เปลี่ยนกลิ่น…(ทุเรียน!) ให้เป็นกลิ่นหอมของพระคริสต์

วันที่ 5-6-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : ทิพย์สุพร ชาน
ผู้เรียบเรียง : อ.จงกลณี สัมปชัญญานนท์

เมื่อพูดเรื่องกลิ่นแล้ว แน่นอนว่าเราทุกคนต่างก็อยากจะดม “กลิ่นหอม” ให้นานๆ คงไม่มีใครอยากจะใช้เวลาดม “กลิ่นเหม็น” นานๆหรอกใช่มั้ย?

บทความที่เรากำลังจะพูดถึงนี้เป็นเรื่องราวของ “กลิ่น” และตัวอย่างของกลิ่นที่จะสามารถทำให้เราทั้งหลายเห็นภาพและนึกถึงได้อย่างชัดเจน หนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็น “กลิ่นของทุเรียน” ดังนั้น ในวันนี้จึงขอเอาใจคนรักทุเรียนและเกลียดทุเรียนกันหน่อยค่ะ… เอ๊ะ! ยังไง อ่านแล้วงง?

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเองชอบกินทุเรียนมาก ยิ่งโดยเฉพาะในฤดูนี้ ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนๆก็เจอแต่ร้านขายทุเรียน กินบ่อยจนวันหนึ่ง เกิดเป็นข้อคิดดีๆขึ้น จึงอยากจะนำเอาข้อคิดดีๆที่ได้จากกลิ่นของทุเรียนนี้ มาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตในแบบของคริสเตียนอย่างเราๆ และก็เป็นคำถามให้ให้ได้คิดกับตัวเองว่า “ฉันจะทำอย่างไรจึงจะเป็นกลิ่นหอม (ที่รุนแรงและติดทนนาน) ของพระคริสต์ได้?” คือ เมื่อผู้อื่นได้กลิ่นแล้ว อยากจะเข้ามาลองลิ้มชิมรส เพราะสำหรับคนที่ชอบกินทุเรียนนั้น เมื่อได้กลิ่นของทุเรียนก็เป็นต้องวิ่งเข้าไปหาทันที! (อันนี้สาวกทุเรียนรู้ดี!) ในทางกลับกันสำหรับคนที่ไม่ชอบหรือเกลียดทุเรียนนั้น เมื่อได้กลิ่นของทุเรียนมาแต่ไกลเมื่อใดเป็นต้องวิ่งหนีทันที! เช่นกัน ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น พี่น้องที่รักในพระคริสต์ วันนี้ขอวอนว่าคนที่เกลียดทุเรียนอย่าเพิ่งร้องยี้! และกดผ่านนะคะ! รออ่านบทความนี้ให้จบก่อน แล้วรับรองว่าคุณจะได้ข้อคิดดีๆจากบทความที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ อย่างแน่นอน!

ในฤดูกาลนี้ต้องยอมรับว่าผลไม้ที่มาแรงแซงทางโค้งและโด่งดังมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น “ทุเรียน” ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็ต้องเจอร้านขายทุเรียน อย่างน้อยซักหนึ่งร้าน บางทีเดินผ่านบ้านคนก็ยังได้กลิ่นทุเรียนมาแต่ไกล ที่ว่าโด่งดังก็ถึงขนาดว่ามีการจัดเทศกาล “บุฟเฟ่ต์ทุเรียน” ให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถึงขนาดที่จะต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาลองลิ้มชิมรสทุเรียนของไทยเรากันเลยทีเดียว เราคนไทยก็ได้แต่ภูมิใจว่า “ทุเรียนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก!!”

มาทำความรู้จักกับทุเรียนกันซักเล็กน้อย จากที่ได้อ่านและศึกษามาพอคร่าวๆจากหลายๆที่ก็ได้ความรู้มาว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ราชาของผลไม้” ผลของทุเรียนจะมีหนามหุ้มอยู่ทั่วทั้งเปลือก ทุเรียนจะปลูกกันมากและนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายในประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น คือ ในแถบประเทศแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนสายพันธ์ของทุเรียนนั้นก็มีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ที่นิยมและเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในบ้านเราก็จะมี พันธุ์หมอนทอง ก้านยาว ชะนี และกระดุม ฯลฯ ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงจึงไม่เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน อุดมไปด้วยกำมะถันและไขมัน ใบและเปลือกยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้หลายอย่างอีกด้วย

แต่ความพิเศษของผลไม้ชนิดนี้ก็คือ “กลิ่นของมัน!” เพราะทุเรียนสามารถเป็นกลิ่นที่หอมสำหรับใครบางคน และก็อาจจะเปลี่ยนเป็นกลิ่นเหม็นสำหรับใครหลายคนหรือเป็นกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียนไปเลยก็ได้

เคยสังเกตุกันไหมว่าทุเรียนมีความแปลกตรงที่เมื่อเรากินเข้าไปแล้วกลิ่นของมันจะติดอยู่กับเราไปนานข้ามวัน ถึงแม้ว่าเราจะอาบน้ำแปรงฟันแล้วก็ตาม หรือแม้ว่าเราจะยังไม่ได้กินทุเรียนเลย แต่กลิ่นของมันก็สามารถส่งมาถึงเราได้แต่ไกล นี่เป็นความน่ามหัศจรรย์ของผลไม้ชนิดนี้ที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง

เมื่อมานั่งศึกษาถึงความมหัศจรรย์ของทุเรียนแล้ว ก็ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องของการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเราในฐานะที่เป็นคริสเตียน อยู่ๆพระวจนะคำตอนนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของฉัน จากพระธรรม 2โครินธ์ 2:15 ได้กล่าวว่า “เพราะว่าเราเป็นกลิ่นอันหอมหวาน ที่พระคริสต์ถวายพระเจ้าในหมู่คนที่กำลังจะรอด และคนที่กำลังประสบความพินาศ” ทำให้ฉันเกิดคำถามกับตัวเองว่า การดำเนินชีวิตของเราเป็นกลิ่นแบบไหน? เราเป็นเหมือนทุเรียนที่ส่งกลิ่นหอมหวาน คือ สำแดงองค์พระเยซูคริสต์ผ่านทางชีวิตของเราในทุกๆวันหรือเปล่า? หรือเราส่งกลิ่นหอมบ้างส่งกลิ่นเหม็นบ้างในบางวัน คือ สำแดงความรักขององค์พระเยซูคริสต์บ้างในบางวัน? หรือเราส่งกลิ่นเหม็นมาก คือ ไม่ดำเนินชีวิตในทางอันชอบธรรมของพระองค์ และไม่เคยสำแดงความรักองค์พระเยซูคริสต์ต่อผู้อื่นผ่านทางชีวิตของเราเลย?

เมื่อเกิดคำถามมากมายขึ้น ฉันจึงมานั่งอ่านพระคัมภีร์ แล้วค้นหาคำตอบจากพระวจนะของพระเจ้าว่า

“ทำอย่างไรชีวิตของฉันถึงจะเป็นกลิ่นหอมของพระเยซูคริสต์?”

จากพระธรรม 2โครินธ์ 2:14-17 ได้บอกกับเราทั้งหลายว่า “แต่ขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ทรงนำเราเสมอมาโดยพระคริสต์ด้วยความมีชัย และทรงโปรดประทานกลิ่นหอมแห่งความรู้ของพระองค์ ให้ปรากฏด้วยตัวเราทุกแห่ง เพราะว่าเราเป็นกลิ่นอันหอมหวาน ที่พระคริสต์ถวายพระเจ้าในหมู่คนที่กำลังจะรอด และคนที่กำลังประสบความพินาศ ฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นแห่งความตายซึ่งนำไปสู่ความตาย และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นหอมแห่งชีวิตซึ่งนำไปสู่ชีวิต ใครเล่าจะมีความสามารถเหมาะสมกับพันธกิจเหล่านี้ เพราะว่าเราไม่เหมือนคนเป็นอันมาก ที่เอาพระวจนะของพระเจ้าไปขายกิน แต่ว่าเราประกาศด้วยอาศัยพระคริสต์อย่างคนสัตย์ซื่อ อย่างคนที่มาจากพระเจ้า และอย่างคนที่อยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า”

เมื่อฉันอ่านพระธรรมตอนนี้ฉันจึงเริ่มค้นหาว่าถ้าฉันอยากจะเป็นกลิ่นที่หอมหวานของพระเยซูคริสต์ และต้องการที่จะนำผู้อื่นให้มารู้จักกับพระเจ้า ฉันต้องมีชีวิตใหม่ในองค์พระเยซูคริสต์ด้วย
ในพระธรรมโคโลสี 3:12-17 กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกันและถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกันแล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์ และจงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น และท่านจงมีใจกตัญญู จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดีเพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า โดยพระองค์นั้น” คือ เราต้องเป็นคนใหม่ และเคล็ดลับที่จะทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเราได้นั้น เราต้องพึ่งพากำลังที่มาจากพระเจ้า และอธิษฐานขอกับพระเจ้าทุกวันทุกเวลา โดยเฉพาะข้อที่บอกว่า “แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์ ” (โคโลสี 3:14) เป็นข้อที่ย้ำเตือนให้ฉันรู้ว่าเพราะพระเจ้าทรงรักฉัน พระองค์ทรงเป็นความรัก ฉันจึงต้องมีชีวิตใหม่และสำแดงออกซึ่งความรักของพระเยซูคริสต์ผ่านทางชีวิตของฉันเอง ไม่ว่าจะเป็นต่อครอบครัวของฉัน เพื่อนพี่น้องของฉัน เพื่อนบ้านของฉัน เพื่อนร่วมงานของฉัน และทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จัก แม้กระทั่งต่อคนที่ฉันไม่ชอบหน้า

ฉันอธิษฐานขอการยกโทษกับพระเจ้าและขอกำลังที่มาจากพระองค์ในการที่ฉันจะมีชีวิตใหม่ในองค์พระเยซูคริสต์ เพื่อที่ฉันจะเป็น “กลิ่นอันหอมหวาน” ของพระเยซูคริสต์ และฉันก็อธิษฐานขอต่อพระเจ้าว่า อย่าให้ฉันเป็น “กลิ่นแห่งความตาย” ซึ่งนำไปสู่ความตายเลย ฉันอยากเป็นเหมือนกับกลิ่นทุเรียนที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลให้ชวนรับประทาน เหมือนดั่งเช่นกลิ่นที่หอมหวานของพระเยซูคริสต์ เพื่อที่จะนำคนให้มารู้จักกับความรอดของพระองค์ และไม่อยากเป็นกลิ่นทุเรียนที่เหม็นและทำให้ผู้อื่นไม่สามารถทนกลิ่นเหม็นของมันได้ (สำหรับคนที่เกลียดทุเรียน) เช่นเดียวกับกลิ่นของความตายซึ่งนำไปสู่ความตาย

ข้อคิดที่ได้จากกลิ่นทุเรียน ในแบบฉบับของฉัน (ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่ชอบกินทุเรียน) ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า ทุเรียนสามารถส่งกลิ่นได้ในระยะไกลๆและพลังของกลิ่นสามารถจะเป็นได้หลายแบบสำหรับคนหลายคน ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะมีทัศนคติและให้คำนิยามของกลิ่นว่าเป็นแบบไหน และกลิ่นนั้นก็สามารถติดทนได้อย่างยาวนาน ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าฉันจะชอบมันหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าฉันจะดำเนินชีวิต คือ ส่งกลิ่นแบบไหน? ระหว่าง “กลิ่นอันหอมหวาน” หรือ “กลิ่นแห่งความตาย” ?

วันนี้ฉันได้เลือกแล้วว่าฉันอยากจะเป็น “กลิ่นที่หอมหวานของพระเยซูคริสต์” เพื่อที่ฉันจะสามารถดึงดูดผู้คนที่ได้รับกลิ่นหอมนั้นให้เข้ามาหาพระองค์ และฉันก็อยากจะสำแดงความรักขององค์พระเยซูคริสต์โดยการเป็น “กลิ่นที่หอมของพระองค์” ผ่านทางชีวิตของฉัน

สุดท้ายนี้ ขอพระเจ้าทรงเสริมกำลังพี่น้องที่รักในพระคริสต์ทุกท่าน ให้สามารถบากบั่นต่อสู้จนสุดกำลังและขอให้ท่านเป็นทั้งหลายเป็นกลิ่นหอมของพระคริตส์ที่ติดทนนาน เพื่อที่จะเป็นเหตุให้ผู้คนสนใจและอยากจะเข้ามาแสวงหาพระองค์ อยากจะเข้ามาสรรเสริญพระองค์ อาเมน

Tags: , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง