4 อย่างที่พระเจ้าควรจะให้กับฉัน

วันที่ 16-8-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

ผู้เขียน : Constance G, Singapore
ผู้แปล – เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

พระองค์จะทรงอวยพรในเวลาที่เราอธิษฐานทูลขอต่อพระองค์มิใช่หรือ?

ในชั้นเรียนระวี เราถูกสอนให้พนมมือขึ้นแล้วหลับตา คุกเข่าและก้มลงอธิษฐานทูลขอสิ่งที่เราทั้งหลายปรารถนาที่จะให้พระเจ้าทรงช่วยหรือเผื่อคนที่เราต้องการให้พระเจ้าช่วยเขา ฉันคิดว่าฉันได้คะแนนเต็มจากการเข้าร่วมชั้นเรียนระวีในทุกๆวันอาทิตย์และไม่เคยขาดเรียนเลย อีกทั้งยังมีส่วนร่วมรับใช้พระเจ้าในพันธกิจอื่นๆของคริสตจักรด้วย ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ,เด็กระวีและพันธกิจของอนุชน

พระคำของพระเจ้าทรงนำฉันในการดำเนินชิวิตด้วย  “จงทูลขอเรื่องความปราถนาทุกอย่างของเราต่อพระเจ้า” (ฟีลิปปี 4:6) และ “พระองค์จะทรงช่วยเขาให้พ้นจากความยากลำบากทั้งสิ้นของเขา” (สดุดี 34:7) นี่เป็นพระสัญญาที่ได้เขียนขึ้นในพระคัมภีร์ ที่พระเจ้าทรงมีต่อเราและในพระธรรม มัทธิว 6:33 กล่าวว่า “และพระองค์จะทรงเพิ่มเต็มสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้”

เมื่อพระองค์ได้ทรงสัญญาว่าจะประทานสิ่งทั้งปวงให้แก่เราทั้งหลายแล้ว นี่คือสี่สิ่งที่ฉันต้องการ ฉันไม่แน่ใจว่าทำไมพระองค์ได้ทรงปฏิเสธฉันตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่มันก็ยังไม่สายเกินไปที่จะประทานสิ่งเหล่านั้นให้ฉันในตอนนี้

1. ของประทานทางด้านดนตรี

พระองค์อาจจะลืมใส่ของประทานอันนี้ให้แก่ลูกเมื่อตอนที่พระองค์ทรงสร้างลูก เมื่อพระองค์ทรงประทานความสามารถทางด้านดนตรีนี้ให้กับเพื่อนของลูก ให้มีความสามารถในการจำตัวโน๊ตได้อย่างแม่นยำและยังสามารถที่จะเล่นดนตรีได้หลายชนิดอีกด้วย ส่วนลูกเองก็ติดอยู่กับปัญหาที่ว่าไม่สามารถที่จะแยกเสียงของตัวโน๊ตได้เลยแม้แต่ตัวเดียว

โอเค นั่นอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เพราะพระองค์ทรงประทานให้ลูกได้มีความสามารถในการเล่นกีต้าร์ แต่แค่กีต้าร์ใครๆก็เล่นได้ ทำไมไม่ทรงสร้างลูกให้เล่นดนตรีให้ได้มากกว่าหนึ่งอย่างเล่าพระองค์?

แล้วอีกย่างหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงสร้างให้ลูกสามารถเล่นดนตรีได้แล้ว ทำไมไม่ทรงทำให้ลูกมีความสามารถในการแต่งเพลงและโลดแล่นอยู่ในวงการเพลงอย่างมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเล่าพระเจ้า? แค่คิดว่าลูกสามารถที่จะแต่งเพลงนมัสการพระองค์และมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองเพื่อที่จะให้พี่น้องคริสเตียนมาร่วมนมัสการพระองค์ แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วไม่ใช่เหรอพระองค์? เมื่อลูกสามารถที่จะนำคนหลายพันคนมาร่วมนมัสการสรรเสริญพระองค์

ฟังดูเป็นเรื่องที่ช่างอัศจรรย์จริงๆ อย่างน้อยก็สำหรับฉันคนหนึ่งล่ะ

2. มีเงินทองมากมายและมั่งคั่ง

นี้เป็นสิ่งสำคัญ พระองค์ไม่รู้หรือว่ามันน่าอายมากแค่ไหน เมื่อต้องนับเหรียญในกระเป๋าสตางค์ตอนสิ้นสัปดาห์ เพื่อดูว่าจะสามารถซื้อไอศกรีมโคนจากแม็คโดนัลด์ได้หรือไม่?

ตอนนี้ถ้าพระองค์ทรงทำให้ลูกรวย ลูกก็จะสามารถซื้อสิ่งที่ลูกต้องการโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับป้ายราคาที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าอีกต่อไป? เพื่อที่จะไม่ให้เป็นปัญหา; ลูกจะได้ซื้อตู้เสื้อผ้าอีกอันเพื่อป้องกันปัญหาพื้นที่ว่างไม่เพียงพอ? และลูกก็จะสามารถย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าเตียงขนาดคิงไซส์ของลูกนั้นจะพอดีกับประตูหรือไม่?

ลูกสามารถสนับสนุนพันธกิจของพระองค์และช่วยให้สร้างพันธกิจนั้นให้เติบโตขึ้นในราชอาณาจักรของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการอบรมในโรงเรียนพระคัมภีร์ และสร้างโบสถ์แห่งใหม่ ลูกรู้ว่าพระเจ้าจะทรงเริ่มให้เดี๋ยวนี้ แต่ดูแล้วลูกยังไม่มีรายได้มากเท่าที่ควรในขณะนี้ ดังนั้น พระองค์ก็ไม่ควรคาดหวังมากนัก แน่นอนว่าลูกสัญญาว่าจะเริ่มให้เมื่อลูกมีรายได้มากขึ้น

ดังนั้น พระองค์ก็เพียงแค่ประทานความมั่งคั่ง ให้กับลูกก่อนเป็นอันดับแรก โอเค?

3. มีหน้าตาที่สวยงาม

ว้าว! พระเจ้า ลูกเพิ่งมองไปที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีดวงตาที่กลมโต แก้มของเธอสูงและมีรอยยิ้มที่สวยงาม

แทนที่จะทำให้ให้ลูกเป็นคนที่สวยแบบนี้ พระองค์ก็ทรงก็ทำให้ลูกมีใบหน้ากลมโต จนการแต่งหน้าไม่สามารถที่จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติให้ลูกสวยขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นการแต่งตัว ก็ไม่เปลี่ยนความจริงที่ว่าลูกไม่สวย ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น แม้ว่าเธอจะสวมใส่ผ้าขี้ริ้วก็ยังคงดูสวยงามได้อย่างง่ายดาย และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่พวกผู้ชายจะเริ่มสังเกตเห็นความขี้เหร่ในตัวลูก

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องของการชมเชยหรืออิจฉาผู้อื่น ลูกแค่อยากจะเป็นคนสวย เพื่อที่จะได้ช่วยให้คนอื่นรู้สึกดีเมื่อได้รู้จักลูกในฐานะที่ลูกเป็นลูกของพระองค์
และเมื่อลูกสวยขึ้นลูกก็จะรู้สึกดีขึ้นนั่นเอง

4. สติปัญญา

พระองค์ทรงรู้หรือไม่ว่าลูกไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ที่จะสามรถเข้าใจและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะไม่มีครูหรือเพื่อนคนไหนของลูกที่เคยเคยเรียกลูกว่าเป็น “คนฉลาด” เลย

อันที่จริง พระเจ้า ลูกคิดว่านั่นเป็นความผิดของพระองค์ ถ้าพระองค์ทรงอวยพรลูกให้เป็นผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาเหมือนกษัตริย์ซาโลมอน ลูกก็คงไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องการเรียนเลยและก็ไม่ต้องใช้เวลาอ่านหนังสือดึกๆเพื่อเตรียมสอบอย่างหนักทุกคืน และลูกก็คงไม่ต้องไปเสียเวลานั่งเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนอีก พระองค์ไม่ทรงทราบหรือว่าลูกต้องเดินเท้าเพื่อไปเรียนพิเศษเป็นระยะทางห่างจากบ้านถึงสองช่วงตึก?

และถ้าหากว่าลูกเป็นคนฉลาดแล้วล่ะก็ ลูกก็คงจะเป็นคนที่คอยช่วยเหลือเพื่อนคนอื่นในห้องที่เรียนอ่อนกว่าลูกแล้ว และลูกคงจะไม่ต้องรบกวนเพื่อนคนอื่นให้ต้องรำคาญใจในการช่วยเหลือลูกเรื่องเรียนอีกต่อไป เพราะพระองค์ก็ทรงสอนลูกว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กิจการ 20:35) ลูกอยากจะเชื่อฟังพระองค์โอเค?

ลูกได้อธิษฐานทูลขอต่อพระองค์ไปหมดแล้ว และหวังว่าพระองค์จะเข้าใจ และเห็นใจในความปราถนาของลูกว่าทำไมลูกจึงต้องการสิ่งเหล่านี้ เอาจริงๆนะพระเจ้า ลูกกำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต ลูกรู้ว่า พระองค์ทรงสอนให้ลูกอดทน “และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ” (โรม 5:4) แต่ว่าลูกไม่ใช่คนที่อดทนกับอะไรได้ง่าย เพราะฉะนั้นลูกรู้ดีว่าลูกเป็นคนอย่างไร และรู้ดีมากว่าพระองค์ซะด้วยซ้ำ

ฟังนะพระเจ้า ถ้าพระองค์ทรงประทานสิ่งที่ลูกทูลขอต่อพระองค์ทั้งหมด ลูกจะสรรเสริญพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดกำลังของลูก ลูกหมายความว่าลูกสามารถนมัสการพระองค์ได้เลยตอนนี้ แต่ทว่าหากพระองค์ทรงประทานทุกสิ่งที่ลูกขอมานี้ ยิ่งจะทำให้พระองค์ดูยิ่งใหญ่กว่ามิใช่เหรอ?

หมายเหตุจากบรรณาธิการ: ในกรณีที่คุณสงสัยว่า นี่หมายถึงการพูดเล่นจนเกินจริงไปหรือไม่ เพราะบางเรื่องเป็นความจริง เช่น ความสามารถทางดนตรีเล็กๆน้อยๆ แต่ผู้แต่งไม่ได้บรรยายถึงไอศครีมโคนของ แม็คโดนัล ว่าได้กินทุกๆอาทิตย์หรือไม่ คุณอาจจะเคยมีความคิดที่อาจจะอยากลองอธิษฐานกับพระเจ้าแบบนี้ดูบ้าง มาร่วมแบ่งปันกับเราในสิ่งที่คุณกำลังต่อสู้หรือกำลังต่อรองกับพระเจ้าอยู่ และวิธีการที่คุณกำลังทำอยู่เป็นอย่างไรบ้าง เราต้องการที่จะได้ยินจากคุณ.

Tags: , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง