เราสามารถที่จะเป็นคนรวยและถวายเกียรติพระเจ้าในเวลาเดียวกันได้หรือไม่

วันที่ 16-6-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

Photo credit: Peter Hellberg via Foter.com / CC BY-SA

ผู้เขียน: JOANNA H.,SINGAPORE
ผู้แปล-เรียบเรียง: ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

กลุ่มอนุชนที่คริสตจักรของฉันได้เริ่มศึกษาบทเรียนในหัวข้อเรื่อง “สันติสุขที่แท้จริง” และในบทเรียนแรกเราเริ่มศึกษาจากพระธรรม ลูกา 6:20 ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล จากนั้นมีอนุชนคนหนึ่งตั้งคำถามกับพวกเราว่า “คริสเตียนไม่สามารถที่จะรวยได้เลยเหรอ?”

ฉันนึกไว้อยู่แล้วว่าจะต้องมีซักคนที่ถามคำถามนี้ , เพราะพระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายที่เป็นคนยากจนก็เป็นสุข” และพระสัญญาของพระองค์ที่มีต่อคนจนว่า “แผ่นดินของพระเจ้าเป็นของท่าน” ดังนั้นจึงทำให้ชวนคิดว่า “ควรที่ผู้เชื่อจะตั้งใจแน่วแน่เพื่อที่จะให้ได้เป็นคนจน?” หรือ “ควรที่ผู้เชื่อจะหลีกเลี่ยงในการที่จะเป็นคนร่ำรวย?”

หากเราอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลจนจบ ฉันคิดว่าเราทั้งหลายจะพบคำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนว่า “จะไม่มี” …. “ความจน” อีกต่อไป ในที่นี้หมายความว่า “ผู้ใดก็ตามที่ยังขาดอยู่เพราะความเชื่อที่เขามี… ไม่ใช่เพียงแต่ทรัพย์สินเท่านั้น” ในพระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึงบุคคลหลายคนที่ไม่ใช่เพียงแต่ร่ำรวยเงินทองแต่พวกเค้าเหล่านั้นยังมีความเชื่อที่เข้มแข็งและติดสนทกับพระเจ้ามากอีกด้วย พวกเค้าได้รับพระพรและได้รับการยกย่องอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อับราฮัม,โยบ และ กษัตริย์ดาวิด ล้วนแต่เป็นบุคคลที่ถือว่าร่ำรวยมากและยังติดสนิทกับพระเจ้าอีกด้วย

ถึงอย่างไรก็ดี ยังมีคำถามที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นอีกว่า “คริสเตียนสามารถที่จะร่ำรวยเงินทองและติดสนิทกับพระเจ้าด้วยในเวลาเดียวกันได้หรือไม่์” และหากผู้ที่ได้รับการอวยพรอย่างมากมายด้วยทรัพย์สินสิ่งของไม่ว่าจะเป็นเพราะพื้นฐานครอบครัวที่ร่ำรวยอยู่แล้วหรือมีรายได้สูงจากหน้าที่การงานที่มั่นคง ผิดหรือไม่ถ้าพวกเค้าจะต้องกลายเป็นคนรวย? และ “คริสเตียนควรจะมีมุมมองหรือทัศนคติเกี่ยวกับความมั่งคั่งร่ำรวยนี้อย่างไร? มีหลักการที่เราควรจะคำนึงถึงอยู่ด้วยกัน 3 หัวข้อ ได้แก่

1) เราจะต้องไม่ลุ่มหลงในทรัพย์สินเงินทอง (ถ้าเราเป็นคนรวย)

“ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากแห่งความชั่วทั้งมวล และเพราะความโลภนี่แหละ จึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์” 1ทิโมที 6:10

หากเรากำลังมองหาเหตุผลและความปราถนาที่อยากจะเป็นคนร่ำรวยแต่ในเวลาเดียวกันก็อยากที่จะติดสนิทกับพระเจ้าด้วย เราอาจจะผิดหวังกับคำตอบที่ได้รับ ฉันยอมรับว่าฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยเผชิญกับปัญหานี้ มีหลายครั้งที่ฉันไล่ตามความมั่งคั่งร่ำรวยและทรัพย์สิ่งของบนโลกนี้ ฉันก็ถูกเตือนอยู่บ่อยครั้งด้วยพระคำของพระเจ้าและพี่น้องในพระคริสต์หลายคนว่าฉันไม่ควรวิ่งไล่ตามสิ่งเหล่านั้น

“เงิน” ด้วยตัวของมันเองไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายแต่อย่างใดและปัญหามันก็ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะร่ำรวยหรือไม่ แต่ความปรารถนาที่จะเป็นคนรวยและรักในทรัพย์สินเงินทองต่างหากที่ทำให้คนเรามีปัญหา ดังข้อพระคัมภีร์ได้ชี้ให้เห็นเมื่อเราตกเป็นเหยื่อการล่อลวงของความมั่งคั่งทางวัตถุ ที่เราจะไม่มีวันพอเพราะความโลภและจะหลงทางและห่างออกจากพระเจ้า

จึงไม่สงสัยเลยที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสไว้ในพระธรรม มัทธิว 6:24 ว่า “ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่ง และจะรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านจะปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้” ดังนั้น การเข้าใกล้พระเจ้าจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของเรา และเป็นการออกห่างจากความลุ่มหลงในทรัพย์สินสิ่งของ ดังเช่นในพระธรรม ฮีบรู 13:5 “ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่า เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย”

2) เราต้องอย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก

“อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก ที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้ แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้” (มัทธิว 6:19-20)

ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ทำให้เรามองเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทรัพย์สมบัติและความมั่งคั่งในโลกใบนี้จะไม่มีที่สิ้นสุด มันจะมีวันพังทลายและย่อยยับไปในที่สุด แต่สิ่งที่ยั่งยืนก็คือการกระทำอันเป็นที่พอพระทัยและถวายเกียรติเพื่อพระสิริของพระเจ้า เหล่านี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของเราซึ่งจะเป็นชีวิตนิรันดร์ของเราทั้งหลายด้วย ทรัพย์สมบัติเพียงอย่างเดียวที่เราควรปรารถนาคือรางวัลที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้แก่ผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ ผู้ที่ทุ่มเทรับใช้ด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดกำลังเพื่อแสวงหาและทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ถ้าเป้าหมายและความใฝ่ฝันในชีวิตของคุณคือการหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อจะได้มีบ้านสวยๆและรถหรูๆขับ สนุกกับชีวิตที่มีแต่ความสะดวกสบาย เราเองก็ไม่ต่างไปจากคนรวยที่โง่งม หลงคิดว่าชีวิตของตนนั้นประสบความสำเร็จและมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ โดยไม่คำนึงถึงชีวิตหลังความตายว่าความร่ำรวยของโลกนี้ ไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับชีวิตนิรันดร์ (ลูกา 12:13-21)

จิตสำนึกของความต้องการความสุขส่วนตัวของเรา ไม่เพียงแต่ไม่เสริมสร้างชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราเท่านั้น แต่องค์พระเยซูคริสต์ทรงเรียงสิ่งนั้นว่า “ความโง่เขลา”

3) เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม หากวันหนึ่งเรากลายเป็นคนมั่งคั่งร่ำรวย

“พระเยซูทรงเพ่งดูคนนั้น ก็ทรงรักเขาแล้วตรัสว่า “ท่านยังขาดอยู่สิ่งหนึ่ง จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนอนาถา แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้วจงตามเรามาและเป็นสาวกของเรา” เมื่อเขาได้ยินคำนั้น หน้าของเขาก็สลดลง แล้วคนนั้นออกไปเป็นทุกข์ เพราะเขามีทรัพย์สิ่งของเป็นอันมาก พระเยซูจึงทอดพระเนตรรอบๆ แล้วตรัสแก่เหล่าสาวกว่า “คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก็ยากจริงหนา” (มาระโก 10:21-23)

ถ้าวันหนึ่งเราไปอยู่ในตำแหน่งของคนที่มีความมั่งคั่ง – ไม่ว่าจะเป็นผลอันเนื่องจากการตั้งใจทำงานของเราหรือจากพื้นฐานครอบครัวของเราที่ร่ำรวยอยู่แล้ว เราถูกสอนไม่ให้ยึดติดกับความมั่งคั่งเหล่านั้นของเรา ถ้าเราพบว่าเราไม่สามารถที่จะตัดใจไม่ให้ลุ่มหลงในทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นได้ นั่นหมายความว่าเรากำลังพึ่งพาหรือปล่อยให้ชีวิตขึ้นอยู่กับเงินทองแทนที่จะพึ่งหรือให้ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับน้ำพระทัยของพระเจ้า

ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็บอกให้เราช่วยเหลือคนที่ต้องการการช่วยเหลือจำเป็นจากเราอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือผ่านทางการถวายเงินสนับสนุนด้วย ในพระกิตติคุณจากพระธรรม ลูกา ได้บอกกับเราว่า “ท่านจึงตอบเขาว่า “ผู้ใดมีเสื้อสองตัวจงปันให้แก่คนไม่มี และใครมีอาหารจงปันให้เหมือนกัน” (ลูกา 3:11) ฉันรู้ว่าสำหรับคริสเตียนบางคนนั้นอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่พวกเค้าก็เต็มใจที่จะถวายให้สำหรับผู้ที่ยากไร้หรือต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

มันอาจจะเป็นเหมือนหน้าที่ของผู้ที่มากมากกว่าที่จะแจกจ่ายหรือแบ่งปันบ้างให้กับผู้ที่มีน้อยกว่า มันคือความรับผิดชอบที่พระเจ้าทรงมอบให้กับเราทุกคน และมันเป็นการสำแดงออกเพราะเราถูกเรียกให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

ดังนั้น มันผิดรึเปล่าที่เราเป็นคนร่ำรวย? ในพระคัมภีร์ได้บอกกับเราว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะเป็นคนร่ำรวยหรือไม่ เพราะถือว่าไม่ผิดอะไรเลยที่เราจะเป็นคนร่ำรวยหรือทำงานหนักเพื่อหารายได้ ตราบเท่าที่เราไม่ได้ให้เงินทองเหล่านั้นมีความสำคัญอยู่เหนือพระเจ้า
ขอให้เราทั้งหลายละความปรารถนาในทรัพย์สมบัติและความต้องการที่จะแสวงหาความร่ำรวยฝ่ายเนื้อหนังจากโลกนี้และใช้สิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราเพื่อให้ชีวิตของเราเป็นท่อพระพรแก่ผู้อื่น

“เรามีเพียงชีวิตเดียว ไม่ช้าก็ต้องจากโลกนี้ไป มีสิ่งเดียวที่จะคงอยู่ คือสิ่งที่เรากระทำเพื่อพระคริสต์ ”—C. T Studd

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง