ความตายของ เชสเตอร์ เบนนิงตัน : ความเจ็บปวดที่ชินชาไม่เจ็บเท่าช่วงเวลาแห่งการรักษา

วันที่ 24-7-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Priscilla G.,Singapore
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

อีกหนึ่งความน่าสะเทือนใจจากการจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย ของเหล่าศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ความตายของ เชสเตอร์ เบนนิงตัน (Chester Bennington) ผู้ซึ่งเป็นนักร้องนำระดับแนวหน้าของโลกจากวงร็อคอเมริกาที่คนทั่วโลกต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีในนามของวง “Linkin Park (ลิงกิ้นพาร์ค)” ซึ่งยังคงเป็นเรื่องคาใจของเหล่าแฟนเพลงทั้งหลายรวมถึงฉันด้วย เพราะวงลิงกิ้นพาร์คต่างก็เป็นที่รู้จักของสาวกชาวร็อกผู้ที่มีรุ่นราวคราวเดียวกับฉันเช่นกัน

เชสเตอร์ เบนนิงตันเสียชีวิตในวัย 41 ปี ศพถูกพบที่บ้านพักของเขาเอง ในวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับเหล่าแฟนเพลงเป็นอย่างมาก เขาเสียชีวิตในวันเกิดของเพื่อนรักของเขาเอง คือ คริส คอร์เนลล์ นักร้องนำของวง Soundgarden (ซาวด์การ์เด้น ) ซึ่งก็เสียชีวิตจากการผูกคอตายเช่นเดียวกันกับเชสเตอร์ และก็ในเวลาไล่เลี่ยกันประมาณ 2 เดือนที่แล้ว
สำนักข่าวต่างพากันไว้อาลัยและชักชวนแฟนเพลงให้ระลึกถึงเสียงร้องของ เชสเตอร์ ที่เขได้ฝากผลงานเอาไว้ ในเพลงฮิตเช่น “Numb” และ “Somewhere I Belong” ซึ่งทำให้หวนรำลึกถึงความรู้สึกเมื่อตอนที่ฉันเป็นวัยรุ่น ไม่เพียงแต่ฉันที่รู้สึกเช่นนั้ แต่ผู้คนนับล้านก็รู้สึกแบบเดียวกันกับมิวสิกวิดีโอเพลงที่มีชื่อว่า “Numb” (ที่แปลว่า ความชินชา หรือหมดความรู้สึก) ซึ่งยอดวิวมีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่า 560 ล้านครั้งนับตั้งแต่มีการโพสต์ในปี 2550

ฉันยังจำได้ว่าตอนฉันอายุ 14 ปี ฉันชื่นชอบเพลงนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาของเพลงเป็นการพูดถึงความขุ่นมัวที่ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของเหล่าวัยรุ่นอย่างฉันในตอนนั้น

ตอนฉันอายุได้ 12 ปี ฉันเคยสมัครเป็นประธานนักเรียนตอนเรียนประถม และรู้สึกผิดหวังมากเมื่อฉันไม่ได้ถูกรับเลือกให้เป็นประธานนักเรียน (แล้วต้องกลายเป็นแค่นักเรียนธรรมดาคนหนึ่ง) พอเข้าโรงเรียนมัธยม
ฉันก็กลายเป็นเด็กเกเรซึ่งในตอนนั้นฉันคิดว่ามันเท่ห์มากๆ แม้ว่าฉันจะเป็นเด็กเกเรในโรงเรียน แต่ก็ยังมีความกังวลที่ฉันเก็บไว้ในใจ ในตอนนั้นเนื้อเพลง “Numb” ได้ถ่ายทอดความรู้สึกในเพลงให้เห็นว่าฉันรู้สึกอย่างไรกับพ่อของฉัน ซึ่งโดยปกติแล้วคำพูดของฉันมักจะมาในรูปแบบของคำตำหนิแทนที่จะเป็นการให้กำลังใจหรือความห่วงใย

ในเนื้อเพลงดังกล่าวได้แปลความหมายในเพลงได้ประมาณว่า “ฉันกลายเป็นคนชินชา ฉันไม่รู้สึกว่าคุณอยู่ตรงนั้น/ ฉันเหนื่อยมากและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง/ มันทำให้ฉันกลายเป็นคนแบบนี้และทั้งหมดนี้ที่ฉันต้องการจะเป็น “ฉันอยากเป็นเหมือนฉันมากและไม่อยากจะเป็นเหมือนคุณ” เนื้อเพลงในบรรทัดสุดท้ายทำให้ฉันนึกถึงพ่อของฉัน โดยเฉพาะในท่อนที่บอกว่า “ฉันอยากเป็นเหมือนฉันมากและไม่อยากจะเป็นเหมือนคุณ”

แต่ทุกครั้งที่ฉันร้องท่อนคอรัสออกมานั้น เสียงเพลงนั้นไม่สามารถกลบเสียงของพระเจ้าในใจฉันได้ ดังนั้น ตลอดทั้งปีนี้ฉันจึงได้ถวายตัวของฉันให้กับองค์พระเยซูคริสต์

ไม่นานหลังจากนั้นฉันก็หยุดฟังเพลงของ Linkin Park เพราะฉันรู้ดีว่าข้อความหรือเนื้อหาในเพลงหลายเพลงของพวกเค้าไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของคริสเตียน ในท่อนสุดท้ายของเพลง “Numb” ได้ถ่ายทอดให้เห็นว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางและความภาคภูมิใจ ในทัศนคติที่พยายามจะสื่อให้เห็นว่า “ฉันดีกว่าคุณ” และตัวเราเองดีกว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายที่เราไม่เคารพ ดังนั้น ฉันจึงคิดว่าเนื้อหาในเพลงเหล่านั้นเป็นการแนะนำหรือชี้แนะเราในทางที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของฉันแต่อย่างใด

การที่ความรู้สึกของเราชินชากับอะไรซักอย่างหรือที่เรียกอีกอย่างว่าเป็น “การสูญเสียความรู้สึกหรือสูญเสียการตอบสนอง” แต่การที่เราสามารถรู้สึกถึงเจ็บปวดได้ มันหมายถึงความสามารถเข้าใจถ้าหากมีบางอย่างผิดปกติ และความสามารถนั้นก็มีความสำคัญ หากปราศจากตัววัดความเจ็บปวดในร่างกายของคนเราแล้ว ก็อาจจะทำให้มือของคนเราที่อยู่บนเตาเผาไหม้ได้โดยที่เขาไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ในฐานะนักเขียนบทความของคริสเตียนชาวอเมริกัน ฟิลิป แยงซี (Philip Yancey) เขียนในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า “พระเจ้าอยู่ที่ไหนเมื่อฉันเจ็บ?” “ตามคำจำกัดความของความเจ็บปวด เป็นเหมือนการบังคับให้เราเอานิ้วมือของเราออกจากเตาที่กำลังร้อน และเป็นเหมือนการรับประกันเราเป็นอย่างดีว่าจะช่วยให้เรารอดพ้นจากการถูกทำลาย ถ้าหากเราไม่มีสัญญาณเตือนความเจ็บปวดเหล่านั้น การตอบสนองของเราอาจจะไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างที่ควรจะเป็น “

หลังจากที่ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับชีวิตของ เชสเตอร์ เบนนิงตัน จากการรายงานข่าวบันเทิงดังกล่าว ทำให้ฉันสัมผัสถึงเจ็บปวดของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ประสบการณ์ของตัวฉันเองไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกับเขาได้เลย แต่ดูเหมือนว่าเขาทางออกในการจัดการกับความเจ็บปวดนั้นจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

ตั้งแต่อายุ 7-8ขวบ เขาก็ถูกข่มขู่จากเพื่อนรุ่นพี่จนกระทั่งอายุได้ 13 ปี พ่อแม่หย่าร้างเมื่อเขาอายุได้ 11 ขวบ การแต่งงานครั้งแรกของเขาจบลงด้วยการหย่าร้างในปี 2548 การต่อสู้กับยาเสพติดและแอลกอฮอล์ ทำให้เขาได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงจนกลายเป็นผลงานเพลงสุดฮิตที่เราคุ้นหูกัน แต่จุดจบที่ต้องเผชิญกลับไม่ใช่ความสำเร็จของวงแต่อย่างใด

เชสเตอร์ เคยกล่าวไว้ เมื่อปี 2009 ว่า “ผมเคยก้าวลงไปสู่ความคิดในแง่ลบจากประสบการณ์เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของผม ในความชินชาจากความรู้สึกเจ็บปวด และระบายมันออกมาผ่านทางบทเพลงของผม” เชสเตอร์ยังเคยกล่าวอีกว่า “หากไม่ใช่เพราะว่าผมรักในเสียงดนตรีและการร้องเพลงแล้วล่ะก็ ผมคงตายไปแล้วแน่นอนร้อยเปอร์เซนต์”

ในขณะที่เขาระบายความคิดในแง่ลบต่างๆที่เขามีออกมาผ่านทางเสียงเพลงและการผจญภัยต่างๆ (เช่นการวาดภาพ การแต่งเพลง หรือออกกำลังกายโดยการวิ่ง) มันก็คงจะดีกว่าการที่จะเก็บความรู้สึกเจ็บปวดทั้งหมดนั้นไว้เพียงแค่ภายในใจ เพราะการเก็บไว้ในใจมันไม่สามารถที่จะช่วยรักษาให้หายจากความเจ็บปวดนั้นได้เลย

ความรู้สึกเจ็บปวดจนชินชาก็คงจะเหมือนกับการใช้นิ้วอุดขวดน้ำจากรูที่มีรอยรั่วของขวดน้ำนั้น การรั่วไหลของน้ำอาจจะหยุดลงเพียงแค่ชั่วคราวแต่รูที่ทำให้น้ำรั่วนั้นยังคงอยู่ และรูนั้นก็หมายถึงปัญหาที่ยังคงมีอยู่
ถ้าหากวันนี้คุณรู้สึกเจ็บปวดและสิ้นหวัง ขอให้รู้ไว้ว่า พระองค์ทรงรักษาคนที่ชอกช้ำระกำใจและทรงพันผูกบาดแผลของเขา (สดุดี 147:3) เพราะว่าประชากรของเราได้กระทำความชั่วถึงสองประการเขาได้ทอดทิ้งเราเสีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเป็นแล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเองเป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตายซึ่งขังน้ำไม่ได้ (เยเรมีย์ 2:13) และพระเยซูตรัสตอบว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก 14แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 4:13-14)

ฉันอธิษฐานขอให้เราทุกคนได้พบกับสันติสุขที่แท้จริงและความชื่นชมยินดีที่มาจากพระเจ้า

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง