นิสัย 3 อย่างที่ทุกคนต้องมีก่อนเริ่มทำงาน

วันที่ 13-7-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Julian Panga, India
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ชีวิตของผมวนเวียนอยู่กับการเรียนและทำงานไปด้วยอยู่หลายครั้ง ผมเป็นนักศึกษาปริญญาโทเต็มเวลา และที่งานพาร์ทไทม์ด้วยการเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาทำงานที่ธนาคารเต็มเวลาและเป็นนักศึกษาในโรงเรียนพระคัมภีร์พาร์ทไทม์ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนจากทำงานเต็มเวลาเป็นเรียนเต็มเวลาแล้วก็เปลี่ยนกลับไปกลับมาอยู่หลายครั้ง

แต่ละครั้งที่ผมเปลี่ยนงานและการเรียน ผมได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แล้วตลอดเวลาที่ผมเปลี่ยนงานและเรียนนั้นทุกๆครั้งก็มักจะเต็มไปด้วยความท้าทายหลากหลายรูปแบบ ผมเฝ้าสำรวจชีวิตของตัวเองและคนอื่นๆ และสังเกตุเห็นว่าการที่เราเปลี่ยนจากการเป็นนักเรียนแล้วไปทำงาน เราก็เปลี่ยนมุมมอง,พฤติกรรมและทัศนคติของเราเองด้วย หลังจากนั้นไม่นานเราก็เริ่มผิดหวังเพราะเราค้นพบว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานที่กำลังทำอยู่ เพราะเราเริ่มเรียนรู้ว่าชีวิตของการทำงานนั้นย่อมมาพร้อมกับความท้าทายอยู่ตลอดเวลา

บางที่เราก็สามารถปรับตัวเข้ากับที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและเพื่อร่วมงานก็ไว้ใจเราในหน้าที่ที่เราทำ แต่บางที่เพื่อนร่วมงานก็ไม่แม้แต่จะสนใจ หรืออาจจะทำให้เราท้อแท้และยอมแพ้กับงานที่ทำอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็เห็นถึงการแก่งแย่งชิงดีกัน ความทะเยอทะยานของผู้คนในที่ทำงาน และหลายคนก็พยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อที่จะได้ไม่ต้องย่ำอยู่กับที่ และการทำงานหนักเหล่านี้ก็เป็นที่มาของการไม่ใส่ใจครอบครัว, มีสุขภาพที่แย่ลง ,เครียดเกินไป , ทำงานหนักและกลัวความล้มเหลว

แล้วเราจะสามารถรับมือกับความเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น ก่อนที่เราจะเริ่มทำงานได้อย่างไร? เราจะสามารถพัฒนาองค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นจริงๆต่อการทำงานให้เป็นไปในทิศทางและวิธีการของเราได้อย่างไร? และจะทำอย่างไรที่เราจะสามารถติดตามองค์พระเยซูคริสต์และยึดมั่นในความเชื่อของเราควบคู่ไปกับการทำงานของเราให้ออกมาดีเยี่ยม ท่ามกลางการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกที่ทุกคนต้องทำงานและมีการแข่งขังทางธุรกิจกันอยู่ตลอดเวลา ผมได้ทำการรวบรวมข้อมูลและสรุปอุปนิสัยสำคัญที่เราจำเป็นต้องใช้ในการทำงานอยู่ 3 ข้อด้วยกัน เมื่อเราจำเป็นจะต้องเปลี่ยนจากการเป็นนักเรียนมาสู่วัยทำงาน

1. เป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ

ในพระธรรม สุภาษิต 14:23 ได้เตือนเราไว้ว่า “มีกำไรอยู่ในงานทุกอย่าง การเพียงแต่พูดนั้นโน้มไปทางความขาดแคลน” การกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มของการสมัครงานนั้นบ่งบอกถึงคุณสมบัติและความสามารถส่วนตัวของเรา อับราฮัม ลินคอล์น เคยกล่าวไว้ว่า “เราสามารถหลอกทุกคนได้แค่ช่วงหนึ่ง และหลอกบางคนได้ตลอดเวลา แต่คุณไม่สามารถหลอกทุกคนให้หลงเชื่อคุณได้ตลอดเวลา” ดังนั้น ข้อมูลที่คุณกรอกในใบสมัครและข้อมูลที่คุณให้ไปในการสัมภาษณ์งานนั้นจะเป็นความรับผิดชอบของคุณโดยตรง การหลอกผู้อื่นหรือสวมหน้ากากว่าคุณสามารถทำงานบางอย่างได้ดี หรือแกล้งว่าคุณเป็นคนทำงานถนัดในด้านนั้นทั้งๆที่คุณทำสิ่งนั้นไม่ได้เลย นั่นไม่สามารถบ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของคุณได้ ดังนั้น ความซื่อสัตย์ต่อความสามารถที่เรามีเป็นการพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงของเรา ความซื่อสัตย์ตั้งแต่เริ่มต้นกรอกใบสมัครจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำงาน เพราะความจริงใจจะรักษาความมั่นคงในหน้าที่การงานตลอดเวลาที่เราทำหน้าที่ในการทำงานของเรา
แล้วอะไรคือการพิสูจน์ความสามารถที่แท้จริงของเรา? สิ่งที่ง่ายที่สุดนั่นก็คือเราไม่ต้องหลอกลวงหรือโกหกผู้อื่นถึงสิ่งที่เราเป็นหรือความสามารถที่เรามี คือให้เราเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนที่มีความหนักแน่น จริงใจและตรงไปตรงมา แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นคนแข็งกระด้างหรือโผงผางไม่สนใจความรู้สึกของคนรอบข้าง แต่หมายความว่าให้เราฝึกที่จะใช้สติปัญญาและฝึกฝนทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย ดังนั้น ไม่มีใครสามารถที่จะสอนเราเกี่ยวกับการใช้สติปัญญาและเป็นคนรอบคอบได้ดีกว่าพระเจ้าของเรา

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ในฐานะผู้จัดการโครงการอาวุโสซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลบริการหลังการขายนั้น บางครั้งผมเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่ยากแก่การตัดสินใจ และมีข้อจำกัดมากมาย เพราะบางทีผมรู้ว่าสินค้าบางอย่างที่ถูกขายไปให้ลูกค้านั้นไม่เหมาะกับพวกเค้าเลยเพราะดูจากประสบการณ์ที่เคยมีมา แต่ผมมีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ ปล่อยผ่านให้คนอื่นจัดการปัญหานั้นไป หรือแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นให้ได้และทำให้มันดีกว่าเดิม (บ่อยครั้งที่ผมต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแบบนี้) จากนั้นก็จัดเตรียมและหาสิ่งที่ดีที่เหมาะสมที่สุดให้กับลูกค้าเป็นรายๆไป

สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องง่ายที่จะตัดสินใจเพราะผมจะเลือทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อจะถวายเกียรติแด่พระเจ้า ผู้ทรงอวยพรผมในงานที่ทำ ผมรู้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นที่พอใจแก่เจ้านายของผมและทำให้ผมได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเป็นที่พอใจของเจ้านายของเราหรือไม่ก็ตาม ให้เราจำไว้เสมอว่า “เรากำลังรับใช้พระองค์ผู้เดียว” และงานที่คุณทำนั้นจะเป็นที่พอพระทัยแก่พระเจ้าองค์เดียว ท่านอาจารย์ ยังกำชับเราไว้อีกในพระธรรม โคโลสี 3:23 ว่า “ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์”

2. เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ

ในฐานะที่เราเป็นนักเรียนนักศึกษามาก่อน บ่อยครั้งที่เราไม่ต้องรับผิดชอบอะไรต่อผู้อื่นนอกจากรับผิดชอบต่อตนเอง เราอาจจะนอนดึกและต้องตื่นโดยที่ไม่ต้องมีใครปลุก อยากไปเรียนหรือไม่ก็ตามใจคุณ ในชีวิตของการเป็นนักเรียนนักศึกษานั้นมีจุดอ่อนก็คือการต้องดูแลภาระหน้าที่หรือมีความรับผิดชอบนั่นเอง

แต่การทำงานในโลกของธุรกิจนั้น ความรับผิดชอบคือหน้าที่หลัก พนักงานทุกคนต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ซึ่งจะต้องรับผิดชอบและตอบคำถามที่จะต้องตอบหัวหน้าฝ่ายแต่ละแผนกของงานที่ทำให้ได้ ผู้ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการของบริษัท และบริษัทก็จะต้องรับผิดชอบต่อนักลงทุน และรวมทั้งรับผิดชอบต่อกฎหมายและรัฐบาลอีกด้วย

และอย่างที่พวกเรารู้ดีว่าการเป็นคนที่มีความรับผิดชอบนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย บ่อยครั้งที่เราจะต้องรับผิดชอบในหน้าที่หลายอย่าง ซึ่งความเป็นจริงแล้วเราอาจจะไม่ชอบทำมันเลยก็ได้ แม้กระทั่งว่าเราอาจจะต้องทำในสิ่งที่เกลียด แต่เพราะความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่เรามี ดังนั้นเราจึงต้องมีวิธีการในการทำงานของเรา

ให้เราดูตัวอย่างจากเรื่องนี้ว่า เมื่ออดัมและเอวาหันหลังให้กับพระเจ้าเพราะเขาได้ทำบาป พวกเขาก็ต้องรับผิดชอบในผลแห่งการกระทำนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นการตัดสินใจที่เลวร้ายและเป็นเรื่องที่แย่แค่ไหนก็ตาม แต่เราจะต้องมีความกล้าหาญและเปลี่ยนมันให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราจะต้องมีความบากบั่นพยายามเพื่อที่จะแสดงความรับผิดชอบในงานที่เราได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือผู้อื่น และเราควรเคารพพวกเค้าและด้วยหน้าที่ที่เค้าเป็นเจ้านายของเรา

ปัญหามากมายเกิดขึ้นรอบด้านทำให้เราเกิดความรู้สึกท้อแท้ซึ่งก็เป็นธรรมดาตามธรรมชาติของมนุษย์ และความดื้อรั้นทำให้เราไม่อยากที่จะรับผิดชอบต่อหน้าที่นั้น ให้เราจำไว้เสมอว่าเราเองก็ต้องรับผิดชอบต่อความรู้สึกของเรา ไม่ความจะเป็นความคิดและการกระทำที่เรามีต่อพระเจ้าด้วย ดังนั้นเราจึงต้องบังคับใจตนเองให้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ให้มีความถูกต้อง เพื่อให้เป็นที่ถวายเกียรติและพระสิริแด่พระเจ้า

3. เป็นผู้ที่ตั้งใจทำงานให้ดียอดเยี่ยม

การไปทำงานในแต่ละวันอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและจำเจสำหรับเรา เราอาจจะต้องเผชิญปัญหาตั้งแต่เรื่องการเปิดบิลที่จ่าย , การเคลียร์เงินที่, ครอบครัวที่เราต้อรับผิดชอบ,พ่อแม่ที่จะต้องดูแล รวมถึงปัจจัยพื้นฐานอีกมากมายมหาศาลที่อยู่ในความรับผิดชอบของเราที่เราจะต้องเผชิญ เมื่อคำนึงถึงปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราจะต้องทำงานแล้ว ทัศนคติที่เรามีต่อการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง เมื่อผมมีทัศนคติในแง่ลบกับการทำงาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตัวผมและคนรอบข้างก็จะส่งผลออกมาเป็นแง่ลบด้วย เพราะผมเคยเป็นคนที่เข้มงวด ,ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น,หยิ่งและเป็นคนใจร้อนในการทำงาน

แต่ถ้าหากผมใส่จิตวิญญาณแห่งการเป็นเลิศเข้าไปในการทำงาน แต่ถ้าผมใส่ใจและตั้งใจที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ออกมาให้ดีที่สุดเพื่อให้เป็นที่น่าพอใจแก่เจ้านายและที่สำคัญก็คือให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าให้มากที่สุดนั้น มันก็สามารถเปลี่ยนการทำงานของผมให้เป็นวันที่ดีๆได้ ผมมีโอกาสได้ทักทายเพื่อนร่วมงาน คุยกับพวกเค้าอย่างจริงใจ ดูแลห่วงใยพวกเค้า นำสันติสุขและมีทัศนคติในแง่บวกกับการทำงาน เท่านี้ก็จะทำให้คนรอบข้างผม มีความสุขในการทำงานไปด้วย

คำขวัญประจำตัวของผมคือการทำงานให้ออกมาให้ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะผมได้รับค่าจ้าง เท่านั้น แต่เนื่องจากการทำเช่นนี้เป็นการสำแดงความสัตย์ซื่อที่ผมมีต่อพระเจ้าและนายจ้างของผม ทัศนคติดังกล่าวนำพระพรมากมายมาสู่ผม ยิ่งไปกว่านั้นมันทำให้ผมมีโอกาสที่จะตอบสนองต่อธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้างผมในที่ทำงานของผม นี่เป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้ประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในแบบที่มีความหมายและในทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย

บ่อยครั้งที่เราบอกว่า “ชีวิตของเราจะเป็นเหมือนหนังสือหรือพระคัมภีร์ให้แก่ผู้อื่นได้อ่าน” และในที่ทำงานหลายๆที่ความซื่อสัตย์ไม่เคยมีใครพูดถึงหรือเป็นเรื่องที่ยากลำบากที่จะหาคนที่สัตย์ซื่อในการทำงานทุกวันนี้ การใส่จิตวิญญาณที่ดีในการทำงานนั้นก็เป็นเหมือนการประกาศความสัตย์วท่อของเราให้แก่ผู้อื่นได้รู้ผ่านทางการกระทำ ทั้งยังเป็นที่พอใจแก่นายจ้างของเรา การใส่จิตวิญญาณแห่งการเป็นเลิศเข้าไปในการทำงานนั้น สามารถสำแดงเป้าหมายและทัศนคตีที่ดีได้ผ่านทางการกระทำของเรา

เราสามารถที่จะได้รับการหนุนใจจากพระวจนะคำของพระเจ้าได้ผ่านทางพระธรรม ทิตัส 2:7-8 ที่กล่าวว่า “ท่านจงประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างในการดีทุกสิ่ง และในการสอนจงสุจริตและมีใจสูง และใช้คำพูดอันมีหลัก ซึ่งไม่มีผู้ใดจะตำหนิได้ เพื่อฝ่ายปฏิปักษ์จะได้อาย ไม่มีสิ่งใดจะติเราได้” จึงเห็นได้ว่าพระคำตอนนี้มีพลังและสามารถเป็นคำพยานที่ยอดเยี่ยมในที่ทำงานของเราได้

การเปลี่ยนงานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลางในชีวิตของคุณ พร้อมกับการมีทัศนคติที่ถูกต้องในการทำงานนั้น คุณก็สามารถที่จะจัดการกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม และสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเพื่อเป็นท่อพระพรไปสู่ผู้อื่นได้อีกด้วย

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง