จะเป็นเช่นไร หากเราไม่สามารถรับมือกับความทุกข์ได้?

วันที่ 6-9-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

ผู้เขียน : Dorothy Norberg, USA
ผู้แปล – เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ฉันต้องทนทรมานกับปัญหาของสุขภาพ เพราะภูมิต้านทานในร่างกายที่อ่อนแอของฉัน ทำให้ต้องป่วยอยู่ตลอดเวลา ฉันกลายเป็นขี้หงุดหงิด และกลายเป็นคนอนามัยจัด แต่ฉันจำเป็นที่จะต้องยอมรับกับความอ่อนแอนั้น เพราะข้อจำกัดทางร่างกายและสุขภาพของตัวฉันเอง ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันของฉันเป็นเรื่องที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการบ้านหรือการโรงเรียน ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคต่อฉันทั้งสิ้น จึงทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพและไม่เคยมีสันติสุขอยู่เรื่อยมา

จิตใจฉันเต็มไปด้วยความโกรธและเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างท่วมท้นอยู่ตลอดเวลา ในใจแทบจะไม่เคยรู้สึกสงบเลย ไม่ว่าจะออกไปที่ไหนหรือทำอะไร ในหัวของฉันก็จะคอยครุ่นคิดอยู่กับเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา
ความเครียดจากการต่อสู้กับความคิดที่ไม่รู้จักเหนื่อยล้า ทำให้ฉันไม่สามารถรับมือกับความท้าทายในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับคนในครอบครัวก็ดี แม้จะยังมีช่วงเวลาดีๆที่ฉันเคยได้ใช้กับครอบครัวก็ตาม เมื่อฉันก้มลงร้องไห้กับพื้น ความรู้สึกของฉันก็มืดแปดด้าน และเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดภายในที่มีนพรั่งพรูออกมา

ทำไม่? พระเจ้า..ทำไม่?

ฉันสามารถตั้งคำถามและขุดคุ้ยรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายของชีวิต ขึ้นมาเป็นข้อโต้เถียงเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ฉัน ซึ่งเป็นลูกของพระองค์ต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหาสุขภาพต่างที่กำลังรุมเร้าฉันอยู่ในขณะนี้ ฉันรู้ว่ามารซาตานเข้ามาในโลกนี้ก็เพราะความบาป และท้ายที่สุดแล้วความบาปและมารซาตานก็ต้องพ่ายแพ้ไป เพราะผ่านทางการสิ้นพระชนม์ขององค์พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนนั้น และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมพระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์ต้องทนทุกข์กับเรื่องต่างๆที่เข้ามาในชีวิตก็เพื่อเราทั้งหลายจะได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อเราทั้งหลายจะเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าและที่พระสิริของพระองค์จะส่องสว่างในชีวิตเรา และฉันก็มีความเชื่อว่า ซักวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงอนุณาตให้ลูกของพระองค์มีสิทธิ์บนแผ่นดินสวรรค์โดยปราศจากการร้องไห้คร่ำครวญอีกต่อไป

อย่างไรก็ตามเมื่อมันกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขึ้นทุกวันในการที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติเพราะปัญหาสุขภาพ และก็รู้ดีว่าชีวิตจะต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้ดดยปราศจากสันติสุข ยิ่งทำให้ฉันไม่พอใจมากขึ้นไปอีก
ผ่านทางความทุกข์ทรมานของฉัน พระเจ้าทรงพระเมตตาอันยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตของฉัน ความถ่อมใจและคำพยานเกี่ยวกับองค์พระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ทรงใช้ฉันเพื่อที่จะประกาศเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ฉันรู้ว่าฉันควรจะชื่นชมยินดี แต่ฉันก็ยังสงสัยว่าทำไมพระเจ้าไม่ทรงให้ฉันมีข้อดีอย่างอื่น ที่ไม่ใช่ความเจ็บปวดและเป็นวิธีอื่นที่ดีกว่านี้เพื่อที่ฉันจะยอมรับกับมันได้ ถ้าฉันต้องป่วยและกลายเป็นคนบ้า เพียงเพื่อที่ฉันจะเห็นอำนาจของพระองค์และนมัสการพระเจ้า หากเป็นเช่นนั้น พระเจ้าก็น่ากลัวสำหรับฉันไม่ใช่หรือ?
ฉันไม่สามารถเกลียดชังพระเจ้าได้ ดังนั้น ฉันจึงเกลียดตัวเอง ฉันตกอยู่ในวังวนแห่งความคิดเหล่านี้โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะหาทางออกให้กับปัญหานี้ได้อย่างไร

ทำไมฉันไม่ลองหยุดคิดล่ะ?

ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของฉัน เป็นไปด้วยเหตุและผลโดยที่ฉันไม่สามารถที่จะโทษใครได้ แต่ฉันกลับเอาสิ่งนั้นมาเป็นเหตุผลในการต่อต้านพระเจ้า เพราะความโกรธที่ฉันไม่มีชีวิตที่ปกติเหมือคนอื่นและต้องป่วยอยู่บ่อยๆ ฉันคอยโทษพระองค์ว่าทำไมทรงอนุญาตให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉัน แต่เมื่อคิดย้อนกลับไป นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้ฉันละอายใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีเสียงวิจารณ์จากผู้คนรอบข้าง ยิ่งทำให้ฉันโกรธและเครียดมากยิ่งขึ้นเพราะคอยแต่คิดว่าชีวิตไม่เป็นอย่างที่หวัง เนื่องจากกระแสความคิดที่เป็นไปในแง่ลบ แต่ฉันก็พยายามที่จะต่อสู้กับความคิดเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะ แต่ไม่ว่าจะต่อสู้ดิ้นรนหรือละทิ้งความคิดและความรู้สึกที่ไม่ดีเท่าไหร่ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถที่จะต้านทานและเอาชนะมันได้เลย

เมื่อเวลาผ่านไป ฉันเริ่มที่จะเข้าใจปัญหาเกี่ยวกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเครียด และมีความเกี่ยวข้องของระบบประสาทซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้อารมณ์และความคิดของฉันแปรปรวน เมื่อฉันรู้ถึงต้นตอและสาเหตุของปัญหาฉันก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น ถึงแม้ว่าฉันจะยังไม่สามารถควบคุมหรือหยุดความคิดที่เป็นแง่ลบที่คอยเข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ แต่ฉันก็ยังไม่หยุดความพยายามที่จะต่อสู้กับมัน หลายครั้งที่ฉันติดอยู่กับความคิดที่ว่าฉันจะเสียใจกับตัวเองหรือใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และบ่อยครั้งที่ฉันปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเจ็บปวดเพราะกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ฉันจะต้องยอมจำนนกับพระเจ้ามิฉะนั้นเมื่อวันแห่งการพิพากษามาถึงฉันเองจะไม่ได้รับความรอด เพราะฉันมัวแต่คิดว่าพระเจ้าจะทรงพิพากษาฉันจากความผิดที่ฉันคอยแต่โกรธและโทษพระองค์ที่ทรงอนุญาตให้ชีวิตของฉันต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ แต่ฉันรู้ว่านั่นเป็นเพราะฉันขาดความเชื่อและหลงไปจากทางของพระองค์ และลืมความจริงที่ว่าชีวิตเก่าของฉันได้ถูกตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว ฉันได้รับชีวิตใหม่จากการทรงไถ่ขององค์พระเยซูคริสต์ และพระเจ้าก็ทรงอยู่กับฉันในทุกสถานการณ์ของชีวิต เพราะพระองค์ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับฉันด้วย (โคโลสี 2:13-14)

และจากที่ฉันฟังเทศนาทุกๆอาทิตย์ และศึกษาพระคัมภีร์ร่วมกับพี่น้องในคริสตจักร พระเจ้าทรงใช้ช่วงเวลาเหล่านี้เตือนฉันถึงพระคุณของพระองค์ที่มีต่อชีวิตของฉัน เพราะการร่วมสามัคคีธรรมในทุกๆอาทิตย์จึงทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะมีความเชื่อที่เข้มแข็งและประกาศข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์ให้กับผู้คนรอบข้างที่ยังไม่ได้รับความรอดรวมทั้งมีความเข้าใจในสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่และไม่มีข้องจำกัดของพระองค์ ฉันมองเห็นความบาปในชีวิตของฉัน และความเจ็บปวดเหล่านั้นได้ถูกตรึงไว้บนไม้กางเขนจากความรอดที่ฉันได้รับแล้ว ดังนั้นฉันจึงไม่ต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความละอาย เพราะฉันเป็นไทจากความบาปทั้งสิ้นแล้ว ฉันมีความมั่นใจในความเชื่อที่ฉันมีต่อพระเจ้ามากขึ้น และตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันมีชีวิตร่วมกับพระคริสต์ ดังนั้น ฉันควรที่จะเลิกต่อต้านและเลิกโทษพระเจ้าที่ทรงอนุญาตให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉัน เพราะพระองค์ทรงช่วยกู้ฉันจากความบาปผิดเหล่านั้น ฉันควรจะขอบพระคุณพระองค์มากกว่า เพราะพระองค์เป็นความชอบธรรมในชีวิตของฉัน ฉันไม่ควรโกรธพระองค์เพราะพระองค์ได้ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์คือพระเยซูคริสต์มาเพื่อไถ่ฉัน เพราะความรักที่พระองค์ทรงมีต่อชีวิตของฉันและเราทุกคน

คำตอบที่มาจากพระเจ้า

เมื่อวันเวลาผ่านไป ฉันเริ่มเรียนรู้จักพระเจ้ามาขึ้น และการดำเนินชีวิตของฉันวันต่อวันก็เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าฉันจะยังคงเผชิญกับปัญหาสุขภาพอยู่ แต่ฉันไม่ต้องต่อสู้กับความคิดและอารมณ์ที่สับสนวุ่นวายเหล่านั้นอีกแล้ว พระเจ้าทรงประทานทางออกให้กับชีวิตของฉันที่จะเรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นผ่านทางความทุกข์ยากลำบากของชีวิต และเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างถูกวิธีโดยพึ่งกำลังที่มาจากพระเจ้า แม้ฉันจะเคยคิดว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม แต่ตอนนี้ฉันเลิกคิดแบบนั้นแล้ว และฉันเลือกที่จะตอบสนองในวิธีที่ช่วยให้ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของฉันเติบโตขึ้นมากกว่าที่จะมานั่งคิดว่าถึงสิ่งที่ไม่เสริมสร้างและทำให้ความเชื่อของฉันลดลง เพราะฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงสอนให้ฉันเรียนรู้ที่จะอดทนต่ออุปสรรคปัญหาต่างๆที่ฉันต้องเผชิญไม่ว่าจากปัญหาเรื่องสุขภาพของฉันเองหรือผู้คนรอบข้างที่ไม่ยอมรับฉันก็ตาม

ฉันสามารถเข้าใจถึงวิธีการที่พระเจ้าทรงสร้างฉันให้ดำเนินวิถ๊ชีวิตในแบบที่พระองค์ทรงประทานให้ฉันแต่ฉันเองก็ไม่สามารถที่จะอธิบายเป็นคำพูดได้ รู้แต่เพียงว่าพระองค์ทรงแสนดีต่อฉัน และทรงรักฉันมาก เพราะจากความทุกข์ที่ฉันต้องเผชิญฉันจึงรู้ว่าความเชื่อที่ฉันมีต่อพระเจ้านั้นมาจากใจของฉันจริงๆ พระองค์ทรงยกสิ่งที่ฉันเคยพึ่งพาและเชื่อมั่นเมื่อก่อนนั้นออกไปเสีย คือความคิดของฉันเองและการสร้างความเข้าใจที่ผิดของตัวเองมาโดยตลอด และจากการที่ฉันพยายามอย่างมากในการแสวงหาที่จะติดตามและเรียนรู้จักพระเจ้าให้มากขึ้น ทำให้ฉันดำเนินชีวิตอย่างติดสนิทกับพระองค์ได้

แม้ความสุขนิรันดร์ของฉันจะยังมาไม่ถึงเมื่อฉันต้องพบเจอกับประสบการณ์อีกมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตแต่ฉันก็สามารถอธิบายถึงเหตุและผลของเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เข้าใจและแก้ไขมันได้อย่างถูกต้องเมื่อฉันเริ่มที่จะรักพระเจ้ามากขึ้นมากกว่ารักตนเอง นักเทศน์ชาวอังกฤษท่านหนึ่ง ชื่อว่า “ชาร์ล สเปอร์เจี้ยน (Charles Spurgeon)” เคยกล่าวว่า “ผมได้เรียนรู้ที่จะจูบมรสุมคลื่นลมที่พัดปะทะชีวิตของผม และมันก็พัดให้ผมต้องต่อสู่กับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต” ฉันท่องจำประโยคนี้ได้ขึ้นใจและนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติในชีวิตของฉันให้ดีขึ้น ทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะยอมรับพระความยิ่งใหญ่ของพระเจ้านั้นย่อมมากก่อนทุกสิ่งในชีวิตของฉัน พระองค์ทรงเรียกฉัน และทรงประทานความรอดให้กับฉันผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์ ไม่ใช่เพราะความดีที่ฉันมีหรือเพราะชัยชนะเหนือความบาปที่ฉันต่อสู้และผ่านมันมาได้ แต่ฉันจะให้คุณค่าและความดีที่ฉันมีนั้นนำฉันให้พึ่งพาพระเจ้าให้มากขึ้นในทุกสถานการณ์ในชีวิตของฉัน

Tags: , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง