ความจริงที่ต้องเผชิญ ก่อน-หลัง แต่งงาน

วันที่ 4-7-2017 • บทความ • admin • 1 ความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Juli Vesiania, Indonesia
ผู้แปล-ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

“จากนั้นเค้าทั้งสองก็ครองรักกันอย่างมีความสุข”
นั่นเป็นตอนจบของหนังเรื่องหนึ่งที่ฉันดูอยู่หลังจากที่คู่รักได้แต่งงานกันในท้ายที่สุด คนสองคนตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน การแต่งงานคือสิ่งที่จะทำให้คนสองคนสร้างชีวิตคู่ร่วมกันได้อย่างสวยงาม ได้อย่างน่าประหลาดใจและทำให้ทั้งคู่อบอุ่นหัวใจเพราะมีกันและกัน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมฉันจึงอยากจะแต่งงานให้เร็วที่สุด เพราะว่าฉันอยากมีลูกตอนที่อายุยังน้อยและอยากจะเป็นเพื่อนเล่นกับลูกๆได้เหมือนที่แม่ของฉันเคยเป็น

อย่างไรก็ดี เมื่อฉันได้มีโอกาสแต่งงานเมื่อตอนที่ฉันอายุได้ 24 ปี ฉันกลับไม่แน่ใจกับการแต่งงานในครั้งนี้

อุปสรรคก่อนแต่งงาน

หนึ่งเหตุผลคือ ฉันไม่แน่ใจว่าแฟนของฉันคือ “คนที่ใช่จริงๆ” สำหรับฉันหรือเปล่า และฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเค้าคือคนที่พระเจ้าทรงประทานมาให้? ฉันมั่นใจมากแค่ไหนที่จะตกลงปลงใจและใช้ชีวิตกับผู้ชายคนนี้? ฉันจะสามารถเป็นคู่อุปถัมภ์สำหรับเค้าได้จริงๆหรือเปล่า? ฉันมีคำถามมากมายที่วนเวียนอยู่ในหัวเต็มไปหมด มันทำให้ฉันลังเล

นั่นคือช่วงเวลาที่ฉันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เหตุผลอะไร? ทำไมฉันจึงตัดสินใจคบกับผู้ชายคนนี้ในครั้งแรก? ฉันเคยถามแฟนของฉันกับคำถามง่ายๆว่า คุณเกรงกลัวพระเจ้าหรือเปล่า? คุณเองมีความรับผิดชอบมากแค่ไหน? แล้วอนาคตของเราจะเป็นอย่างไรเมื่อเราคบกันจนถึงขั้นแต่งงาน?

เมื่อฉันนึกถึงคำตอบของคำถามเหล่านั้นที่เค้าเคยให้กับฉัน เราจึงตัดสินใจที่จะเริ่มคบกัน หลังจากที่ฉันเรียนรู้จักเค้ามาได้พอสมควรตลอดเวลาที่เราพบคบกัน ฉันก็เริ่มมั่นใจแล้วว่าเค้าคือคนที่ “ใช่” สำหรับฉัน ท้ายที่สุดเราจึงตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน

อุปสรรคหลังจากที่แต่งงาน

หลังจากแต่งงานกันได้ซักพัก ฉันเริ่มที่จะมองเห็นว่าจริงๆแล้วชีวิตแต่งงานของเรานั้นไม่ได้สวยงาม ไม่ได้เป็นที่ประทับใจ และไม่ได้อบอุ่นตลอดเวลา มันไม่เหมือนกับงานเลี้ยงอย่างแน่นอน การแต่งงานก็เหมือนกับการเผชิญกับชีวิตจริงหลังจากที่งานเลี้ยงได้เลิกรา การแต่งงานก็เป็นเหมือนอย่างที่เราทั้งหลายรู้กันว่า คนสองคนที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกัน แล้วเมื่อตกลงมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้วก็จะต้องพยายามปรับตัวเข้าหากัน—แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

ก่อนหน้าที่เราจะตกลงแต่งงานกันนั้น เรามีโอกาสได้ใช้เวลาด้วยกันแค่อาทิตย์ละครั้ง ฉะนั้น เราจึงไม่ค่อยเห็นความแตกต่างของกันและกันมากซักเท่าไหร่ แต่หลังจากที่แต่งงานกันและต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันทุกวันๆแล้ว จึงเริ่มรู้ว่าจริงแล้วเราต่างกันมากขนาดไหน

ฉันชอบอาหารที่มีรสชาตออกเค็มแต่สามีของฉันชอบอาหารที่มีรสชาตออกหวาน เมื่อเราต้องออกไปทานอาหารนอกบ้าน ต่างคนก็ต่างสั่งในเมนูที่ตัวเองชอบ เมื่อฉันต้องทำกับข้าวกินเองที่บ้านฉันจะเลือกทำสองเมนูและจะทำของโปรดของฉันอย่างหนึ่งและของสามีอีกอย่างหนึ่ง แต่ความต่างในเรื่องของรสชาตที่แต่ละคนชอบนั้น มันทำให้เราต้องทำข้อตกลงร่วมในการใช้ชีวิตประจำวันของกันและกันด้วย

สิ่งที่แตกต่างกันอีกอย่างหนึ่งคือ เวลานอนที่ไม่ตรงกัน ฉันเป็นคนที่นอนแต่หัวค่ำและชอบตื่นแต่เช้าเพราะฉันนั้นในตอนเช้าฉันจะสดชื่นเป็นพิเศษ แต่สามีฉันเป็นคนนอนดึก นี่แหละคือปัญหาเพราะเรานอนห้องเดียวกัน เพราะบางครั้งสามีของฉันอาจจะอยากเปิดไฟเพื่อที่จะทำงานของเค้าในบางวัน ในช่วงที่เค้าทำงานฉันก็จะมุกหน้าไปอยู่ใต้หมอน ปิดตาไว้ และก็ปิดหู เมื่อทนไม่ได้ฉันก็จะตะโกนออกไปว่า “ปิดไฟได้มั้ย ฉันง่วงนอน!”

นี่อาจจะดูเหมือนเป็นปัญหาธรรมดาๆทั่วไป แต่ถ้าไม่จัดการปัญหาให้ดี สำหรับคู่สามีภรรยาแล้วอาจจะถึงขั้นแตกหักได้

วันหนึ่ง ฉันพบคำอธิษฐานจากนักบวชชาวอเมริกันที่ชื่อ Reinhold Niebuhr เป็นคำอธิฐานที่ดีมากๆที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ฉันได้มีโอกาสจัดการกับปัญหาในชีวิตสมรสได้อย่างชาญฉลาด

พระคุณของพระเจ้าที่มีต่อเรานั้นย่อมมาพร้อมกับสันติสุขที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
กำลังใจเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เราควนจะเปลี่ยนแปลง
และชัยชนะที่นำไปสู่ความแตกต่างจากผู้หนึ่งไปยังอีกผู้หนึ่ง

ในคำอธิษฐานนี้ได้ย้ำเตือนกับฉันว่ามีหลายสิ่งในชีวิตของเราที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แทนที่จะเปลี่ยนเราจำเป็นที่จะต้องปรับตัวและยอมรับกับสิ่งเหล่านั้น ฉันไม่สามารถเปลี่ยนสามีของฉันให้มาชอบอาหารรสเค้มเหมือนฉันได้หรือไม่สามารถเปลี่ยนให้เขาเลิกนอนดึกได้ แต่สิ่งที่ฉันสามารถทำได้คือเรียนรู้ที่จะปรับตัวและยอมรับในสิ่งที่เค้าชอบได้

บางครั้งอาจจะยาซักหน่อยเมื่อสิ่งที่ฉันต้องการไม่เหมือนกับสิ่งที่เค้าต้องการ แต่ถ้ามันเป็นแค่เพียงสิ่งที่ฉันต้องการเท่านั้น ฉันคิดว่าฉันจำเป็นต้องยอม เพื่อที่จะได้สิ่งที่จำเป็นมากกว่าให้กับสามีของฉันถ้าฉันต้องการที่จะรักษาชีวิตคู่ของฉันไว้ให้อยู่อย่างสงบสุข (โรม 12:18) ฉันจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะเป็นฝ่ายยอม

เมื่อเรายอมที่จะฟังกันด้วยความเคารพ (เอเฟซัส 5:21) เราก็สามารถที่จะสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ในชีวิตสมรส ความแตกต่างเล็กๆน้อยไม่สามารถที่จะมากระทบความสัมพันธ์ของเราสองคนได้อีกต่อไป

5 เดือนแรกของการแต่งงาน ฉันรู้สึกว่าพระเจ้ากำลังขัดเกลาและตกแต่งชีวิตของฉัน ผ่านทางประสบการณ์ที่ดีและไม่ดีที่ฉันต้องเจอกับสามีของฉัน ถึงแม้ว่าเราจะต้องเผชิญกับความแตกต่างในบุคลิกลักษณะและนิสัยของแต่ละคน ฉันยังได้รับการตักเตือนอีกว่าการแต่งงานไม่ใช่การไล่ตามหาความสุข

แทนที่จะตามหาความสุข นักเขียนชาวอเมริกันที่ชื่อ แกรี่ โทมัส (Gary Thomas) ได้เขียนไว้ในหนังสือของเค้าว่า การแต่งงาน หมายถึง การที่พระเจ้าจะทรงขัดเกลาชีวิตของเรา เพื่อที่เราจะมีชีวิตเหมือนอย่างองค์พระเยซูคริสต์ให้มากที่สุด เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคู่แต่งงานเกิดขึ้น พวกเค้าก็จะต้องผ่านการขัดเกลาจากพระเจ้าด้วยเช่นกัน ความสุขไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการแต่งงาน แต่จะมีสิ่งที่พิเศษยิ่งกว่าที่เราจะได้รับ ในระหว่างที่เรากำลังถูกขัดเกลานั้น

ดังนั้น การแต่งงานยังคงเป็นความสุขที่สวยงามอยู่หรือไม่? คำตอบคือ “แน่นอน” ย่อมต้องเป็นความสวยงามเสมอ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องเผชิญกับปัญหาอะไรเลย หรือทุกอย่างมันจะต้องราบรื่นไปหมด ชีวิตจริงของคู่สมรสย่อมไม่เหมือนกับในหนังอย่างแน่นอน แต่ว่ายังคงความสวยงามเพราะว่าความเชื่อและความรู้ที่เรามีต่อพระเจ้าจะเติบโตขึ้นและจะสร้างให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นนั่นเอง

Tags: , , , ,

One Response

  1. saipin

    อาเมน
    ขอบคุณพระเจ้าและทีมงานสำหรับเรื่องราวที่น่าสนใจนี้
    แต่เวลาอ่านจะสะดุดเป็นระยะๆ เพราะการสะกดคำค่ะ
    น่าจะมีผู้ตรวจทานก่อนทำการเผยแพร่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง