5 วิธีที่เราจะพักสงบได้อย่างแท้จริง

วันที่ 26-7-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Christine E.
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

พระเจ้าทรงสร้างให้เราทำงานและการมีงานทำนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่บ่อยครั้งที่เรามักจะวุ่นอยู่กับการทำงาน จนลืมไปว่าพระเจ้าทรงตั้งให้เรามีวันสำหรับการพักผ่อนด้วยเช่นกัน (ปฐมกาล 2:2-3)

เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ฉันมักจะทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อตอนที่ฉันเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย ฉันใช้เวลาอยู่เป็นอาทิตย์เพื่อที่จะทำงานที่อาจารย์มอบหมายให้ออกมาให้ดีที่สุด (แม้ว่าจะต้องขลุกอยู่ในหอพักทั้งวันทั้งคืนก็ตาม) และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความซูบผอมเพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการทำรายงานจนลืมกินข้าว และเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดฉุนเฉียวเนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ
แต่เราจะทำยังไงเพื่อที่จะได้มีเวลาพักผ่อนอย่างถูกวิธี และเพื่อที่เราจะไม่มัวแต่ยุ่งอยู่กับงานอย่างอื่นที่เข้ามาให้เราต้องทำ นี่คือวิธีการที่ฉันได้เรียนรู้จักที่จะพักผ่อนผ่านทางประสบการณ์ส่วนด้วของฉันเอง

1. ทำในสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำก่อน

เราทานอาหารที่มีประโยชน์หรือไม่? เราออกกำลังการอย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า? เราพักผ่อนอย่างเพียงพอหรือไม่? ฉันไม่รู้ว่าคุณใส่ใจเรื่องพวกนี้มากแค่ไหน แต่สำหรับฉันแล้วบ่อยครั้งที่ได้นอนแค่วันละ 5 ชั่วโมง กินแต่เนยถั่วกับแซนวิซเพราะไม่มีเวลาที่จะดูและตัวเอง แน่นอนว่าการกินอาหารที่มีประโยชน์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเราทุกคน แต่มันยากที่จะทำเมื่อฉันตื่นฉันมักจะหงุดหงิดเพราะกินแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ ฉันมัวแต่ยุ่งอยู่กับการทำงานจนท้ายที่สุดแล้วต้องลงเอยด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวและฉุนเฉียวอยู่ตลอดเวลา

ท่านอาจารย์เปาโลได้เตือนเราในพระธรรม 1โครินธ์ 6:19 ว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน” การพักผ่อนอย่างเต็มที่จึงเป็นขั้นตอนแรกในการดูแลตัวเองของฉัน และเป็นวิธีเราจะดำเนินชีวิตให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วย

2. มองทุกอย่างในภาพรวม

ให้เราลองมองย้อนกลับและประเมินสิ่งที่เราทำ ว่าทำไมเราถึงทำสิ่งนั้น? การมองภาพรวมคืออะไร? คุณกำลังยุ่งอยู่กับรายละเอียดเล็ก ๆ จนมองไม่เห็นภาพรวมหรือองค์ประกอบโดยรวมของชีวิตคุณอยู่หรือเปล่า? เมื่อกลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัยฉันมักจะพบว่าตัวเองกำลังเครียดมากในการสอบ แต่ต่อมาได้รู้ว่าสิ่งที่ฉันทุ่มเทเวลาให้มันกลับคุ้มค่าเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนที่ได้ทั้งหมด

ซึ่งมันช่างไม่คุ้มที่ต้องเสียเวลาอดหลับอดนอนเอาซะเลย? ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ในช่วงที่ฉันเรียนปี 1 ว่าหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ไม่มีใครจะจำได้ว่าเราจะได้เกรดอะไรเมื่อตอนที่เราเรียน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรตั้งเป้าหมายในการเรียนและตั้งใจทำให้ดี แต่ในความมุ่งมั่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดนั้น ฉันจะต้องไม่เก็บเอารายละเอียดเล็กๆน้อยๆ มาทำให้เป็นปัญหาครอบงำเรา หลายสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญในตอนนี้อาจจะถูกลืมไปเมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องทำมันจริงๆ

3. พักสมอง

หยุดทำในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ซักชั่วครู่หนึ่ง เพื่อที่คุณจะได้กลับมาทำมันต่อได้ด้วยความสดชื่น และฉลาดที่จะพักผ่อน บางครั้งการพักผ่อนก็ไม่ใช่นอนหลับเสมอไป และก็ไม่ใช่การเช็คเฟสบุ๊คหือการใช้เวลาในโซเชียลมีเดียอีกเช่นกัน

แต่สิ่งที่คุณอาจจะต้องการ บากครั้งอาจจะเป็นการรับประทานอาหารเย็นที่ดีและมีประโยชน์ , การวิ่งจ๊อกกิ้ง หรือการอ่านหนังสือดีๆซักเล่ม ทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นได้ แม้จะใช้เวลาพักผ่อนอยู่สักครู่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน อาจจะชงชาที่มีรสชาติดี เพราะบางครั้งการจิบชาก็สามารถสร้างความแตกต่างให้กับการทำงานที่เคร่งเครียดให้ดีขึ้นได้

4. ทำให้สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ให้มีความสนุกสนานมากขึ้น

ห้องเช่าในอพาร์ทเมนต์ที่รกสร้างความขุ่นเคืองให้กับฉัน แต่ฉันก็ไม่ชอบการทำความสะอาด และการทำความสะอาดนั้นก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ฉันก็จะเปิดเพลงในขณะทำความสะอาดกับเพื่อนร่วมห้อง เพื่อทำให้การทำความสะอาดนั้นน่าสนุกสนานยิ่งขึ้น แม้ว่าร่างกายของฉันอาจจะเหนื่อยล้า แต่ฉันก็รู้สึกดีและมีความสดชื่นเพราะไม่เพียงแต่มีอพาร์ทเมนต์ที่สะอาด แต่ฉันยังจะมีความสุขไปกับการฟังเพลงและได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนในเวลาเดียวกัน

ท้ายที่สุดแล้วพระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับทัศนคติที่เรานำมาสู่งานของเรา มากกว่าผลที่เราได้รับจากการทำงานหนัก ลองใช้วิธีเหล่านี้เพื่อนำความสุขมาสู่งานของคุณ

5. ยอมจำนนต่อพระเจ้า

พระเยซูตรัสว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข ” (มัทธิว 11:28) การทำงานในโลกนี้จะไม่วันสำเร็จหรือเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ และเราจะไม่มีวันค้นพบงานในส่วนที่เหลือโดยความพยายามของเราเพื่อที่จะให้งานนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีได้ พระเจ้าทรงทราบความกังวลและความกลัวของเรา และพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้เพื่อเราในแผนการของพระองค์แล้ว ให้เราอธิษฐานทูลขอและอธิษฐานอีกครั้งถ้าเรามีความเครียดและความกังวล

ในช่วงเวลาเรียนที่ยากลำบากของฉันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัย เมื่อฉันต้องตื่นตั้งแต่ตี 5.00 – 6.00 น. ทุกเช้า เพื่ออ่านพระคัมภีร์,อธิษฐานและจดบันทึกประจำวัน นี่ไม่ใช่เพราะว่าฉันมีแรงบันดาลใจในทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพราะว่ามันคือวิธีเดียว ที่ฉันจะสามารถรวบรวมความเข้มแข็งที่จะสามารถข้ามผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากเหล่านั้นได้ ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการพึ่งพาพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงสัญญาว่า “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสนพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสดพระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ” (สดุดี 23:1-2) ฉันจึงยึดมั่นในพระคำตอนนี้ไว้ในใจเสมอ

พระเจ้าทรงห่วงใยเรา และทรงห่วงใยเรามากเกินกว่าที่พระองค์สนใจเกี่ยวกับสภาพของอพาร์ทเม้นท์ของเรา หรือเกรดที่เราได้รับในโรงเรียน หรือแม้แต่งานที่เราได้รับมอบหมายไม่ว่ามันจะเป็นงานที่ดีเพียงใดก็ตาม เมื่อความกังวลของโลกนี้ทำให้เราตกต่ำลง ให้เราเตือนตัวเองเสมอว่า ใครที่เป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งในโลกนี้ และให้เราเตือนตัวเองเสมอว่าพระเจ้าทรงรักเราและอย่างให้เราได้มีเวลาพักสงบในพระองค์

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง