แม่

วันที่ 12-8-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

ผู้เขียน : อ.จงกลณี สัมปชัญญานนท์                                                

ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

“สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงโปรดประทานพระพรฝ่ายวิญญาณแก่เรานานาประการ ในสวรรคสถานโดยพระคริสต์ ในพระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก เพื่อเราจะบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์” (เอเฟซัส 1:3-4)

“ความจนไม่ใช่พันธุกรรม” คนที่อยู่ที่โรงพยาบาลก็ไม่ใช่ว่าเมื่อโตขึ้นแล้วจะได้เป็นคุณหมอกันทุกคน และคนที่เกิดในเรือนจำก็ไม่ใช่ว่าต้องโตขึ้นมาเป็นนักโทษ สำหรับข้าพเจ้าแล้วเห็นว่า ความจนคือบันไดที่ข้าพเจ้าจะต้องเดินขึ้นไปยืนอยู่ในตำแหน่งที่จะทำให้พระเจ้าได้รับเกียรติ ในฐานะศิษยาภิบาล ที่ต้องเฝ้าเลี้ยงดูลูกแกะของพระองค์ กว่าสามร้อยชีวิต รวมทั้งพี่น้องที่อยู่ในเรือนจำอีกด้วยข้าพเจ้าเกิดที่ภาคอิสาน เกิดในครอบครัวที่ยากจน มีแม่ที่เป็นเสาหลักของบ้าน พ่อของข้าพเจ้าแขนขวาพิการเนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงเเพราะประสบอุบัติเหตุจนต้องออกจากงาน

เมื่อจำความได้ข้าพเจ้าก็เห็นแม่ บากบั่นทำงาน รับจ้างทั่วไป เก็บผักตามธรรมชาติเพื่อที่จะนำผักเหล่านั้นไปขาย และพ่อก็หันมาจับปลาเป็นอาชีพ ก็เป็นอาชีพที่ไม่ได้มีรายได้ที่แน่นอนมากนัก
แม่ของข้าพเจ้าเป็นลูกกำพร้า ยายข้าพเจ้าเสียชีวิตตั้งแต่แม่ของข้าพเจ้ามีอายุได้เพียงหนึ่งขวบเศษๆ และตาก็ได้แต่งงานใหม่ ตาจึงได้ยกแม่ให้เป็นลูกบุญธรรมแก่ญาติคนหนึ่งตั้งแต่ตอนนั้น ในวัยเด็กแม่ได้มีโอกาสได้เรียนถึงชั้น ป.2 ก็ต้องเลิกเรียน เนื่องจากความยุ่งยากในการเดินทาง
และด้วยเหตุผลเหล่านี้ ตั้งแต่จำความได้ข้าพเจ้าจึงเห็นภาพแม่ลำบากมาโดยตลอด ความจำเหล่านี้ของข้าพเจ้า ได้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ตอนที่เป็นเด็ก จึงทำข้าพเจ้าขยันและบากบั่นเพื่อที่จะตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน และที่สำคัญที่สุด คือ เพื่อที่จะแบ่งเบาภาระของแม่แต่ก็ช่วยได้ไม่มากนัก เวลานั้นข้าพเจ้าเองยังไม่รู้จักพระเจ้า

ต่อมาในปี พ.ศ 2527 (ค.ศ.1984) ข้าพเจ้าได้พบรักและแต่งงานแต่งงานกับคนที่พ่อแม่ก็เห็นด้วย เพียงหวังว่าเขาจะช่วยพยุงครอบครัวของเราให้ผ่านพ้นความขัดสนและจะพอช่วยบรรเทาทุกข์ความจนนี้ได้บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก และก็ให้กำเนิดลูกสาวคนแรก ในปี 2529 โดยมีแม่ของข้าพเจ้าที่คอยสอนในการเลี้ยงลูกน้อย การให้นมลูก การกินน้ำร้อน การอยู่ไฟหลังคลอด และสามีที่คอยอยู่เคียงข้างกันและดูแลข้าพเจ้าเป็นอย่างดี ดังนั้น สำหรับข้าพเจ้าแล้วแม่จึงเปรียบเสมือนครูคนหนึ่งที่สอนการเป็นแม่ให้กับข้าพเจ้าด้วยชีวิตของแม่เอง

ข้าพเจ้ายังจำความรู้สึกในวันนั้นได้ดี วันที่ต้องเข้าห้องคลอดและมีประสบการณ์ในการคลอดลูกเป็นครั้งแรก ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าแม่ต้องผ่านความเจ็บปวดและจะต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหน และแม่ยอมที่จะเจ็บปวดและอดทนเพราะความรักของแม่ที่มีต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเข้าใจหัวอกของแม่ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา และความอดทนอดกลั้นของแม่ จึงทำให้ฉันเห็นถึงความบากบั่นของแม่ที่ต้องเผชิญกับความขาดแคลนในปัจจัยขั้นพื้นฐาน ในการดำเนินชีวิต ในการที่ต้องลำบากตรากตรำเพื่อเพราะจะต้องเลี้ยงลูกทั้ง 5 คน ด้วยเงินที่ได้จากการรับจ้างรายวันเพียงวันละ 30 บาท แม่ขัดสนทุกอย่างแต่แม่ยังคงเป็น “ท่อที่ค้ำแพ” คือ แม่จะต้องให้ลูกทุกคนได้กินอิ่มนอนหลับและอยู่กันอย่างปลอดภัย ปีแล้วปีเล่าท่ามกลาง มรสุม คลื่นลม โดยความอดทนและไม่ยอมแพ้ของแม่ ข้าพเจ้าได้เห็นทั้งน้ำตาของแม่และได้ยินทั้งเสียงหัวเราะของแม่ ข้าพเจ้าไม่เคยลืม

ตัวข้าพเจ้าเองและครอบครัวในเวลานั้น เรามีกันอยู่สามคน คือ มีเพียงข้าพเจ้า สามี และลูกสาวคนแรก ครอบครัวของเราได้รับเชื่อพระเจ้าที่คริสตจักรแห่งหนึ่งในอำเภอเล็กๆ เมื่อปี ค.ศ.1989 ต่อมาข้าพเจ้าจึงได้นำแม่และพ่อข้าพเจ้าให้ได้รับบัพติศมาด้วย ในปี 1998 ในปีนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้ามีแต่ความชื่นชมยินดีที่ได้นำท่านทั้งสองมาพบกับสันติสุขที่แท้จริง และมีโอกาสนำท่านให้ได้รับความรอด,ได้รับชีวิตนิรันดร์,ได้เป็นบุตรของพระเจ้า และได้มีชื่อจดไว้ที่แผ่นดินสวรรค์ ด้วยเหตุนี้จึงช่วยให้ข้าพเจ้าลืมความทุกข์ยากลำบากทั้งหมดที่เคยมี เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นภาพที่พ่อแม่มาร่วมนมัสการด้วยกันทุกเช้าวันอาทิตย์

จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 1999 ข้าพเจ้าได้เดินทางเพื่อไปเรียนพระคัมภีร์ที่โรงเรียนพระคัมภีร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพ ขณะที่ข้าพเจ้าเข้าไปศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นเวลาทั้งหมด 4ปี และต้องออกไปฝึกงานอีก 1 ปี เมื่อพูดถึงปีที่ฝึกงาน มันเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตมีแต่มรสุมมารุมเร้า มีปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในชีวิตของข้าพเจ้า ถึงแม้รู้ดีว่าเรากำลังอยู่ในการสู้รบฝ่ายวิญญาณก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ยากลำบากที่สุดในชีวิต แต่พระเจ้าก็ได้ทรงนำให้ข้าพเจ้าก็ผ่านมันมาได้ด้วยพลังแห่งการอธิษฐานจากพี่น้องและครอบครัว รวมทั้งพลังแห่งการอธิษฐานที่มาจากพ่อและแม่ของข้าพเจ้าเอง

แม่ของข้าพเจ้าเป็นคนอ่านหนังสือช้า และอ่านคำยากๆไม่ออก แต่แม่เป็นนักอธิษฐาน แม้ว่าจะเป็นการอธิษฐานในแบบสั้นๆด้วยภาษาชาวบ้าน แต่พระเจ้าก็ทรงตอบคำอธิษฐานของแม่ตลอดเวลา และแม่ของข้าพเจ้าเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่คงเส้นคงวากับพระเจ้า อดทนต่อทุกคน ทุกสถานการณ์ แม่เป็นคนที่สอนให้ข้าพเจ้ารู้จักการยอม ด้วยการนิ่งและไม่ตอบโต้ สอนให้รู้จักข่มใจตัวเองต่อทุกคน ทุกๆเรื่อง แม่จะสอนให้ข้าพเจ้าเรียนรู้จักที่จะเป็นคนที่สุภาพด้วยชีวิตของแม่เอง

จนกระทั่งในปี 2004 ข้าพเจ้าก็ได้สำเร็จการศึกษาและกลับมาเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐบ้านของข้าพเจ้า และเป็นผู้รับใช้พระเจ้ามาจนถึงปัจจุบัน เมื่อมาคิดใคร่ครวญดูแล้วข้าพเจ้าก็พบว่า อันที่จริงแล้วคุณสมบัติของแม่นั้นเหมาะสมที่จะเป็นผู้รับใช้พระเจ้ามากกว่าข้าพเจ้า เพียงเพราะแม่คิดว่าแม่เป็นลูกกำพร้า แม่ยากจน แม่เรียนจบแค่ ป.2 จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ยอมทุกคน ถ่อมใจต่อทุกคนแม้แต่กับลูก แม่ไม่เคยเกรี้ยวกราด หรือโมโหฉุนเฉียวใส่ใครเลย ตั้งแต่ที่ข้าพเจ้าจำความได้ ไม่เคยเห็นแม่เรียกร้องสิทธิใดๆกับใคร แม่อาจจะคิดน้อยใจที่แม่เป็นลูกกำพร้าตั้งแต่อายุไม่ถึงสองขวบ และแม่อาจจะคิดว่าเพราะแม่เป็นแค่ลูกบุญธรรมจึงได้เรียนแค่ ป.2 อาจจะมีบ้างที่แม่ท้อใจที่มีสามีพิการและครอบครัวก็ยากจน แถมมีลูกตั้ง 5 คน ดังนั้นชีวิตจึงอยู่ในความคับขันและขัดสนมาโดยตลอด แต่ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ในมหาวิทยาลัยชีวิตแม่ (เรียนรู้จากชีวิตของแม่) จึงได้รู้ว่าทั้งหมดที่ผ่านมานี้ เป็นบทเรียนที่เราหาเรียนไม่ได้ในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัยธรรมดาทั่วไป แต่พระเจ้าได้ทรงช่วยให้ข้าพเจ้าได้ฝึกฝนและเรียนรู้ผ่านทางมหาวิทยาชีวิตของแม่ จนทำให้ข้าพเจ้ากลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง เรียนรู้จักที่จะต่อสู้และเผชิญกับปัญหาได้ในทุกสถานการณ์ ด้วยกำลังที่มาจากพระเจ้า จากบททดสอบผ่านทางบทเรียนดิบๆของชีวิตในวัยเด็กที่มีแม่เป็นต้นแบบและแม่พิมพ์ให้แก่ข้าพเจ้ามาโดยตลอด

ถึงวันนี้ข้าพเจ้าจึงเข้าใจในความทุกข์ยากลำบากของพี่น้องสมาชิกหลายคนในคริสตจักรและเต็มใจที่จะช่วยเหลือพี่น้องเหล่านั้น ไม่ใช่เพราะว่าข้าพเจ้าร่ำรวยมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ เปล่าเลยข้าพเจ้าก็เป็นแค่ผู้รับใช้ธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่ที่ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะช่วยเหลือพี่น้องของข้าพเจ้าเพราะข้าพเจ้ารับรู้และเข้าใจเป็นอย่างดีว่า แม่ของข้าพเจ้าก็เคยจนและขัดสนมากเพียงใด
มีพระวจนะคำของพระเจ้าตอนหนึ่งที่บันทึกไว้ ในพระธรรม อพยพ 20:12 ได้บอกกับเราทั้งหลายว่า “จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้าเพื่ออายุของเจ้าจะได้ยืนนานบนแผ่นดิน ซึ่งพระเจ้าของเจ้าประทานให้แก่เจ้า” ไม่ว่าจะเป็นวันแม่หรือไม่ก็คงจะไม่แตกต่างอะไรสำหรับข้าพเจ้า เพราะแม่คือคนที่สำคัญที่สุดของข้าพเจ้า และทุกๆวันก็คือวันแม่สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอหนุนใจพี่น้องทั้งหลายว่าให้เราปรนนิบัตต่อบิดามารดาของเราด้วยความรักในทุกๆวัน เพราะพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราทำเช่นนั้น ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าเราจะมาจากพื้นฐานชีวิตครอบครัวแบบไหน ไม่ว่าเราจะรวยหรือจน จะขัดสนหรือมั่งมีมากแค่ไหน พระเจ้าก็ทรงรักเราทั้งหลายทุกคนมากเท่าๆกัน พระองค์ไม่เคยตัดสินเราหรือเลือกปฏิบัติต่อใครคนใดคนหนึ่ง เพราะความรักของพระองค์ที่มีต่อเราผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์นั้น ได้สำแดงให้เราได้รู้แล้วว่าพระเจ้าทรงเห็นว่าเราทุกคนมีความสำคัญต่อพระองค์มากขนาดไหน

ข้าพเจ้าดีใจและภูมิใจ ที่พระเจ้าทรงเรียกและเลือกให้ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นลูกของแม่ ถึงแม้ว่าวันนี้แม่ของข้าพเจ้าจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าแล้วก็ตาม แต่เพราะพระเจ้าทรงทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่า พระองค์ทรงเลี้ยงดูลูกของพระองค์ทุกคน แม้ว่าพวกเค้าเหล่านั้นจะไม่รู้จักพระองค์เลย และพระเจ้าได้ทรงเลือกข้าพเจ้าตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาของข้าพเจ้า และทรงเลือกข้าพเจ้าไว้ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก อาเมน

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง