ทำไมเราถึงจำเป็นต้องอธิษฐานเผื่อผู้อื่น

วันที่ 23-8-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : M. Tiong
ผู้แปล : ลูกหยี
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

“ฉันจะอธิษฐานเผื่อคุณ” ฉันเชื่อว่าคริสเตียนทุกคนคงจะค้นเคยกับประโยคนี้อย่างแน่นอน มันเป็นคำตอบรับทั่วไปที่พี่น้องคริสเตียนใช้ตอบกลับเมื่อเราได้เล่าปัญหาให้ฟัง

การอธิษฐานเผื่อนั้นได้ผลจริงหรือไม่ ฉันเคยสงสัยเรื่องนี้ ถ้าการอธิษฐานเผื่อช่วยได้จริงแล้วละก็ทำไมญาติที่ยังไม่รู้จักพระเจ้ายังคงยืนกรานที่จะมารู้จักพระเจ้า ถ้าการอธิษฐานเผื่อเกิดผลจริงๆแล้วละก็ ทำไมการเจ็บป่วยจึงยังไม่หาย ถ้าการอธิษฐานเผื่อ นั้นมีพลังจริงๆแล้วละก็ ทำไมคริสเตียนทั่วโลกยังต้องถูกข่มเหง

พระเจ้าไม่ทรงเป็นองค์สัพพัญญูรอบรู้ทุกสิ่งหรอกหรือ? ถึงแม้ว่าเราไม่ได้อธิษฐานเผื่อคนอื่น พระเจ้ายังคงทรงทราบถึงความต้องการของเขา, ใช่ไหม?

ไม่นานมานี้ฉันได้ค้นหาในพระคัมภีร์ด้วยความอยากรู้เกี่ยวกับหน้าที่และความสำคัญในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่น การใช้เวลาศึกษาพระคำของพระเจ้าในครั้งนั้นสอนฉันห้าสิ่งด้วยกัน บทเรียนเหล่านี้หนุนใจฉันอย่างมากมาย และผลักดันให้ฉันตรวจสอบความสงสัยในใจของฉันอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับการอธิษฐานเผื่อผู้อื่น ถ้าคุณเคยรู้สึกสงสัยอย่างเดียวกับที่ฉันเป็นแล้วละก็ ฉันอธิษฐานขอให้สิ่งที่ฉันเขียนนี้จะช่วยให้คุณเห็นถึงความสำคัญของการอธิษฐานวิงวอนเผื่อผู้อื่น

1. การอธิษฐานเผื่อผู้อื่นเป็นที่พอพระทัยแด่พระเจ้า

ในอิสยาห์ 59:16 กล่าวว่า “ พระองค์ทรงเห็นว่าไม่มีคนใดเลย ทรงประหลาดพระทัยว่าไม่มีใครอ้อนวอนเผื่อ แล้วพระกรของพระองค์เองก็นำความรอดมา และความชอบธรรมของพระองค์ชูพระองค์ไว้”

ถ้าเราต้องการทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัยแล้วละก็ เราควรรักผู้อื่นโดยอธิษฐานเผื่อเขา เช่นเราสามารถไปรวมการประชุมอธิษฐานที่โบสถ์อาทิตย์ละครั้งเพื่ออธิษฐานเผื่อความต้องการของที่โบสถ์

โดยส่วนตัวของฉัน ฉันรู้สึกผิดหวังกับการเมืองและกฏหมายในประเทศของฉัน และเป็นสิ่งที่ฉันไม่มีความสุขเลย มันง่ายที่จะเลิกอธิษฐานเผื่อประเทศของฉันเอง แต่อย่างไรก็ตามพระเจ้าทรงใช้ข้อพระคำนี้ที่จะย้ำเตือนฉันที่จะอดทนที่จะอธิษฐานต่อไป เพราะว่าการอธิษฐานของฉันเป็นที่พอพระทัยของพระองค์

2. พระเยซูและเหล่าสาวกก็ได้ทำการอธิษฐานวิงวอนเผื่อผู้อื่นด้วยเช่นกัน

พระเยซูทรงสอนเราว่า “จงรักศัตรูของท่านและจงอธิษฐานเผื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน” มัทธิว 5:44 พระองค์เองทรงเป็นแบบอย่างให้เราเมื่อทรงอธิษฐานต่อพระบิดาให้ทรงยกโทษให้ผู้ที่ข่มเหงพระองค์ มันเป็นเรื่องง่ายที่พระองค์จะแช่งด่าผู้ซึ่งตรึงพระองค์บนกางเขน แทนที่พระองค์จะทำเช่นนั้นพระองค์เลือกที่จะอธิษฐานวิงวอนเผื่อเขา (ลูกา 23:34) พระเยซูทรงวางแบบอย่างให้กับเราเพื่อแสดงให้เราเห็นว่ามันเป็นไปได้สำหรับเราที่จะทำอย่างนั้นเช่นกันเราสามารถรับการปลอบประโลมจากความจริงที่ว่าพระองค์ทรงห่วงใย

นอกจากนี้เรายังสามารถหนุนใจตัวเรา ในความจริงที่ว่าพระเยซูทรงดูแลผู้ที่ร้องขอต่อผู้อื่นด้วยพระเยซูทรงกระทำพระราชกิชของพระองค์บนโลกนี้เป็นเวลา 3 ปีและพระองค์ก็ทรงตอบคำอธิษฐานของผู้ที่ร้องทูลต่อพระองค์ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่ “พระเยซูคริสต์ทรงรักษาบ่าวของนายร้อย”(มัทธิว 8:5-13) หรือเรื่อง “บุตรสาวของนายธรรมศาลาและผู้ถูกต้องชายฉลองพระองค์”(มัทธิว 9:18-26) และเรื่องที่พระเยซูทรงรักษาเด็กผีเข้า (มาระโก 9: 14-29) และยังมีอีกหลายเรื่องที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ ดังนั้น เราควรที่จะเรียนรู้จากเรื่องราวในพระวจนะคำของพระองค์และเรียนรู้จักที่อธิษฐานเผื่อผู้อื่น

ฉันจะมีรายชื่อของผู้ที่ฉันจะอธิษฐานเผื่ออยู่เสมอ คนเหล่านี้ต่างก็เป็นคนรอบข้างที่ฉันรู้จัก รวมถึงครอบครัวของฉันด้วย ถึงแม่ครอบครัวของฉันยังไม่รู้จักกับพระเจ้าก็ตาม และยังมีเด็กๆอีกหลายคนที่ฉันได้อุปการะในโครงการของมูลนิธิศุภนิมิตอีกด้วย สิ่งที่หนุนใจฉันเป็นอย่างมากคือวิธีการที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิฐานของฉัน— ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นโรคซึมเศร้าและเมื่อพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของฉันที่มีต่อเพื่อนคนนั้น พระองค์ทรงกระทำให้เพื่อนของฉันยิ้มได้ ฉันจึงรู้สึกขอบคุณพระเจ้าเป็นอย่างมาก

3. คำอธิษฐานของเราทำให้เราใกล้ชิดกับพระเจ้าและรู้จักน้ำพระทัยของพระองค์มากขึ้น

พระเจ้าทรงมีแผนการในทุกๆการตัดสินใจของพระองค์ เมืองโสโดมซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความบาปก็เช่นกัน ได้ทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก จนพระองค์อยากจะทำลายเมืองนั้นเสีย (ปฐมกาล 18)

แต่อับราฮัมได้ขอร้องพระเจ้าไว้ แล้วต่อรองกับพระองค์ว่าไม่ให้ทำลายเมืองนั้น ถ้าหากว่าพบคนชอบธรรมเพียงสิบคนในเมืองนั้น แต่พระเจ้าไม่ทรงกริ้ว พระองค์กลับตอบอับราฮัมไปด้วยความอดทน

พระเจ้าทรงพอพระทัยในอับราฮัมเป็นอย่างมากเพราะเค้าได้สำแดงความรักและความห่วงใยต่อผู้อื่น และเห็นคุณค่าในชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ฉันเชื่อแน่ว่าอับราฮัมจะต้องเริ่มรู้จักพระเจ้าทีละนิดว่า ที่จริงแล้วพระองค์ทรงห่วงใยและทรงรักมนุษย์มากแค่ไหน มากกว่าความรักที่อับราฮับมีให้ต่อผู้อื่นเสียอีก ดังนั้น เมื่อในเมืองโสโดมไม่มีคนชอบธรรมเลยแม้แต่สักคนเดียว พระเจ้าจึงทรงทำลายเมืองนั้น

อันที่จริงพระเจ้าได้ทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์ไปปกป้องหลานชายของอับราฮัมไว้ คือโลทและครอบครัวของเขา ก่อนที่เมืองโสโดมจะถูกทำลาย พระเจ้าได้ทรงสำแดงความรักของพระองค์อีกครั้ง เมื่อเราได้รู้เช่นนั้นแล้ว เราทั้งหลายจึงควรที่จะขะมักเขม้นอธิษฐานต่อพระเจ้าต่อไป เราถึงจะเข้าใจถึงน้ำพระทัยที่พระองค์ทรงมีต่อเราทุกคนได้

4. คำอธิษฐานของเราเป็นการเพิ่มพูนความรักความห่วงใยต่อคนเหล่านั้นที่เราได้อธิษฐานเผื่อ

เมื่อเรารู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง หรือไม่สามารถที่จะช่วยให้ผู้อื่นเอาชนะความยากลำบากของพวกเขาได้ อย่าลืมว่าในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เรามีสิทธิอำนาจที่มาจากพระเจ้าในการอธิษฐานทูลขอในทุกเรื่องกับพระองค์ เราอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่น้องเหล่านั้นกำลังเผชิญอยู่ แต่เมื่อเราอธิษฐานเผื่อพวกเขาอย่างต่อเนื่องแล้ว เราก็จะสามารถเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจและเข้าใจพวกเค้ามากยิ่งขึ้น

เมื่อฉันมีโอกาสได้อธิษฐานเผื่อมิชชันนารี ฉันก็สามารถจินตนาการได้ว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องอยู่ห่างจากบ้านเพียงลำพัง

เมื่อฉันอธิษฐานเผื่อพี่น้องที่ถูกข่มเหง ฉันก็จะสามารถรู้สึกถึงความเจ็บปวดของพวกเขาได้ นอกจากนี้คนอื่น ๆ ยังได้รับการหนุนใจให้สานต่อความเชื่อที่เขามีต่อพระเจ้า เมื่อพวกเขารู้ว่าใครบางคนกำลังอธิษฐานเผื่อพวกเขา เมื่อเราเรียนรู้จักที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น นั่นหมายถึงเราได้สำแดงให้เห็นถึงความรักของพระเจ้า และได้มีโอกาสเล้าโลมใจพี่น้องของเราในวันที่พวกเขาต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก

5. คำอธิษฐานสำแดงออกถึงการช่วยแบกภาระซึ่งกันและกัน

ปัญหาหรือความทุกข์ยากเหล่านั้นคงจะไม่หายไปภายในพริบตาหลังจากที่เราได้อธิษฐานกับพระเจ้า แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยเสริมกำลังของผู้ที่เราได้อธิษฐานเผื่อให้เข้มแข็งขึ้น

เมื่อตอนที่ฉันเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศนั้น ฉันเกิดความเครียดเป็นอย่างมากเพราะวิชาที่ลงเรียนนั้นยากมากจริงๆ ฉันไม่อยากเล่าเรื่องนี้ให้ครอบครัวฉันฟังเพราะกลัวว่าทุกคนที่บ้านจะเป็นห่วง และการอาศัยอยู่ตามลำพังในต่างประเทศนั้นฉันจึงไม่มีเพื่อนที่จะสามารถพูดคุยหรือปรึกษาปัญหาเหล่านี้ได้เลย จนกระทั่งมันทำให้ฉันรู้สึกว่าอยากจะยอมแพ้แล้วถอยหลังกลับบ้านไปเลย

เมื่อต้องแบกรับภาระหนักท่ามกลางความรู้สึกเหล่านี้ ฉันมีโอกาสได้ไปร่วมสามัคคีธรรมและอธิษฐานที่โบสถ์กับกลุ่มพี่น้องสตรีที่เป็นคริสเตียนที่อยู่ที่นั่น และพวกเธอก็ได้อธิษฐานเผื่อฉัน ขณะที่พวกเขากำลังอธิษฐานอยู่นั้นน้ำตาฉันก็ไหลออกมา ฉันก็รู้สึกว่าภาระหนักที่ฉัยเคยมีนั้นได้ถูกยกออกไปแล้ว

ตอนนี้ฉันกำลังเดินตามความฝันที่จะเรียนให้จบปริญญาเอก ถึงแม้ว่าภาระหนักของฉันยังคงมีอยู่ก็ตาม และบางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนอยากจะล้มเลิก แต่ฉันเชื่อและรู้อยู่แล้วว่ามีคนอีกหลายคนที่กำลังอธิษฐานเผื่อฉัน และฉันก็รู้สึกได้รับกำลังที่มาจากพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเราอธิษฐานเผื่อผู้อื่น เราจะต้องไม่นึกถึงตังเราเป็นหลัก แต่จะต้องจดจ่ออยู่ที่ความรักที่เรามีต่อพระเจ้าและความรักของเราที่มีต่อผู้อื่น

เมื่อเพื่อนของเรามีโอกาสได้แบ่งปันถึงความทุกข์ยากที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่นั้น เราพูดว่า “ฉันจะอธิษฐานเผื่อคุณ” แต่ปราศจากการอธิษฐานจริงๆหรือเปล่า? หรือมันเป็นเพียงแค่การพูดไปลอยๆเพื่อที่จะให้เป็นเรื่องที่ฟังผ่านหูเท่านั้น อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย ขอให้เราทั้งหลายอธิษฐานเผื่อพี่น้องเหล่านั้นที่กำลังลำบากอยู่อย่างจริงจังกันเถอะ แทนที่เราจะพูดว่า “ฉันจะอธิษฐานเผื่อคุณ” ให้เราเปลี่ยนเป็นพูดว่า “ขอให้ฉันได้อธิษฐานเผื่อคุณในตอนนี้เลย” และก็เริ่มอธิษฐานในตอนนั้นและเดี๋ยวนั้นกับพี่น้องของเราเลย

บางทีคุณอาจจะอธิษฐานมาเป็นเวลานานแล้ว และสิ่งที่อฺษฐานไปนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไร แต่อย่าให้เราถอดใจเลย ตราบเท่าที่เรายินดีที่จะใช้เวลาอธิษฐานอยู่นั้น คำอธิษฐานของเราจะไม่เป็นการเสียเปล่าแน่ๆ ขอให้เราเรียนรู้ที่จะอธิษฐานเช่นเดียวกับที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงกระทำในพระธรรม ลูกา 22:42 เพื่อขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและไม่ใช่ความต้องการของเรา

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง