หยุดแสวงหาความสมบูรณ์แบบ แต่จงแสวงหาพระเจ้า

วันที่ 28-8-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Janel Breitenstein , USA
ผู้แปล – ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ฉันยังจำได้เมื่อสมันตอนที่ฉันกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยม ฉันติดสนิทกับพระเจ้าและแสวงหาพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ ฉันเคยคิดว่าหากมีสิ่งเดียวในโลกที่ฉันจะต้องเลือก ฉันขอเลือกที่จะสรรเสริญพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ อาจจะฟังดูแปลก ว่าทำไมฉันคิดว่าการที่เราจะติดสนิทกับพระเจ้านั้นมันจะเป็นเรื่องง่ายขนาดนั้น

แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปในตอนนั้น สิ่งที่ฉันต้องการที่สุดจริงๆคือ ต้องการจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ

ฉันเป็นคนที่ติดเนียบมากๆ คือ ทุกอย่างต้องเป๊ะ ฉันยังจำได้ว่า ฉันเขียนบทความในบล็อกของฉันทางเว็บไซต์หนึ่ง และแก้ไขบทความนั้นถึง 13 ครั้ง และถ้าไม่ได้ดั่งใจฉันก็จะเครียดง่ายมาก อันที่จริงแล้วฉันต้องการที่จะเป็นที่ชื่นชมในสายตาของคนรอบข้าง (เพื่อนของฉันคนหนึ่งเคยหัวเราะในความต้องการที่จะเอาใจผู้อื่นของฉัน ที่ฉันรีบวิ่งไปแขวนผ้าเช็ดมือในห้องน้ำ เพราะเค้าเคยถามหาผ้าเช็ดมือเมื่อครั้งที่เค้าแวะมาเยี่ยมฉันที่บ้าน)

ปีนี้ฉันมองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองอยู่สองสิ่งเมื่อฉันเรียนจบชั้นมัธยมแล้ว คือ เหตุผลเดียวที่ฉันต้องการจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบก็คือ ฉันเกลียดที่ตัวเองเป็นคนที่ขี้แพ้และไม่ประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา แต่ฉันกลับไม่เกลียดชังความบาปและความอ่อนแอที่อยู่ในตัวเองเพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้พระเจ้าทรงเสียพระทัย ฉันเกลียดเพราะว่าฉันคิดว่าฉันสามารถทำได้ดีกว่านี้ มันเป็นเหมือตราบาปที่อยู่ในใจฉัน ฉันไม่ได้เกลียดชังความบาปเพราะความรักที่ฉันมีต่อพระเจ้า แต่ฉันเกลีดชังความบาปเพราะฉันรักตัวเอง ฉันรักความสำเร็จของตัวเอง และความดีที่ฉันมีอยู่ในชีวิต รวมไปถึงรักความชอบธรรมที่ฉันมีอยู่ด้วย

บางทีคุณอาจจะกำลังสงสัยว่า แล้วการที่เราต้องการเป็นคนที่ดีพร้อมและสมบูรณ์แบบนั้นมันผิดด้วยเหรอ? พระเจ้าทรงตรัสกับเราไม่ใช่หรือว่า? “ให้เราเป็นคนที่ดีพร้อม เช่นเดียวกับพระเจ้าของเราที่ทรงดีพร้อมทุกอย่าง” และเราไม่ควรเพิกเฉยต่อบาปเพราะความอ่อนแอที่เรามีมิใช่หรือ?

แต่เท่าที่ดูแล้ว ฉันเองที่ยินยอมเป็นทาสของความอ่อนแอและชีวิตยังคงล้อเล่นความความบาปอยู่ ดังนั้น ฉันไม่ได้สรรเสริญพระเจ้าแต่สรรเสริญตัวฉันเอง ฉันจึงเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อเกิดความล้มเหลวในชีวิตขึ้น เมื่อฉันหลงทางและไม่มีเป้าหมายในชีวิต สามีของฉันจึงได้ชี้ให้ฉันเห็นว่า ความไม่มั่นใจหรือความสับสนที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากความบาป เพราะไม่ว่าจะเป็นความไม่มั่นใจหรือความบาป ทั้งสองสิ่งนี้ก็ต่างมีความหมายเดียวกัน คือฉันพยายามวิ่งตามความสำเร็จและไขว่คว้าสิ่งที่ฉันอยากได้ด้วยความสามารถของตัวฉันเอง

เมื่อฉันไม่สามารถทำความฝันได้สำเร็จ ฉันจึงเกิดความรู้สึกว่าตัวเองนั้นไร้ค่าและรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความมั่นคงปลอดภัย จนในที่สุดก็เกิดความหยิ่งทะนงขึ้นในตนเองทีละนิด แต่ไม่ว่าจะเป็นความหยิ่งทะนงหรือความไม่มั่นคงของฉัน พระเจ้ายังคงรักและเข้าใจฉัน พระองค์ทรงยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็นและทรงเห็นคุณค่าในชีวิตของฉันเสมอ นั่นเป็นสาเหตุทำให้ฉันหันกลับมาหาพระเจ้า

ตอนนี้ ฉันเริ่มที่จะแสวงหาและติดสนิทกับพระเจ้าให้มากขึ้น ทำให้ฉันถูกปลดปล่อยจากพันธนาการเแห่งความผิดพลาดและความอ่อนแอที่ฉันเคยมี ฉันเปลี่ยนทัศนคติที่เคยมี ว่าจะต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบและอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น หลังจากที่ผ่านประสบการณ์ในความรู้สึกจากความพ่ายแพ้ทั้งหลายแล้ว ฉันเริ่มที่จะเรียนรู้และเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น

ศาสนาจารย์ชาวอเมริกันท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นนักเขียนหนังสือ ชื่อ เจดี เกรีย (J.D. Greear ) ได้เขียนบทความตอนหนึ่งกล่าวว่า “ในโลกนี้มีความเชื่ออยู่ 2 แบบ : หนึ่งคือความเชื่อที่ผู้เชื่อจะถูกสั่งสอนให้เชื่อฟังและทำตามเพื่อที่เราจะได้รับการยอมรับ และอันที่สองคือ สอนให้ผู้เชื่อนั้นเชื่อฟังเพราะพวกเค้าต่างก็ได้รับการยอมรับแล้ว ในทุกๆเรื่องราวที่เราได้รับรู้มาจากการอ่านพระคัมภีร์ จะเห็นได้ว่า พระเจ้าทรงเผชิญหน้ากับความยากลำบาก คืดทรงพยายามที่จะช่วยเราทั้งหลายให้รอดด้วยพระองค์เอง”

พระเยซูคริสต์ทรงรับคำพิพากษาแทนฉัน และทรงบอกกับฉันว่าฉันได้รับการยอมรับจากพระเจ้าแล้ว ฉันจึงคลายข้อข้องใจทุกอย่างและมีโอกาสได้อ่านหนังสือของศาสนาจารย์ชาวอเมริกันท่านหนึ่งชื่อ “ทิโมธี เคลเลอร์” (Timothy Keller) ว่า “คำตัดสินนำไปสู่การสำแดงออก ไม่ใช่เราสำแดงออกแล้วจึงได้รับการตัดสิน” เมื่อฉันรับเอาองค์พระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตแล้ว การพิพากษาของ “ผู้ไร้เดียงสา” อย่างฉัน พระเจ้าจึงตรัสในใจฉันถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำต่อพระเยซูคริสว่า “ผู้นี้คือบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”

ดีกว่าการได้รับแรงบันดาลใจจากความกลัว — ในความล้มเหลว , ความอ่อนแอ และการถูกข่มเหงโดยการไม่ยอมรับ ความบริสุทธฺ์ของพระเจ้านำให้ชีวิตฉันตอนนี้เต็มไปด้วยความเชื่อซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่มีเงื่อนไข,เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก การยอมรับและการขอบพระคุณ ไม่ใช่เป็นการบังคับแต่นั่นหมายถึงการที่ฉันไม่ต้องพยายามที่จะช่วยเหลือตัวเองด้วยกำลังของตัวเองอีกต่อไป แต่ฉันยอมจำนนต่อพระเจ้า เพื่อให้พระองค์เข้ามาช่วยฉัน ฉันเริ่มติดสนิทกับพระองค์และติดตามพระองค์ด้วยความเชื่อไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แต่เพราะว่าพระองค์ทรงยอมรับฉันด้วยความรักที่พระองค์ทรงมีต่อฉัน ฉันจึงได้รับความรอดผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์

เมื่อก่อนฉันเป็นคนก้าวร้าว และปฏิบัติไม่ดีต่อสามี “เป็นภรรยาที่ไม่ดี” แต่เพราะความรักของพระเจ้าทรงเปลี่ยนฉัน ฉันจึงเป็นคนที่ดีขึ้น และปากของฉันก็พูดในสิ่งที่ดีเพราะมาจากใจที่ดี แต่ฉันก็รู้ว่าฉันเป็นคนบาปและฉันต้องการที่จะสารภาพต่อสามีของฉันด้วยในเวลาที่ฉันพูดไม่ดี และไม่จำเป็นต้องพยายามที่จะโทษสิ่งอื่น เพราะฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงรู้ความจริงเกี่ยวกับฉันทุกอย่าง (มัทธิว 12:34) ฉันสามารถร้องขอการยกโทษจากพระเจ้า แม้ว่าจะร้องให้จนน้ำตาเปียกหมอน ฉันก็ยังได้รู้ว่าพระเจ้าทรงเปลี่ยนจิตใจภายในของฉันเสียใหม่ และสิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือการทรงช่วยกู้ขององค์พระเยซูคริสต์ที่มีต่อชีวิตของฉันทำให้ฉันหลุดพ้นจากความบาปและไม่ต้องถูกลงโทษหรือพิพากษา เพราะผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์ฉันจึงได้รับชีวิตนิรันดร์

อันที่จริงแล้วความรักของพระเจ้าที่ทรงสำแดงออกต่เราทั้งหลายนั้นมั่นคลมากกว่าการกระทำทั้งสิ้นของมนุษย์ ความสามรถที่ฉันมีดูเหมือนว่าจะหมดความสำคัญไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับความรักและสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำต่อชีวิตของฉันเพราะความรักและทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อฉันนั้นคือความสมบูรณ์แบบที่สุด และมากมายจนไม่สามารถที่จะนับได้ ฉันให้ความสำคัญต่อตัวเองน้อยลงและจดจ่อไปที่พระเจ้ามากขึ้น

ให้เราสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงสมควรที่เราทั้งหลายจะสรรเสริญ เป็นความสมบูรณ์แบบโดยแท้จริง ให้เราหยุดที่จะแสวงหาความสมบูรณ์แบบในตัวเรา แต่จงแสวงหาพระองค์และติดสนิทกับพระเจ้าให้มากขึ้น

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง