ความรักไม่ได้สวยงามเสมอไป

วันที่ 18-8-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Samantha Chin,Singapore

ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ฉันเป็นคนหนึ่งที่คลั่งไคล้ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเป็นอย่างมาก— ฉันโตมากับภาพยนตร์การ์ตูนของวอลท์ดิสนีย์ ได้ฟังเพลงเพราะๆที่มีทำนองและเนื้อหาที่จดจำง่ายรวมทั้งได้หัวเราะไปกับความน่ารักของเหล่าตัวการ์ตูนเหล่านั้น เกือบจะทุกเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเจ้าหญิงผู้เลอโฉม ผู้ซึ่งทำให้เจ้าชายตกหลุมรักจนยอมต่อสู้กับมังกรและแม่มดซึ่งคอยขัดขวางความรักของพวกเค้า และหลังจากนั้นทั้งคู่ก็อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดกาล แม้กระทั่งสุนัขหรือสิงโตของภาพยนตร์การ์ตูนในแต่ละเรื่องก็ต่างลงเอยด้วยการพบรักแท้และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

เพียงสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ที่ฉันเคยได้ชมในภาพยนตร์การ์ตูนเหล่านั้น ทำให้ฉันมีความเชื่อและวาดภาพของความรักและการแต่งงานไว้อย่างสวยหรูและเพอร์เฟค แต่พระเจ้าก็ทรงสอนฉันให้เรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกของความเป็นจริงในระหว่างทางของการดำเนินชีวิตของฉัน

เวลาของฉัน กับ เวลาของพระเจ้า

เมื่อตอนที่ฉันมีอายุได้ 16 ปี ฉันฝันเอาไว้ว่าฉันจะต้องพบใครซักคนในตอนที่ฉันอายุได้ 22 ปี และแต่งงานกับเค้าคนนั้นตอนที่ฉันอายุได้ 25 ปี และฉันก็วางแผนไว้ว่าจะต้องมีลูกให้ได้ตอนอายุ 28 ปี แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว การแต่งงานที่ว่าก็ยังมาไม่ถึงฉันเลย จึงทำให้ฉันเริ่มตั้งคำถามว่า ความรักที่สวยหวานเหมือนในภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์ที่ฉันเคยหวังไว้นั้นอยู่ที่ไหน?

ไม่เหมือนที่ฉันเคยดูในหนังที่ความรักนั้นเกิดขึ้นอย่างง่ายดายและจบลงด้วย “ความสุขตลอดกาล” ซึ่งในชีวิตจริงนั้น ไม่มีใครที่จะสามารถทำนายอนาคตของตัวเองได้ เพราะเรื่องความรักนั้นต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์และทั้งคู่จะต้องเรียนรู้ศึกษากันนานพอสมควรจึงจะตกลงปลงใจแต่งงานกัน ถ้าใครๆต่างก็พากันแต่งงานไปกันหมด ก็ไม่ใช่ว่าเราที่ยังเป็นคนโสดอยู่นั้นจะต้องหมดความหวัง? .ฉันเชื่อหรือไม่นั้น มันไม่สำคัญเท่ากับความเชื่อที่ฉันมีต่อพระเจ้าว่า พระองค์จะทรงจัดเตรียมคู่พระพรของเราแต่ละคนไว้ในเวลาอันเหมาะสมของพระองค์

เมื่อฉันได้เรียนรู้ว่และเข้าใจแล้วว่า พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ว่าคู่พระพรของเราคือใคร และสิ่งเดียวที่เราจะทำได้คือต้องเชื่อในการจัดเตรียมของพระองค์ และเพื่อคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอ ฉันจึงมีพระธรรมตอนหนึ่งไว้คอยเตือนใจตังเอง ซึ่งอยู่ในพระธรรม สุภาษิต 16:9 — “ใจของมนุษย์กะแผนงานทางของเขา แต่พระเจ้าทรงนำย่างเท้าของเขา” พระธรรมตอนนี้สัมผัสใจฉันเป็นอย่างมาก ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงใช้ช่วงเวลาที่ฉันกำลังโสดนี้ เพื่อเตรียมฉันที่จะมีความพร้อมที่จะเริ่มต้นในความสัมพันธ์กับใครซักคนที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับฉัน ในเวลาที่เหมาะสมของพระองค์ และฉันก็เชื่อว่าการจัดเตรียมของพระเจ้านั้นจะทำให้ฉันได้พบกับคนที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้ และความรักของฉันจะได้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า มากกว่าแผนการและความฝันที่ฉันได้เคยวาดไว้

คนที่ถูกใจฉัน กับ คนที่พระเจ้าทรงพอพระทัย

นอกเหนือจากเวลาที่เหมาะสมของพระเจ้าแล้ว ฉันยังมีสเป็กของผู้ชายในฝันที่ฉันเคยคิดเอาไว้ว่าอยากจะแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ด้วย เค้าคนนั้นจะต้องเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า,มีอารมณ์ขัน ,รักสุนัขและเป็นผู้นำที่ดีได้,เป็นผู้ฟังที่ดีและก็เป็นคนที่มีจิตใจที่ดี,รับใช้พระเจ้าเต็มเวลาเต็มเวลา อย่างน้อยก็ควรมีข้อนี้ไว้พิจารณาด้วย

ฉันไม่รู้เลยว่าคนที่ฉันกำลังมองหาด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้นั้นอันที่จริงแล้วก็เป็นผู้ชายที่มีคุณสมบัติเหมือนในหนังที่ฉันดูทุกประการ

เมื่อฉันเล่าให้เพื่อนของฉันฟัง เค้าบอกกับฉันว่าบางทีพระเจ้าอาจจะส่งคนที่ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เราคิดไว้ก็ได้ ส่วนฉันเองเมื่อได้ยินเพื่อนบอกมาอย่างนั้น ฉันก็รีบตอบกลับไปทันทีว่า นี่ถือว่าเป็นแผนการที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉันยังไงพระเจ้าก็ต้องส่งผู้ชายในฝันมาให้ฉันอย่างแน่นอน เพราะฉันอยากจะรับใช้พระองค์เคียงข้างคนที่พระเจ้าทรงประทานให้ และคนๆนั้นก็ต้องเป็นคนที่ฉันฝันไว้

แต่ในชีวิตจริงแล้ว การแต่งานคือการที่พระเจ้านำคนสองคนที่ยังมีความผิดบาปหรือไม่สมบูรณ์แบบกันทั้งสองคน ให้มาใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันและยังคงต้องใช้เวลาปรับตัวในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน นั่นหมายความว่า ยังไงก็ตามคนที่พระเจ้าส่งมาให้ฉันนั้นเค้าก็ยังมีความอ่อนแอในบางอย่างและไม่สมบูรณ์แบบในทุกๆเรื่อง นั่นยิ่งทำให้ฉันคิดหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันหมายความว่า ฉันต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ชายในฝันที่ว่านั้นเสียใหม่ในเรื่องของความรัก เพราะความรักไม่ใช่แค่การได้รับเท่านั้นแต่ยังหมายถึงการให้ด้วย ถึงแม้ว่าเราจะไม่ชอบมันก็ตาม และถึงแม้ว่าฉันอยากจะไปทำอย่างอื่นที่ฉันชอบก็ตาม แต่ในเวลาที่เขาต้องการฉัน ฉันเองก็จำเป็นที่จะต้องยืนเคียงข้างเขา ความรักคือการแสดงออกทางการกระทำ ไม่ใช่แค่ผ่านทางความรู้สึกเท่านั้น อีกทั้งยังต้องมีประสบการณ์ในความสุขในความโรแมนติกของความรักและจะมีเวลาที่จะต้องหัวเราะไปกับมัน แต่ก็ยังจะมีเวลาที่จะต้องเสียสละ , ต้องยอมให้กันและกัน ทั้งหมดนี้จะต้องใช้ความละเอียดอ่อนกับการที่เราจะรักใครซักคนด้วย

ดังนั้น การแต่งงาน ในความเป็นจริงแล้วจึงหมายถึง การที่คนสองคนซึ่งต่างก็มีความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิต มาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันและประคับประคองช่วยเหลือกันเพื่อที่จะสามารถดำเนินชีวิตตามแบบอย่างขององค์พระเยซูคริสต์นั่นเอง

มองหาส่วนเติมเต็มให้แก่กันและกัน หรือ มองหาส่วนเติมเต็มจากองค์พระเยซูคริสต์

“ซิลเดอเรลล่า” เฝ้าคอยมองหาความรักจากเจ้าชายมาตลอด เช่นเดียวกันกับ “เจ้าหญิงราพันเซล” และ “สโนว์ไวท์” พวกเธอเหล่านี้ต่างก็มีจุดมุ่งหมายและความฝันอย่างเดียวกัน เพราะพวกเธอต้องการใครซักคนที่จะเข้ามาเติมเต็มชีวิตของพวกเธอด้วยความรักและอยากจะใช้ชีวิตคู่อยู่กับเจ้าชายในฝันอย่างมีความสุข เมื่อได้ดูการ์ตูนเหล่านี้ทำให้ฉันเองก็มีความสุข ราวกับว่าฉันได้ปลดปล่อยตัวเองให้ล่องลอยไปในโลกของเรื่องราวของเจ้าหญิงเหล่านั้น ด้วยความหวังแบบเดียวกันคือเฝ้ารอชายในฝันเข้ามาเติมเต็มชีวิตของฉันให้มีความสุข

แต่เพื่อนของฉันก็ได้ฝากคำถามเพื่อเป็นข้อคิดให้กับฉันว่า ถ้าหากว่าฉันเจอผู้ชายที่ฉันฝันไว้จริงๆแล้วและเค้าก็มีครบทุกอย่างที่ฉันต้องการ แต่ชีวิตของฉันก็ยังไม่มีความสุขเหมือนอย่างที่เคยวาดฝันไว้ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ฉันจะทำอย่างไรต่อไป?

นั่นคือความจำเป็นที่ฉันจะต้องแสวงหาความสุขที่แท้จริงซึ่งจะสามารถเต็มเต็มชีวิตของฉันให้มีความสุขได้ นั่นก็คือความสุขที่มาจากองค์พระเยซูคริสต์ เพราะความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรานั้น พระองค์ได้ทรงยอมเสียสละพระองค์เอง เพื่อสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่เราให้พ้นจากบาป ฉันเริ่มเข้าใจและตอบสนองพระวจนะคำของพระองค์ ในพระธรรม สดุดี 73:25 “นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์มิมีผู้ใดในฟ้าสวรรค์ นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาใดใดในโลก”

ถึงแม้ฉันจะยังคงคลั่งไคล้ภาพยนตร์การ์ตูนแนวแอนนิเมชั่นอยู่ ซึ่งเพื่อนๆของฉันต่างรู้ในข้อนี้ดี แต่ฉันดูภาพยนตร์ไปด้วยความเข้าใจว่า ในโลกของความเป็นจริงแล้ว ความรักไม่ได้หมายถึงความสุขเสมอไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า การแต่งงานไม่ดี แต่กลับให้ข้อคิดแก่ฉันว่า “การใช้ชีวิตคู่” คือ การเรียนรู้ที่ฉันจะต้องใช้ความความรักเข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะในเวลาที่มีความสุขหรือในเวลาที่จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากก็ตาม ทำให้ฉันเปลี่ยนทัศนคติจากที่เคยมีในเรื่องความรักและการแต่งงานไปในทางที่เข้าใจในโลกของความเป็นจริงมากชึ้น ฉันจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากในการใช้ชีวิตคู่ของฉัน และคนที่จะมาเป็นสามีของฉันในอนาคต

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง