บอกลา “รัก” ที่ทำให้สับสนทางเพศ

วันที่ 14-9-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : H.Y, Singapore
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ครั้งแรกที่ฉันรู้สึกตกหลุมรักใครซักคน ตอนนั้นฉันอายุ แค่ 14 ปี ฉันยังจำได้ว่าเธอคนนั้นอายุเยอะกว่าฉัน เธอเป็นคนสวยและมีสีผิวค่อนข้างแทน มีลักยิ้มนิดๆ และชอบเล่นกีฬาด้วย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ .. “เธอเป็นผู้หญิงเหมือกันกับฉัน”

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ฉันค้นพบตัวเองว่าฉันชอบทั้งผู้หญิงในขณะเดียวกันก็ชอบผู้ชายด้วย อย่างไรก็ดีแรงดึงดูดที่ฉันมีต่อผู้หญิงมันรู้สึกโดดเด่นมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ฉันพยายามหาคำอธิบายในสิ่งที่ฉันเป็น ฉันรู้สึกสับสนว่าทำไม่เพื่อนผู้หญิงคนอื่นๆพูดถึงผู้ชายที่พวกเค้าแอบชอบอยู่ได้อย่างง่ายดาย แล้วฉันล่ะต่างจากพวกเค้าตรงไหน?

ในตอนแรกฉันพยายามที่จะหลอกตัวเองว่า สิ่งที่ฉันรู้สึกคือความชื่นชมไม่ใช่ความรู้สึกหลงไหล เพราะเธอดูเท่ห์กว่าฉันและฉันอาจอยากเป็นเหมือนเธอ ฉันปฏิเสธตัวเองและปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงที่ฉันมีต่อเธอ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป

ฉันเริ่มรู้ว่าฉันจะชอบหาโอกาสที่จะได้เจอเธอให้บ่อยขึ้นหรือพูดคุยกับเธอให้มากขึ้น ฉันพบว่าตัวเองกำลังเดินผ่านห้องเรียนของเธอโดยไม่มีเหตุผลใด ๆ หรือผลักดันให้กลุ่มเพื่อนของฉันนั่งใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนของเธอในช่วงพักเที่ยง

ในขณะที่ฉันมีความรู้สึกเหงาและโดเดี่ยว เหมือนเดินอยู่ลำพัง เนื่องจากฉันไม่มีเพื่อนที่ต้องเผชิญในสถานการณ์เดียวกันกับฉัน เว้นเสียแต่กลุ่มคนที่คอยเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเพศที่สองสามสี่ เป็นต้นว่า เกย์ , ทอมหรือเลสเบี้ยน (LGBT) ความรู้สึกที่ฉันมีในตอนนั้นมันบรรยายไม่ถูกและความสับสนทางเพศก็ไม่สามารถที่จะหายภายในข้ามคืนได้ ฉันยังคงไม่สามารถเลิกชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้และในตอนนั้นพ่อแม่ของฉันก็ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยว่าฉันมีประสบการณ์ในการดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้าม (OSA) และการมีเพศสัมพันธ์แบบเดียวกัน (SSA)

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของฉัน มีบางอย่างที่ฉันมั่นใจเกี่ยวกับสิ่งที่พระคัมภีร์พูดไว้เรื่องรักร่วมเพศนั้นมีอยู่จริง ฉันเติบโตขึ้นมาในครอบครัวคริสเตียน มีโอกาสได้เรียนระวีในโบสถ์ และเข้าร่วมกิจกรรมของอนุชนในโบสถ์ด้วย
คริสตจักรของฉันก็ไม่ได้เข้มงวดหรือเช็คมากนักเกี่ยวกับในเรื่องของสิ่งที่ไม่เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

แม้ว่าอาจารย์ที่โบสถ์จะไม่เคยสอนหรือเทศน์หรือการศึกษาพระคัมภีร์ในหัวข้อนี้ แต่ฉันก็รู้ดีว่าการรักร่วมเพศไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าต้องการสำหรับมนุษยชาติ

ในพระธรรมเลวีนิติ 18:22 ระบุอย่างชัดเจนว่า “อย่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายคนหนึ่งเหมือนกับผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นเรื่องน่ารังเกียจ “ตลอดพระคัมภีร์เป็นที่ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงสร้างชายและหญิงเพื่อการสมรสและมีไว้สำหรับความสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดขึ้นในบริบทของการแต่งงาน (มาร์ค 10: 6-9)

เราได้รับคำสั่งให้ “หนีจากความผิดศีลธรรมทางเพศ” และให้เกียรติพระเจ้าด้วยร่างกายของเราซึ่งเป็นวัดของพระเจ้า (1โครินธ์ 6: 17-20)

ดังนั้นฉันรู้ว่ามันไม่ใช่น้ำน้ำพระทัยของพระเจ้าและพระเจ้าก็ไม่ได้ทรงออกแบบฉันให้หลงไหลหรือมีความต้องการในเพศเดียวกัน ตอนแรกฉันสับสนและคอยตั้งคำถามว่า เหตุใดพระเจ้าทรงตัดสินว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผิด ทำไมพระองค์ทรงทำให้ฉันได้สัมผัสกับความสนใจของทั้งสองเพศถ้ามันเป็นสิ่งสิ่งที่ผิด? ทำไมพระองค์ไม่ทำให้ฉันเป็นเหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไป?

ฉันจะครบ 20 ปีในปีนี้ และฉันยังคงต้องต่อสู้กับความรู้สึกที่สับสนของฉันเอง แต่ฉันไม่สามารถพูดได้ว่าฉันถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว ในความเป็นจริงฉันห่างไกลจากคำนั้นมาก แต่ความสับที่ฉันต้องเผชิญอยู่นั้น ไม่มีสักวันเดียวที่ฉันจะไม่ได้รับการเตือนว่าฉันยังคงต้องเผชิญกับมันอยู่ ฉันยังสนใจทุกคนไม่ว่าจะเป็นสาวสวยหรือผู้ชายที่น่ารัก พวกเขายังดึงดูดสายตาของฉันและฉันก็ยังคงถูกล่อลวงให้หลงระเริงไปกับจินตนาการของตัวเอง ว่าจะได้อยู่ด้วยกัน ฉันยังคงเป็นงานที่ไม่สมบูรณ์และฉันก็ไม่รู้จักทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย อย่างไรก็ตามหลังจากที่ฉันได้อ่านบทความเกี่ยวกับคริสเตียนหลายเรื่อง มันช่วยสะท้อนถึงการเดินทางของฉัน และยังมีคำเตือนสามข้อที่ฉันพบว่าเป็นที่หนุนใจและมีประโยชน์ ต่อการดำเนินชีวิตคริสเตียนของฉันอีกด้วย

1. จงยึดมั่นและทำตามพระลักษณะของพระเยซูคริสต์

ฉันต้องยอมรับว่า การเปิดรับในเพศที่สามของสังคมทุกวันนี้เป็นสิ่งที่กำลังขยายและเปิดเผยมากขึ้น ในสังคมของเรา และการเรียกร้องต่อสังคมให้ยอมรับใน “ตัวตนที่แท้จริง” ของพวกเขาก็เป็นกระแสมากในขณะนี้ อย่างไรก็ตามในฐานะคริสเตียน ฉันจะคอยเตือนตัวเองเสมอว่า ฉันเป็นคนสำคัญที่สุดขององค์พระเยซูคริสต์
ไม่ใช่ของมนุษย์หรือของตัวฉันเอง เราทั้งหลายต่างก็ได้รับสิทธินี้ในตัวตนของเราทุกอย่าง ในฐานะที่ฉันเป็นลูกของพระเจ้า ถึงแม้ว่าฉันจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรู้สึกของตัวเองได้

พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเพื่อสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปฉัน เพื่อจะทรงสร้างฉันและทรงโปรดให้ฉันมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ จากจุดนี้ความรู้สึกของฉันก็กลับดีขึ้น ดังนั้น ฉันจึงไม่เคยรู้สึกว่าฉันไม่สำคัญอีกต่อไป การรู้จักคุณค่าในตัวตนของฉันในพระองค์ ยังช่วยย้ำเตือนให้ฉันรู้ว่า ขณะนี้ฉันมีอำนาจที่จะต่อต้านความบาปได้ ถึงแม้จะรู้ดีว่าเป็นการยากที่จะทำเช่นนั้น แต่ฉันก็สามารถที่จะเลือกประพฤติตามอย่างขององค์พระเยซูคริสต์ และเลือกที่จะละทิ้งความปรารถนาของตัวเอง

2. ยอมรับว่าฉันไม่สามารถต้านทานการล่อลวงด้วยความพยายามของฉันเอง

แน่นอนว่าฉันต้องมีใจที่จะกระตือรือร้นที่จะป้องกันตัวเองไม่ให้ล้มลงในความบาป
สำหรับฉันแล้วเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการพบปะกับใครสักคน ฉันความรู้สึกและอารมณ์ของฉันจะคล้อยตามผู้มีอิทธิพลในโลกของโซเชี่ยล

อย่างไรก็ดี การติดตามชีวิตของผู้คนผ่านโลกโซเชียล ก็ไม่มีทางที่จะหาจุดสิ้นสุดได้ ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงวางแนวทางในการดำเนินชีวิตในแบบของลูกของพระองค์ให้กับเรา

เมื่อองค์พระเยซูคริสต์ทรงร้องไห้คร่ำครวญในคำอธิษฐานของพระองค์และพระองค์ก็ทรงฟังเราเมื่อเราทูลต่อพระองค์เช่นกัน มัทธิว 26:41 บอกเราทั้งหลายว่า “ให้เราตื่นตัวและอธิษฐานต่อพระองค์ เพื่อที่เราจะไม่ต้องตกอยู่ในการทดลอง” พระเยซูทรงเตือนเราว่า แม้ว่าจิตวิญญาณของเราจะอ่อนแอ เพราะว่าเราทั้งหลายเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความบาป จึงเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับเราที่จะล้มลงในความบาป แต่เราทั้งหลายจะได้รับความเข้มแข็งนี้จากองค์พระเยซูคริสต์ เมื่อฉันถูกล่อลวง

ฉันได้เรียนรู้ที่จะอธิษฐานและละทิ้งความปรารถนาในความบาปของฉันเพื่อพระเจ้า ฉันร้องไห้ออกไปหาพระเจ้าและขอให้พระองค์ทรงเสริมกำลังให้แก่ฉันเพื่อที่ฉันจะมีกำลังที่จะเชื่อฟังพระองค์ บางครั้งฉันจะใช้เวลาสงบนิ่งและพูดคำอธิษฐานเงียบ ๆ เพื่ที่จะกลับใจใหม่และขอกำลังเพื่อที่จะต่อสู้กับการทดลอง

3. พระเจ้าทรงพอพระทัยเมื่อฉันเชื่อฟังพระองค์

แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยากที่เราทั้งหลายจะหันออกจากความบาปซึ่งเป็นธรรมชาตของมนุษย์อย่างเราๆ แต่ฉันก็จะไม่ยอมให้ความบาปมาครอบงำชีวิตของฉันอีกต่อไป เพระาในพระคัมภีร์ได้บอกว่าบาปเป็นสิ่งที่ผิด ดังนั้น ฉันจึงรู้ว่าเมื่อฉันเชื่อฟังพระบิดาของฉัน พระองค์จะทรงพอพระทัย

ในความเป็นจริงพระเจ้าทรงพอพระทัยในการเชื่อฟังของเรามากกว่าที่พระองค์ทรงพอพระทัยในการเสียสละและการรับบัพติศมาของเรา (1 ซามูเอล 15:22)

การเชื่อฟังของเราคือการนมัสการและเป็นหลักฐานแห่งความรักของเราสำหรับพระองค์ (1 ยอห์น 5: 3) นี่เป็นแรงจูงใจให้ฉันเชื่อฟังพระองค์

เช่นเดียวกับคริสเตียนหลายคนที่พยายามดิ้นรนกับเรื่องเพศชายฉันต้องการให้พระเจ้าทรงใช้ความรู้สึกเหล่านี้ไปโดยสิ้นเชิง ที่จะทำให้ชีวิตฉันง่ายขึ้นมาก ฉันจะไม่ต้องดิ้นรนเพื่อหันไปจากการทดลอง

อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าผมจะได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริงเมื่อเจอกับพระองค์ในสวรรค์และความบาปจะถูกลบออกจากฉัน

สำหรับตอนนี้พระเจ้าทรงให้บุตรธิดาของพระองค์มีอำนาจต่อต้านการล่อลวงและบรรลุชัยชนะเหนือบาปของเรา (1 โครินธ์ 10:13) บาปไม่ได้เป็นเจ้านายของเราอีกต่อไป (โรม 6:14) และเราสามารถเลือกที่จะไม่เป็นทาสบาป (โรม 6:6) เราสามารถเลือกพระเยซูเหนือความบาปได้

อยู่มาวันหนึ่งในที่สุดข้าพเจ้าก็จะได้ยินพระบิดาของท่านกล่าวว่า “ดีแล้วผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์ของข้าพเจ้า” (มัทธิว 25:21) ฉันหวังว่าจะได้ในวันนั้นเมื่อการเสียสละทางโลกของฉันในที่สุดจะคุ้มค่าสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา

Tags: , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

บทความที่เกี่ยวข้อง