่จะรับมือกับมัน ฉันจึงนำเอาประสบการณ์ส่วนตัว กับ 5 วิธีในการรับมือกับความเครียด มาแบ่งปันให้กับพี่น้องทั้งหลายในวันนี้

1. อธิษฐาน

เราอาจจะเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ! ในฐานะคริสเตียนเรารูว่าการอธิษฐานเป็นช่องทางที่เราจะสามารถพูดคุยและร้องทูลต่อพระเจ้าได้ เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาและความกดดันจากความเครียด เราจะถูกเตือนให้อธิษฐาน และขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่ในทางปฏิบัตินั้นเราเลือกที่จะอธิษฐานก่อนหรือไม่? เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา หรือว่าบ่อยครั้งที่เราพยายามที่จะหาทางออกด้วยตัวเราเองหรือมองหาคนอื่นเพื่อให้ช่วยแก้ปัญหาของเรา

ผมจำได้ว่าความเครียดที่ผมอยู่ในตอนนั้น ประมาณปี พ.ศ. 2555 บริษัทของผมต้องจ่ายเงินประมาณ 100 ล้านรูเปียห์ ของอินโดนีเซีย เนื่องจากผมผิดนัดชำระภาษีสำหรับสินค้านำเข้าของบริษัท
แต่ปัญหายิ่งใหญ่มากเท่าไหร่ คุณจะวิ่งไปหาพระเจ้าเร็วกว่านั้นไม่ใช่หรือ? ผมเสียเวลาไปกับการหาทางแก้ไขปัญหานั้นด้วยตัวของผมเอง จนกระทั่งผมมารู้ตัวอีกทีว่า ผมไม่มีทางออกให้กับปัญหานั้นแล้วจริงๆ

เรารู้ว่าในพระคัมภีร์ได้สอนเราทั้งหลายว่าให้เราจดจ่ออยู่ที่พระเจ้า และจงมอบภาระของเราให้แกพระองค์ (สดุดี 55:22) และยังบอกกับเราทั้งหลายว่าอย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า (ฟิลิปปี 4:6) แต่ทว่าเราเองไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไรว่าเราเองนั้น มีพระเจ้าที่ทรงอยู่เคียงข้างเราและห่วงใยเรามาโดยตลอด เพราะเราอาจจะเคยคิดว่า พระเจ้าจะทรงรับฟังคำร้องทูลจากเราจริงเหรอ? และถ้าหากว่าพระองค์ทรงสนพระทัยจริงๆแล้วพระองค์จะทรงมีวิธีแก่ปัญหาให้กับเราได้อย่างไร? ดูเหมือนว่าเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากกว่าการอธิษฐาน

ดังนั้นพระเจ้าทรงอนุญาตให้ผมต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่เพื่อที่จะทำให้ผมถ่อมใจลง เมื่อผมยอมรับข้อจำกัดของตัวเองผมจึงเริ่มอธิษฐานขอให้พระเจ้าช่วยหาทางออกและวิธีแก้ปัญหาในชีวิตของผม เมื่อผมตัดสินใจทำอย่างนั้น มันก็เหมือนกับว่าภาระหนักทุกอย่างที่ผมมีถูกยกออกไปจากชีวิตของผม มันคือความจริงเมื่อเรายอมจำนนต่อพระเจ้า พระองค์ทรงแทนที่ความไม่พอใจของเราด้วยสันติสุขของพระองค์ ซึ่งเหนือกว่าความเข้าใจของเราทั้งหมด (ฟีลิปปี 4:7) ปัญหาของผมยังคงอยู่ที่นั่น แต่ผมไม่ได้รับมือกับความเครียดอีกต่อไป เพราะผมรู้ว่า ผมไม่ใช่คนเดียวที่กำลังเผชิญอยุ๋กับปัญหานั้น

2. อยู่ในกลุ่มของพี่น้องที่รักพระเจ้า

เราเป็นใครที่จะสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆได้เพียงลำพัง? ดังนั้น วิธีที่เราจะสามารถรับมือกับปัญหาของเราได้ คือการดำเนินชีวิตที่ล้อมรอบไปด้วยกลุ่มคนที่มองโลกในแง่ดี และมีทัศนคติเกี่ยวกับปัญหาในเชิงบวก แต่ถ้าเราอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มองโลกในแง่ร้าย เราเองอาจจะท้อแท้และไม่มีกำลังใจในการดำเนินชีวิต

ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่สามารถพูดคุยปรึกษาปัญหาต่างๆได้ในช่วงเวลาที่ผมเครียด แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่สามารถเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาของผมได้อย่างเต็มที่ แต่พวกเขาจะคอยหนุนใจและทำให้ผมมีกำลังใจที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้า เมื่อได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราวของผมให้กับพวกเขา ความเครียดที่ผมมีก็เริ่มเบาบางและค่อยๆมองเห็นหนทางในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านั้น และความเครียดที่ผมเคยมีก็ลดลงเป็นอย่างมาก

เพื่อต่อสู้กับความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่ ให้เรามองหากลุ่มคนหรือพี่น้องที่พยายามจะเสริมสร้างชีวิตจิตวิญญาณซึ่งกันและกัน และส่วนมากก็จะมีในกลุ่มที่รักพระเจ้า และปรารถนาที่จะเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและดำเนินชีวิตตามแบบอย่างขององค์พระเยซูคริสต์ ด้วยวิธีนี้เราสามารถที่จะแบกรับภาระของกันและกันและยึดถือซึ่งกันและกัน ( ปัญญาจารย์ 4: 9-10 ; สุภาษิต 18:24 )

3. ให้เราขอบพระคุณพระเจ้า

คุณอาจจะเคยได้ยินประโยคนี้อยู่บ่อยๆ คือ “อย่างทูลบอกกับพระเจ้าว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่ขนาดไหน แต่ให้เราบอกกับปัญหานั้นว่า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ขนาดไหน” เมื่อเรามองผ่านปัญหานั้น เราก็จะรู้สึกเครียดน้อยลง

เมื่อผมตัดสินใจเข้ามาหาพระเจ้าและดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางพี่น้องที่รักพระเจ้าและคอยหนุนใจผมอยู่ตลอดเวลาแล้ว ผมจึงเริ่มรู้สึกถึงพระคุณและความรักของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของผม พระเจ้าทรงสอนบทเรียนที่สำคัญนี้ให้กับผมในขณะที่ธุรกิจที่ผมมียังเป็นธุรกิจที่เล็ก เพราะหากเกิดขึ้นตอนที่บริษัทขยายตัวใหญ่ขึ้น ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าผมจะต้องเผชิญกับปัญหาหนักขนาดไหน ผมอาจจะต้องรับผิดชอบชีวิตของลูกน้องจำนวนมากรวมไปถึงครอบครัวของพวกเค้าด้วย

นักปรัชญาและนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ชื่อ “วิลเลียม เจมส์” เคยกล่าวไว้ว่า “อาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการต่อต้านความเครียดคือความสามารถของเราในการเลือกวิธีการของความคิดหนึ่งให้เปลี่ยนไปอีกทางหนึ่ง” และนั่นคือสิ่งที่ผมพยายามที่จะเปลี่ยนความสนใจไปจากความเครียดที่ผมมีให้ได้ คุณรู้หรือไม่ว่า? แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเรานั้น เราเองก็สามารถที่จะนับพระพรของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเราได้ อย่างไรก็ตาม การขอบพระคุณเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับเรา ไม่ใช่เฉพาะในช่วงเวลาที่ดีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงช่วงเวลาที่เครียด ด้วย( 1เธสะโลนิกา 5:18 )

4. มีสายตาเหมือนพระเจ้า

ในฐานะมนุษย์ที่มีความเข้าใจที่จำกัด เรามักจะมองข้ามและหาข้อสรุปที่ไม่ถูกต้อง เรื่องราวของชนชาติอิสราเอลกับผู้ที่ได้ไปร่วมสอดแนมนั้น ช่วยเตือนให้เรามองเห็นมุมที่แตกต่างในมุมมองของพระเจ้า เมื่อคนสอดแนมมารายงานว่าแผ่นดินนี้เต็มไปด้วยเมืองที่มีป้อมและยักษ์ใหญ่ที่ทรงพลัง ชาวอิสราเอลก็สรุปเอาเองว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งพวกเขา และทำให้พวกเขาต่างสิ้นหวัง (กันดารวิถี 14:2-4) แต่โยชูวากับคาเล็บได้เห็นต่างไปจากชนชาติอิสราเอล พวกเขาได้เห็นถึงความดีและพระคุณของพระเจ้าในการทรงนำของพระองค์ และทำให้พวกเขาเห็นถึงความอัศจรรย์ในแผ่นดินของพระเจ้า เพราะเป็นแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ จึงทำให้พวกเค้ามีความเชื่อที่เข้มแข็งในพระเจ้ามากยิ่งขึ้น (กันดารวิถี 14:7-9)

แทนที่ผมจะมานั่งเครียดและสิ้นหวัง ผมได้เรียนรู้ว่า “ผมต้องปล่อยให้ตังเองเผชิญหน้ากับปัญหา และขอการทรงนำว่าพระเจ้าจะทรงใช้ปัญหานี้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมให้ดีขึ้นได้อย่างไร?” ผมจึงพบคำตอบผ่านทางปัญหาและอุปสรรคของชีวิตที่ผมได้เผชิญมา ทำให้ผมเข้มแข็งและมีจิตใจที่แข็งแกร่งขึ้น มีสติปัญญาในการที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบไม่ประมาท จึงทำให้ผมกลายเป็นนักธุรกิจที่สามารถดำเนินชีวิตเพื่อเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้

5. เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

การพึ่งพาพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็นคนเรื่อยเปื่อยหรือดำเนินชีวิตแบบไร้แก่นสาร ถ้าเราไม่ได้นำสิ่งที่เราเรียนรู้มาพัฒนาตัวเอง เราอาจจะพบว่าตัวเราเผชิญกับความเครียดกับเรื่องเดิมๆ (หรือบางทีอาจจะเครียดมากกว่าเดิม) เมื่อเราต้องเผชิญกับปัญหาที่คล้ายกัน

หลังจากที่ผมได้ประสบกับปัญหาเรื่องการผิดนัดชำระภาษีสำหรับสินค้านำเข้าของบริษัท จึงทำให้ผมเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาโดยการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการชำระภาษีในรูปแบบองค์กรของบริษัทอย่างละเอียดและถูกต้อง เพื่อที่จะป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตและเลือกที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
และหลังจากที่ผมได้ศึกษาอย่างละเอียดแล้ว เมื่อผมเริ่มคำนวณราคาค่าภาษี ผมก็ประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่คำนวณออกมาได้อย่างถูกต้องและลงตัว มันทำให้ผมโล่งใจเป็นอย่างมาก!

พระเจ้าทรงสัญญาว่า พระองค์จะไม่ทรงให้เราถูกทดลองเกินกว่าที่เราจะทนได้ (1 โครินธ์ 10:13)
ในเมื่อเราได้เตรียมจิตใจของเราด้วยพระสัญญาของพระเจ้าแล้ว เราจึงไม่ต้องเผชิญกับความเครียดอีกต่อไป และเราก็จะเรียนรู้ที่จะยอมรับกับสถาณการร์ต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยใจที่ขอบพระคุณพระเจ้า เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าสามารถใช้ทุกสถานการณ์เพื่อตกแต่งและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้น และเป็นลูกที่เข้มแข็งขึ้นได้ และพระองค์อาจจะเตรียมสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ไว้สำหรับเรา

ลองนึกถึง 13 ปีที่ยากลำบากของโยเซฟ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นคนที่มีอำนาจรองลงมาจากฟาโรห์และต้องรับผิดชอบประชากรทั่วทั้งอียิปต์ และให้เราลองนึกถึงความท้าทายมากมายในการทดสอบความเชื่อของดาเนียล ภายใต้รัชสมัยของกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงตั้งท่านไว้ให้ดูแลทั่วทั้งราชอาณาจักร (ดาเนียล 1-6)

ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ ปัญหาคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราอาจจะผ่านความเครียดมากมาย แต่ผมได้เรียนรู้ว่า เราสามารถจัดการกับความเครียดได้โดยการทรงนำที่มาจากพระเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ เราสามารถหาคำปรึกษาได้จากพี่น้องที่รักในพระคริสต์ของเรา และดำเนินชีวิตอย่างจดจ่อต่อพระเจ้า เราสามารถเติมเต็มชีวิตของเราได้ด้วยการขอบพระคุณ และให้เรามองที่พระเจ้าว่าพระองค์ต้องการที่จะสอนอะไรเรา เพื่อที่เราจะได้ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์!

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง