เสพความบันเทิงอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

วันที่ 30-6-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Karen Kwek, Indonesia
ผู้แปล-ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

สื่อบันเทิงในรูปแบบไหนที่คุณชอบมากที่สุด? ส่วนฉันชอบกีฬาและการอ่าน วันพักผ่อนที่ดีที่สุดของฉันคือการที่ได้ใช้เวลาออกกำลังกายซัก 2-3 ชั่วโมงที่ยิมหรือไปปั่นจักรยานที่สวนสาธารณะ หลังจากนั้นก็จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ขลุกอยู่กับการอ่านหนังสือดีๆซักเล่ม

เมื่อไม่นานมานี้ฉันก็เพิ่งอ่านนิยายจีนเล่มที่สามจบไป ชื่อเรื่อง “ประมุขหลางหยา บัณฑิตกิเลน (Nirvana in Fire)” และตอนนี้ก็กำลังอ่านหนังสือเรื่อง “หลักการประกาศกับกลุ่มอนุชน:คำแนะนำเบื้องต้น (Gospel-Centered Youth Ministry: A Practical Guide)” ส่วนมากหนังสือที่ฉันอ่านจะมีความหลากลายและแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นแนวนวนิยายหรือสารคดี หรือหนังสือคริสเตียน บางทีฉันก็ชอบอ่านแนวแฟนตาซี,อาชญากรรม และประวัติศาสตร์ เป็นต้น

ฉันชอบดนตรีและศิลปะเช่นกัน ทุกๆปีฉันจะเก็บเงินไว้ส่วนหนึ่งสำหรับซื้อตั๋วชมคอนเสิร์ต ไม่ว่าจะเป็นแนวคลาสสิค แนวป๊อบ มันทำให้ฉันมีความสุขมาก ฉันเคยซื้อตั๋วไปดูคอนเสิร์ต “เบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิก (Berlin Philharmonic)” ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในช่วงวันหยุดด้วย และที่ลืมไม่ได้เลยคือ ฉันชอบดู “ซีรี่ย์เกาหลี” อีกด้วย อันที่จริงแล้วฉันใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนนอนเพื่อดูซี่รีย์เกาหลีทุกคืน
ถ้าคุณชอบในสิ่งที่ฉันเล่ามาข้างต้นนี้ ได้โปรดสนับสนุนในสิ่งที่ฉันชอบนี้ด้วย นี่คือข้อพระคัมภีร์ในพระธรรมปัญญาจารย์ที่ฉันชอบอยู่ 2 ข้อ ซึ่งเมื่อคุณได้อ่านคุณจะเห็นด้วยกับฉันเป็นอย่างยิ่ง
“หามีมนุษย์คนใดรั้งจิตวิญญาณได้ไม่ หรือหามีอำนาจอันใด เหนือวันตายไม่ การสงครามย่อมไม่มีการปลดปล่อย ความอธรรมย่อมไม่ช่วยผู้ที่ถูกมอบให้ไว้” — ปัญญาจารย์ 8:8

“บรรดาการนี้ข้าพเจ้าเห็นหมดแล้ว เมื่อข้าพเจ้าสนใจกิจการทุกอย่างที่ เขากระทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์ มีวาระซึ่งให้คนหนึ่งมีอำนาจเหนือ อีกคนหนึ่งที่จะมาทำอันตรายเขา” — ปัญญาจารย์ 8:9
ใจความสำคัญของข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ก็คือว่าให้เรามีความสุขกับชีวิตให้ถึงขีดสุด หมายความว่าถ้าหากสื่อบันเทิงเหล่านั้นเป็นงานอดเรกที่คุณชอบและคุณก็ยังหนุ่มแน่นคือยังมีแรงอยู่ ก็จงใช้ชีวิตให้มีความสุขไปกับกับมัน เพราะฉันเคยรู้จักเพื่อคนหนึ่ง เค้าเล่าให้ฉันฟังว่า เค้าเสียใจที่เค้าไม่อ่านหนังสือที่เค้าชอบให้จบเมื่อตอนที่เค้ายังอายุน้อยกว่านี้ ตอนนี้เมื่อเค้ามีอายุมากขึ้น สายตาของเค้าก็เริ่มฟ่าฟาง จนทำให้เค้าไม่สามารถที่อ่านหนังสือได้ เพราะถ้าอ่านเค้าก็มักจะปวดหัวไปด้วย

เมื่อพูดถึงซีรี่ย์เกาหลี อย่าได้หลงเชื่อคนที่ชอบบอกว่า “อย่าไปดูเลยซีรี่ย์เกาหลี มันจะฆ่าเซลล์สมอง เดี๋ยวสมองจะไม่ทำงานเพราะดูหนังพวกนี้” อย่างไรก็ดี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ได้เกี่ยวกับว่าคุณชอบสื่อบันเทิงแบบไหน แต่มันเกี่ยวกับว่าคุณกำลังสนใจอะไรอยู่ (ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือหรือฟังเพลง) ไม่ว่าจะใช้เวลากับสิ่งนั้นไปมากเท่าไหร่ หรืออะไรที่กำลังดึงดูดความสนใจคุณ

จากประสบการณ์ในการดูซีรี่ย์เกาหลีมาหลายเรื่อง ฉันก็พบว่าซีรี่ย์บางเรื่องก็ให้แรงบันดาลใจและข้อคิดดีๆได้เป็นอย่างมาก ซีรี่ย์ที่ฉันเพิ่งจะดูจบไปมีชื่อว่า “Marriage Contract ” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ จี ฮุน ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยมากและแม่ของเธอที่ชื่อ เฮ ซู ก็เป็นแม่ม่ายที่แต่งงานเพราะมีเงื่อนไขสัญญา แม้ว่าในซีรี่ย์เรื่องนี้จะไม่มีฉากรักที่เร่าร้อน แต่ด้วยเทคนิคการกำกับภาพด้วยความเป็นมืออาชีพ ตลอดจนความรอบคอบในการเขียนบทตัวละครในแต่ละตัวและใส่ใจในรายละเอียด จึงทำให้ละครเรื่องนี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมจริงและเป็นธรรมชาติ โดยซีรี่ย์เรื่องนี้มีนักแสดงนำอย่าง ยู อี (หนึ่งในนักร้องนำเกิร์ลกรุ๊ปของ K-pop) ซึ่งรับบทเป็น เฮ ซู ซึ่งบล็อกเกอร์ชาวเน็ตต่างก็วิพากษ์วิจารย์ว่าในตัวละครนี้ตัวนี้มีคาแร็คเตอร์ที่เหมาะกับเธออย่างไม่ต้องสงสัยเลย พวกเค้ากล่าวว่า : “เราคิดว่าบทบาทของเฮ ซูในซีรี่ย์เรื่องนี้มีการถ่ายทอดออกมาอย่างอ่อนหวาน ด้วยการแสดงออกของความรักที่เธอมี เธอเหมือนแสงแดดที่อบอุ่น และเปล่งประกาย ถึงแม้ว่าเธอจะยังไม่ถือว่าสมบูรณ์แบบที่สุดแต่เธอก็มีรูปแบบที่น่าสนใจในการนำเสนอความเป็นตัวละครตัวนั้น” ฉันจึงนึกย้อนกลับมาดูที่ตัวเอง แล้วพูดกับตัวเองว่า “เฮ้! ฉันอยากเป็นตัวละครตัวนั้น”

ในส่วนของหนังสือที่ฉันได้เคยอ่านมา มีหลายเรื่องที่ได้ให้แง่คิดที่มีค่ามากกับฉัน เช่น หนังสือเล่มล่าสุดที่ฉันได้อ่าน คือ เรื่อง “ประมุขหลางหยา บัณฑิตกิเลน (Nirvana in Fire)” ตัวละครที่สำคัญ ที่รับบทเป็นผู้นำของสามเหล่าทัพที่ชื่อ เหมย ชาง ซู เค้าต้องการจะแก้ไขมรสุมปัญหาที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา แล้วเรื่องราวที่เกี่ยวกับจักรพรรดิซึ่งเป็นมหาอำนาจผู้ที่มีความหยิ่งยโส เพื่อที่จะต้องยอมรับความผิดพลาดของตน และต้องการที่จะเป็นที่จดจำของผู้คนเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ของตนในฐานะจักรพรรดิ จึงได้ใช้อำนาจนั้นเข่นฆ่าผู้คน แต่วิธีการหรือยุทธวิธีของ เหมย ชาง ซู นั้นไม่ใช่เรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจเท่าไหร่นัก เขาไม่ยอมที่จะถูกแก้แค้น และพยายามที่จะหาจังหวะและเวลาที่เหมาะสมเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายของเขา เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ได้มีการอ้างอิงประวัติศาสตร์ซึ่งชวนให้ติดตาม เป็นเป็นเหมือนเรื่องราวที่เราอ่านแล้วเราสามารถนึกย้อนเวลาไปถึงเมื่อสมัยก่อยนั้นได้ มีกลิ่นอายในยุคจีนสมัยสงคราม แต่สิ่งที่สนุกที่สุดในหนังสือเล่มนี้ก็คือไหวพริบอันชาญฉลาดของคนในสมัยนั้น รวมถึงมิตรภาพและความจงรักภักดีที่มีต่อกัน

ดังนั้น สื่อบันเทิงที่ดีจริงๆสามารถช่วยให้เรานำชีวิตที่มีความหมายได้ ถ้ามันจะช่วยเตือนเราเกี่ยวกับคุณธรรมบางอย่าง และเป็นแรงบันดาลใจให้เราตั้งใจที่จะทำความดีหรืออาจจะช่วยให้ร่างกายเราได้รับมากกว่าการพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น แต่ในขณะที่เรากำลังเสพสื่อแห่งความบันเทิงต่างๆ เราจำเป็นต้องระลึกไว้เสมอว่า“ในสิ่งที่เราทำต้องจำไว้ว่า เราจะต้องรับผิดชอบต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า” (ปัญญาจารย์ 8:9) นั่นหมายความว่า อย่าเลือกที่จะมีความสุขจากการทำบาปและอย่าเลือกความสุขอย่างอื่นนอกเหนือจากพระเจ้า แต่ให้เราเลือกที่จะพบความสุขในสิ่งที่ทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัยด้วย ในความเป็นจริงแล้วนี่เป็นวิธีเดียวที่เราจะสามารถมีความสุขในการดำเนินชีวิตของเราและเป็นของขวัญที่ดีที่สุด ทั้งยังความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน แทนที่เราจะเสพความบันเทิงที่ให้ความสุขแก่เราได้เพียงแค่ในระยะสั้น นี่คือสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าได้บอกกับเรา:“จงชื่นชมยินดีกับชีวิตอย่างเต็มที่ภายใต้ความยำเกรงพระเจ้า”

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง