ควรหรือไม่ที่คริสเตียนจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับการพึ่งตนเอง?

วันที่ 4-8-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Jonathan Malm , USA

ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ผมมีบางอย่างที่อยากจะสารภาพ : ผมได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการพึ่งพาตนเอง
ไม่มีนักเขียนที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับ “การดำเนินชีวิตของคริสเตียน” อยากจะยอมรับว่าตัวเองได้เขียนหนังสือที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการพึ่งพาตนเองมาก่อน แน่นอนว่างานเขียนของเรานั้นย่อมจะต้องมีเนื้อหาที่สำคัญมากกว่าที่จะเขียนเกี่ยวกับหลักการของการพึ่งพาตนเองอีกหลายเท่า แต่เมื่อเราได้พิจารณาถึงช่วงเวลาที่จิตใจของเราเริ่มถดถอย เราจำเป็นต้องยอมรับว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ทั้งหมดในหนังสือที่เราเขียนนั้นมันเกี่ยวกับการพึ่งตัวเองทั้งสิ้น

ผมได้ร่วมการสามัคคีธรรมในหัวข้อเรื่อง “สร้างสรรค์เพื่อสิ่งที่ดีกว่า” เพื่อช่วยให้เราผลิตงานเขียนให้ดียิ่งขึ้นและที่สำคัญคือช่วยเราในการดำเนินชีวิตของเรากับพระเจ้าในระหว่างที่เราทำงานเพื่อเขียนในสิ่งที่เกี่ยวกับพระองค์ด้วย แต่ก็ยังมี “ตัวเลือกที่ซ่อนอยู่” ในหนังสือที่คอยช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเมื่อไม่มีตัวเลือกที่ดูเหมือนจะดีซักเท่าไหร่ เพราะว่าผมเองก็เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่เคยเขียนหนังสือเที่เกี่ยวกับการพึ่งพาตนเอง และวก็เคยถามตังเองอยู่หลายครั้งว่า ควรหรือไม่ที่คริสเตียนจะอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการพึ่งตนเอง? แล้วมันจะโอเคมั้ยถ้าผมจะเขียนมัน?

อันที่จริงในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็ไม่ได้เขียนบอกไว้ว่า “พระเจ้าทรงช่วยคนเหล่านั้นที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้” ความจริงก็คือ วลีทั้งหลายที่เราต่างรังสรรค์นำมาเขียนเพราะว่ามันฟังดูดี อย่างไรก็ดี ถ้าเราเคยเดินไปดูที่ร้านหนังสือคริสเตียนเราจะพบว่ามีนักเขียนหลายท่านที่เป็นศิษยาภิบาลและเขียนเกี่ยวกับทัศนะหรือความคิดของผู้นำ และเนื้อหาก็เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือหรือพึ่งพาตนเองให้ได้ และหนังสือแนวนี้ก็เป็นหนังสือที่ขายดีแบบถล่มทลาย

ผมมีเพื่อที่เสพติดการอ่านหนังสือแนวช่วยเหลือและพึ่งพาตนเองเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสนั่งดื่มกาแฟกับเพื่อนคนนี้ การสนทนาของเราก็มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่องของนักเขียนหน้าใหม่ที่เขียนหนังสือที่เขากำลังอ่านอยู่และเขาก็ชอบแบ่งปันเกี่ยวกับเรื่องของการทำชีวิตให้ประสบความสำเร็จ และก็มักจะมีคำถามมาถามผมว่า “นายเคยอ่านหนังสือเรื่องนี้รึยัง?” หรือ “เห็นมั้ยว่ามันเป็นแบบที่เราบอกกับนายเป๊ะ!” ผมแน่ใจว่าเพื่อนของผมทุ่มเงินในการซื้อหนังสือเหล่านี้มากมายขนาดไหน ผมคิดว่าอาจจะมากกว่ามูลค่าตลาดโดยรวมของบางประเทศ

ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่เห็นว่าเพื่อนของผม จะมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตมากซักเท่าไหร่ทุกครั้งที่ผมคุยกับเขา เขาก็ยังคงดิ้นรนไขว่คว้าหาความมั่นคงให้ชีวิต และนั่นคือปัญหาเกี่ยวกับหนังสืงที่ช่วยแนะนำเกี่ยวกับการพึ่งพาตนเอง คือทำให้เราพยายามทำทุกสิ่งในการที่จะช่วยเหลือตัวเอง ดังนั้น อันที่จริงแล้วหนังสือที่เกี่ยวกับการพึงพาตนเองนั้นก็ไม่ได้บอกเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้เชื่อทั้งหลายได้รู้

โดยพื้นฐานของวัตถประสงค์ในการเขียนหนังสือที่แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตโดยพึ่งตนเองนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณหยุดอ่านคุณก็จะนำแค่เนื้อหาบางส่วนมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคุณดูหนังเรื่อง “ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง” จบแค่ภาคแรก แต่ไม่ได้ดูอีกสองภาคที่เหลือให้จบ เช่น พลาดโอกาสเห็น โฟรโด้ (ตัวนำของเรื่อง) ทำลายแหวนครอพิภพ ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น การเรียนรู้วิธีการพึ่งตัวเองจากหนังสืออาจจะให้ประโยชน์แก่เราบ้างไม่มากก็น้อย แต่ไม่ใช่ว่าหนังสือจะบอกเราทั้งหมด — ถึงแม้ว่าการอ่านหนังสือแนวนี้จะเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อเรา แต่ยังมีสิ่งที่ดีและมีคุณแก่ชีวิตของเราหลายเท่า มากกว่าที่เราได้รับจากหนังสือเสียอีก คำพูดที่คนชอบพูดว่า “คนเราสามารถทำได้ทุกสิ่ง” นั้น ตอนนี้อาจจะเป็นวิธีคิดเพียงเริ่มต้นในการพึ่งตนเองแต่มันไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการดำเนินชีวิต

1. พระเจ้าทรงประทานกำลังและความเข้มแข็งให้กับเรา

ในพระธรรม ยอห์น 15:5 พระเยซูคริสต์ทรงตรัสดังนี้ว่า “เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” นั่นหมายความว่า เราสามารถที่จะฟันฝ่าอุปสรรคและขวากหนามต่างได้และสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนได้โดยผ่านทางพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ขอสารภาพว่าเมื่อก่อนผมไม่ค่อยชอบพระคัมภีร์ข้อนี้ซักเท่าไหร่ ผมรู้ว่าผมควรจะเชื่อในพระคำของพระเจ้า แต่ผมเองก็เคยเห็นคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าหลายคนที่เค้าประสบความสำเร็จในชีวิตและดูแลจัดการชีวิตเองได้โดยไม่มีปัญหาอะไร จิตวิญญาณและความสามารถของมนุษย์นั้น สามารถขับเคลื่อนและทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้โดยที่เราเองก็คิดไม่ถึง

แต่จงรู้ไว้เถอะว่า ศักยภาพที่เรามีนั่นแหละ เป็นกุญแจสำคัญที่เราจะเปิดให้พระเจ้าเข้ามาทำงานในชีวิตของเรา และผ่านทางชีวิตของเรานั่นเองที่พระเจ้าทรงกระทำพันธกิจของพระองค์มากกว่าที่เราขอและคิด

2. มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะบอกเราได้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันคุ้มค่ามากแค่ไหน

เหตุผลว่าทำไมมันจึงมีความสำคัญมากสำหรับเรา ในการที่จะต้องเข้าใจถึงกำลังหรือความสามารถของตัวเราเอง ซึ่งความสามารถที่เรามีอยู่นั้นก็มาจากพระเจ้า และความสามารถหรือของประทานที่เรามีจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากเราใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดแต่คุณมีความสัมพันธ์ที่แย่กับผู้คนรอบข้าง? หรือจะมีประโยช์อะไรถ้าหากคุณใช้เงินมหาศาลซื้อเครื่องสำอางราคาแพง แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้งของคุณ?

เพราะฉะนั้นการที่จะบรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จจากอะไรก็ตามในชีวิต ผมตั้งใจไว้เสมอว่าผมจะต้องทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด แล้วถ้าสิ่งที่ผมกำลังอยู่มันเป็นสิ่งที่สูญเปล่าและไร้ประโยช์แล้วล่ะก็ ผมก็รู้อยู่เสมอว่าพระเจ้าเท่านั้นจะเป็นผู้ทรงนำผมให้ก้าวผ่านความยากลำบากต่างๆและจะประสบความสำเ็จอย่างแน่นอน โดยการทรงนำของพระองค์ และในพระธรรม เอเฟซัส 2:10 ยังได้ย้ำเตือนกับเราอีกว่า “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ”

3. หากปราศจากพระเจ้าแล้วเราสามารถทำในสิ่งที่มนุษย์ทำได้เท่านั้น แต่หากโดยพึ่งกำลังจากพระเจ้าเราสามารถทำได้มากกว่าสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปกระทำ

ท้ายที่สุดนี้ หนังสือเกี่ยวกับการพึ่งตนเองนั้น สอนเราถึงวิธีที่จะสามารถดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างไว้เท่านั้น ส่วนเราเองก็ต้องคิดแล้วล่ะว่า เรามีบทบาทอะไรที่จะต้องทำในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง? คุณจะเครียดมากแค่ไหนถ้าหากชีวิตของคุณมีค่าเพื่อตัวคุณเองเท่านั้น แต่ถ้าหากผ่านทางฤทธิ์อำนาจและการทรงนำที่มาจากพระเจ้า เราสามารถที่จะกระทำในสิ่งที่จะส่งผลต่อเราและเพื่อให้เราได้รับชีวิตนิรันดร์ เช่น เราอาจจะเป็นคนที่ยืนหยัดและต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมและรู้ว่าในทุกๆสถานการณ์นั้นจะอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า หรือในขณะที่เราเป็นนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และอาจจะอยากชวนเพื่อนไปร่วมศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกัน เพราะมันเป็นการสำแดงความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เช่นเดียวกันกับที่องค์พระเยซูคริสต์ได้ทรงประทานความรักของพระองค์เพื่อเราทุกคน

เมื่อเรารับใช้พระเจ้าด้วยความตั้งใจจริงและเพื่อที่จะถวายเกียรติแด่พระองค์ เราจำเป็นที่จะต้องสำแดงความรักของพระเจ้าให้คนทั้งโลกได้เห็น ในพระธรรม 1 โครินธ์ 10:31 ได้บอกกับเราทั้งหลายว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า” ดัวนั้น สำหรับผมแล้วมันหมายถึงว่า สิ่งที่ผมเขียนในหนังสือประเภทพึ่งตนเองนั้น มีเนื้อหาที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่ ? — เป็นต้นว่า ข้อความที่ผมเขียนนั้น ผมให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง หรือหัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนั้นหรือเปล่า ? ไม่ใช่เพียงแค่เขียนเกี่ยวกับพระเจ้าเพียงเล็กน้อยเพื่ออ้างอิงเท่านั้น ส่วนเนื้อหาที่เหลือก็เป็นความคิดที่มาจากความต้องการของตัวผมเท่านั้น เพราะฉะนั้น หนังสือธรรมดาๆเล่มหนึ่งที่ผมเขียน หากว่าผมเขียนในพระนามขององค์พระเยซูคริสต์แล้ว คือให้พระเจ้าเป็นหัวใจสำคัญในหนังสือเล่มนั้นแล้วล่ะก็ หนังสือธรรมดาเล่มที่ว่านี้ ก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในที่สูงสุดได้ และอันที่จริงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆสำหรับประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตของผม

ที่จริงแล้ว การอ่านหนังสือประเภทแนะแนวชีวิตหรือพึ่งตนเองสำหรับคริสเตียนนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ถ้าหากว่าการดำเนินชีวิตของเราหลังจากที่อ่านหนังสือจบแล้ว ทำให้เราหลงลืมไปว่าชีวิตของเรายังมีผู้หนึ่งที่ยิ่งใหญ่และเป็นพระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและจักรวาลแห่งนี้ ให้เราเตือนตังเองไว้เสมอว่า “จงแสวงหาพระเจ้าและทางอันชอบธรรมของพระองค์ เพื่อเราจะได้รู้ว่าเราควรจะต้องทำอะไรบ้างในฐานะที่เป็นลูกของพระองค์ โดยการอธิษฐานและอ่านพระวจนะคำของพระองค์”

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความเข้มแข็งที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา เมื่อเราอธิษฐานกับพระเจ้าให้เราถามพระองค์ว่าพระองค์ทรงประทานความเข้มแข็งนั้นให้กับเราเพื่อให้เรานำไปใช้ในพันธกิจใดของพระองค์

Tags: , , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง