5 บทเรียนที่ฉันได้เรียนรู้จากการเป็นคุณแม่มือใหม่

วันที่ 7-8-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Tracy Phua,Singapore
ผู้แปล – เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

เมื่อตอนที่ฉันตัดสินใจเขียนบทความนี้ ลูกสาวของฉันเพิ่งจะมีอายุได้เพียง 3 เดือนครึ่ง เวลาที่อยู่บนเก้าอี้โยกก็จะชอบพูดอ้อแอ้อยู่คนเดียว มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่ฉันได้มีโอกาสเห็นพัฒนาการและการเติบโตของลูกน้อย— จากทารกน้อยแรกเกิดจนกระทั่งกลายเป็นเด็กสามเดือนที่อวบอ้วนจ้ำม่ำและน่ารักน่าชังเป็นที่สุด มันอาจจะฟังดูน่าเบื่อเพราะแม่มือใหม่ทุกคนต่างก็ชื่นชมในความน่ารักของลูกน้อยกของตัวเองกันทั้งนั้น แต่เมื่อต้องเป็นแม่ นั่นก็หมายความว่าฉันจะต้องเติบโตขึ้นและเรียนรู้จักความหมายของคำว่า “แม่” ให้มากขึ้นด้วย

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมากับการเป็นคุณแม่มือใหม่ที่จะต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสำหรับฉันเลย เมื่อฉันเคยคิดว่าฉันพร้อมแล้วที่จะเป็นแม่คน แต่เมื่อได้มีประสบการณ์ตรงในการเลี้ยงลูกด้วยตัวเองแล้ว ฉันไม่สามารถเตรียมความพร้อมในการเป็นแม่ได้เลย ความรู้สึกที่ฉันมีมันพูดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ท่ามกลางสถาณการณ์ที่ปั่นป่วนและจับต้นชนปลายไม่ถูก ความรู้สึกกดดันทุกอย่างถาโถมเข้ามาในช่วงเวลานั้น
พอรู้ตัวอีกทีก็พบว่าเองใช้เวลาบ่นพึมพำด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด มากกว่าที่จะอธิษฐานขอการทรงนำจากพระเจ้า

ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะยังเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หม่นหมองและอารมณ์ที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา แต่การอธิษฐานของฉันยังไม่ลดน้อยถอยลง เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันมี 5 อย่างที่ได้เรียนรู้และอยากจะแบ่งปันจากประสบการณ์ของการเป็นคุณแม่มือใหม่

1. ฉันไม่มีความรู้สึกที่สุขล้นเหมือนแม่คนอื่นเลย

ก่อนหน้าที่จะคลอดนั้น ฉันเคยเห็นโพสต์จากวิดีโอในยูทูปบนโซเชียลมีเดียของคุณแม่บล็อกเกอร์หลายๆคน ที่แสดงออกถึงความรู้สึกที่สุขล้นในความรักและความภูมิใจที่พวกเค้ากำลังจะได้เป็นแม่คน ฉันเองก็ตั้งตารอคอยที่จะรู้สึกแบบเดียวกันกับพวกเค้าเช่นกัน แต่ในช่วงเวลาที่คลอดลูกสาวออกมานั้น ฉันกลับมีแต่ความสงสัยว่าทำไมหน้าผากของเธอถึงมีรอยช้ำเต็มไปหมด และก็มัวแต่จ้องหน้าของลูกทั้งยังเฝ้าครุ่นคิดแต่ว่า ลูกหน้าตาเหมือนใครมากกว่ากันระหว่างฉันกับสามีของฉัน (และแน่นอนว่าหลังจากที่อยู่ในท้องของฉันมาเป็นเวลา 10 เดือน ฉันคาดหวังที่จะให้ลูกสาวนั้นหน้าตาเหมือนกับสามีของฉัน ) แม้กระทั่งในช่วงหลังคลอดได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ฉันยังคงรอคอยความรู้สึกที่สุขล้นในความรักและความภูมิใจที่ได้เป็นแม่ . . แต่ฉันเองกลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย

การเป็นแม่สำหรับฉันแล้ว ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีแต่อารมณ์ที่เต็มไปด้วยความสับสน บางครั้งก็รู้สึกผิดหวังและไม่พอใจกับอะไรหลายๆอย่าง อย่าเข้าใจฉันผิดนะคะ แม้ว่าฉันจะไม่รู้สึกสุขล้นเหมือนแม่คนอื่นๆกับการมาเกิดของลูกน้อย แต่ฉันก็พอจะมีช่วงเวลาแห่งความสุขเหมือนๆกับแม่คนอื่นๆบ้างด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามมันยากที่ฉันจะบรรยายความรู้สึกที่ฉันมีทั้งหมดได้ในเวลานั้น ดังนั้น จึงทำให้ยากที่จะแสดงออกถึงความรักและความภูมิใจเหมือนอย่างคุณแม่บล็อกเกอร์หลายๆคน

2. ฉันรู้สึกโกรธลูก

ฉันรู้ว่าเด็กทารกทุกคนต้องร้องไห้ แต่ลูกของฉันร้องไห้เยอะมาก โดยเฉพาะในเวลาตอนกลางคืน ในวันแรกฉันจำได้ว่าลูกสาวของฉันกรีดร้องดังมาก และร้องไห้งอแงอยู่อย่างนั้นเป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมง จากนั้นก็ผลอยหลับไป ฉันพยายามศึกษาข้อมูลและอ่านหนังสือที่อธิบายถึงอาการปวดท้องของเด็กทาร และการร้องไห้อย่างต่อเนื่องที่เป็นการใช้พลังงานอย่างมากกว่าจะนอนหลับได้ ฉันพยายามใช้วิธีทั้งหมดที่ได้ศึกษาจากหนังสือ รวมทั้งวิธีที่จะกล่อมให้ลูกนอนหลับ แต่ทั้งหมดที่ได้อ่านและได้ศึกษามานั้นดูเหมือนว่าจะนำมาใช้ไม่ได้ผลเลย มันทำให้ฉันรู้สึกเครียดมาก ทั้งร่างกายก็พักผ่อนไม่เพียงพอและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ผิดหวังและความล้มเหลวที่ไม่สามารถนำวิธีเหล่านั้นมาใช้ในชีวิตจริงได้ จึงทำให้ฉันรู้สึกโกรธมากในเวลานั้น

ฉันใช้เวลามากมายในการตั้งคำถามกับพระเจ้าว่า ทำไมลูกสาวของฉันถึงได้เลี้ยงยากนัก แล้วพระเจ้าได้ทำให้ฉันรู้ว่าลูกสาวของฉันยังต้องการการดูแลเอาใจใส่เพราะยังเป็นเด็กทารกอยู่และยังต้องอยู่ใกล้ชิดกับแม่อยู่ตลอดเวลา (พระองค์ทรงเตือนฉันในข้อนี้อยู่เสมอ) เป็นธรรมชาติของลูกที่ต้องการแม่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเวลาหิวก็ต้องกินนมแม่ และต้องการความรักความอบอุ่นจากแม่ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมชาติอีกเช่นกัน ดังนั้น ฉันจึงได้เรียนรู้ว่าฉันไม่ควรพรากสิ่งเหล่านั้นไปจากลูกน้อย เพียงเพราะต้องการและความเห็นแก่ตัวของฉันเอง

3. ฉันต้องการเวลา “เป็นส่วนตัว”

ครั้งแรกที่ฉันได้ออกไปข้างนอกด้วยตัวเองหลังจากที่คลอดลูกสาวของฉันแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสุข แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงสั้น ๆ ของการเดินทางออกนอกเมืองเพื่อซื้อของบางอย่างให้กับลูกสาวของฉัน แต่มันคือช่วงเวลาที่ขาดหายไปของฉันและฉันจำเป็นที่จะต้องมีช่วงเวลเหล่านั้นที่ฉันได้ขาดหายไป แต่ฉันต้องยอมรับว่าฉันรู้สึกผิดกับการเป็นแม่ เพราะในช่วงเวลาที่ฉันได้คืน “ความเป็นส่วนตัว” ของฉันนั้น ฉันกลับรู้สึกผิดที่ทิ้งลูกเอาไว้ เพียงแค่เพราะต้องการที่จะเติมเต็มช่วงเวลาที่ขาดหายไปของฉันให้กลับคืนมา ฉันรู้สึกผิดเพราะต้องการที่จะใช้สิทธิของความเป็นส่วนตัวเพียงลำพัง

แต่ฉันได้เรียนรู้แล้วว่าความต้องการเวลา “เป็นส่วนตัว” ที่ที่ฉันต้องการนั้น แท้จริงแล้ว ช่วยสอนให้ฉันเรียนรู้จักที่อยากจะเป็นแม่ที่ดีกว่านี้ ฉันเพียงแค่ต้องการจะหลุดออกจากวงจรของกิจวัตรประจำวันและออกไปเห็นสิ่งต่างๆนอกบ้านซักพัก แต่เมื่อได้ออกไปข้างนอกเพื่อชาร์ตพลังให้แก่ตัวเองแล้ว และได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกผิดเหล่านั้น เมื่อฉันกลับเข้าบ้านมันจึงทำให้ฉันอยากจะเป็นแม่ที่ดีและผลลัพธ์ที่ได้นั้นมันก็ดีเกินคาด

4. ฉันได้เรียนรู้แล้วว่า ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดนั้นเป็นเรื่องจริง

ฉันอ่านเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในขณะที่ยังตั้งครรภ์ และด้วยความสัตย์จริงฉันไม่คิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นกับฉัน จนกระทั่งฉันได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง และฉันก็ตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าที่มากกว่าปกติ ที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “เบบี้บลูส์ (baby blues)” หรือ “ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” นั่นเอง

ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะว่าลูกสาวของฉันเป็นเด็กที่เลี้ยงยากมากกว่าเด็กทารกปกติทั่วไปหรือเปล่า? แต่ฉันกลายเป็นคนวิตกจริตทุกครั้งเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน เพราะในตอนกลางคืนลูกสาวของฉันจะงอแงมากเป็นพิเศษ จนมาถึงจุดที่ว่า ฉันเริ่มมีความกลัวตลอดในเวลากลางคืน และกลายเป็นคนวิตกกังวลว่าตัวเองจะไม่สามารถนอนหลับได้ แต่โดยพระคุณของพระเจ้านั้น ความรู้สึกเหล่านั้นก็ค่อยๆลดลง คงหลงเหลือความรู้สึกเหล่านั้นบ้างเป็นครั้งคราว ฉันได้รับการเตือนใจจากพระวจนะคำของพระเจ้าว่า “พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก” (สดุดี 46:1)

5. ฉันได้เรียนรู้จักที่จะเลี้ยงดูลูกสาวของฉันอย่างแท้จริง

ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าสำหรับการดูแลและช่วยเหลือสนับสนุนที่ได้รับจากสามีและครอบครัวที่มีต่อฉัน ในช่วง 2-3 เดือนแรกหลังจากที่ได้คลอดลูกแล้ว ก่อนที่จะคลอดฉันคิดด้วยความไร้เดียงสาว่า ฉันจะสามารถดูแลลูกน้อยด้วยตัวเองได้อย่างสบายมาก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับกลายเป็นเรื่องแปลกที่ใหม่สำหรับฉัน และฉันก็ได้พบกับการเรียนรู้ที่ท้าทายเป็นอย่างมากและก็ใช้เวลาเพียงไม่นานที่ฉันต้องยอมแพ้และยอมรับความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวเพราะความเหนื่อยล้าและไม่เคยมีประสบการณ์ในการณ์เป็นแม่มาก่อนเลยนั่นเอง

ตอนนี้ฉันกลับมาทำงานได้ตามปกติแล้ว ส่วนลูกสาวของฉัน แม่ของฉันก็ช่วยเลี้ยงในระหว่างช่วงเวลาที่ฉันต้องทำงาน อีกทั้งน้าของฉันก็คอยช่วยเหลือแม่ของฉันอีกทีด้วยเพราะเมื่อตอนที่ฉันตั้งท้องนั้น แม่ของฉันได้วางแผนที่จะลาออกจากงานเพื่อที่จะมาเลี้ยงหลานที่บ้าน เพื่อที่ฉันจะได้กลับไปทำงานได้ตามปกติหลังจากครบกำหนดระยะเวลาของการลาคลอดแล้ว แม่ของฉันก็รับช่วงต่อในการเลี้ยงลูกสาวให้ฉัน มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถที่จะอธิบายเป็นคำพูดได้ ว่าฉันโชคดีมากมายแค่ไหนที่แม่ของฉันยอมเสียสละทุกอย่าง เพื่อมาช่วยฉันเลี้ยงลูกและเพื่อที่จะช่วยแบ่งให้ภาระของฉันเบาลง

และในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสได้ใคร่ครวญและได้รับการหนุนใจจากแม่ของฉันเอง เพราะความรักที่แม่มีให้ฉัน รวมทั้งความรักจากน้าๆป้าๆของฉันด้วย การแสดงออกของความรักที่พวกเค้ามีต่อฉันนั้น ได้เตือนฉันและอธิบายความหมายในพระวจนะคำของพระเจ้าในพระธรรม สุภาษิต 31:25-30 ได้เป็นอย่างดี ในตอนที่บอกว่า “กำลังและความสง่าผ่าเผยเป็นอาภรณ์ของเธอ เธอหัวเราะให้แก่เหตุการณ์ที่จะมาถึงเธออ้าปากกล่าวด้วยสติปัญญาและคำสอนเจือความเอ็นดูอยู่ที่ลิ้นของเธอ เธอดูแลการงานในครัวเรือนของเธอและไม่ชุบมือเปิบลูกๆของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอสามีของเธอก็สรรเสริญเธอว่า “สตรีเป็นอันมากทำอย่างดีเลิศแต่เธอเลิศยิ่งกว่าเขาทั้งหมด”เสน่ห์เป็นของหลอกลวง และความงามก็เปล่าประโยชน์แต่สตรียำเกรงพระเจ้า สมควรได้รับคำสรรเสริญ”

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง