การเดินทางคือการค้นหาตัวตนจริงหรือ?

วันที่ 26-6-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Wendy W., Singapore
ผู้แปล: ศิริอรทัย ลู
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร สัมปชัญญานนท์

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ในภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่อง “อิ่ม มนต์ รัก” (American Eat Pray Love 2010) ตัวเอกของเรื่องเธอเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ที่มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งสามี บ้าน หน้าที่การงานและประสบความสำเร็จ แต่เธอก็ยังรู้สึกสับสน หลงทาง และค้นหาว่าจริงๆแล้วชีวิตของเธอยังขาดอะไร? จุดเปลี่ยนของชีวิตเธอเริ่มต้นขึ้นจากการหย่าร้าง จากนั้นเธอก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอเสียใหม่ด้วยการออกไปเดินทางท่องเที่ยวเพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเธอ ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้เธอได้เดินทางไปยังดินแดนที่แปลกใหม่ เช่น อินเดีย เธอได้สัมผัสความสุขอันเรียบง่าย พบความสงบภายในจิตใจและเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง(และคนอื่น)โดยที่ตัวเธอเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน

แต่ฉันกลับคิดว่าตรรกะหรือหลักของการใช้เหตุและผล ที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการวิ่งหนีจากปัญหาจะทำให้ลดความกังวลลงได้ แล้วกลับมาทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้รับการแก้ไขปัญหาไปอย่างน่าอัศจรรย์ แต่มันนำมาใช้ในชีวิตจริงของคนเราไม่ได้เพราะการวิ่งหนีปัญหาไม่ใช่ทางออก การเดินทางไม่ได้ช่วยให้เราค้นพบตัวเองหรือช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยว ท้ายที่สุดแล้วก็จะต้องกลับบ้านมาสู่สภาพแวดล้อมเดิมๆวิถีชีวิตเดิมๆแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้หล่ะ?

ฉันเป็นคนสิงคโปร์ที่มีฐานะปานกลาง ชีวิตมีความสุขทุกครั้งที่ได้มีโอกาสออกเดินทางไปท่องเที่ยวในหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา,ฮ่องกงและประเทศอื่นๆล่าสุดนี้ฉันก็เพิ่งไปเที่ยวที่ประเทศภูฏาน

แม้ชาวโลกจะเรียกประเทศนี้ว่าภูฎาน แต่ผู้คนก็ทราบกันดีว่าที่นี่คือดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า ซึ่งมีภาษาซงคา(Dzongkha)เป็นภาษาประจำชาติ ภูฏานจัดได้ว่าเป็นประเทศที่เห็นความสำคัญในเรื่องความสุขของคนในประเทศมากกว่าสิ่งอื่นใด จึงเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย มันก็จริงของเขานะ เพราะ10 วันของฉันที่ภูฎาน ทำให้ฉันมีความสุขมากที่สุดแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ฉันขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อชมความงามของพระราชวัง ทานอาหารกลางวันตามหน้าผาและริมแม่น้ำ ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อดื่มด่ำกับธรรมชาติทัศนียภาพที่สวยงาม แม้กระทั่งการได้พบกษัตริย์ของประเทศภูฏาน นี่จึงถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ฉันจะจดจำไว้แบบไม่มีวันลืมและฉันจะเก็บความประทับใจนี้ไว้ ถึงแม้ว่าจะกลับมาที่สิงคโปร์แล้วก็ตาม

แม้ว่าฉันจะเป็นผู้ต่อต้านแนวคิด “การค้นหาตัวเอง” แต่พอฉันได้ผ่านการเดินทางที่ประเทศภูฏานในครั้งนั้นได้เปลี่ยนฉันและเปลี่ยนทัศนคติในชีวิตของฉันไปโดยสิ้นเชิง

การเดินทางสามารถเปิดตาของคุณได้

เมื่อเราได้ออกเดินทาง ก็ถือว่าเราได้ตัดขาดจากความวุ่นวาย,ความสับสนและการรบกวนต่างๆในชีวิตประจำวันของเราออกไป การเดินทางจะทำให้เรามีเวลาและมีอิสระเสรีภาพ มีเวลาค่อยๆคิดใคร่ครวญถึงชีวิตของเราได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลายคนไม่ค่อยได้ทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราหมกมุ่นอยู่กับงานหรือการเร่งรีบและความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน

เมื่อฉันนั่งรถจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองอื่นๆที่ใช้เวลาในการเดินทางค่อนข้างยาวนาน ฉันมักจะมองออกไปนอกหน้าต่างมองภูเขา,ลำธารและต้นไม่สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ข้างทาง แล้วใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิตของฉัน ไม่มีคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือที่จะสร้างความบันเทิงให้ฉัน ไม่มีงานหรือสิ่งที่ต้องทำเข้ามาในความคิดของฉัน สิ่งที่ฉันได้คือธรรมชาติที่อยู่นอกหน้าต่าง และฉันบอกได้เลยว่าช่วงเวลาที่ฉันชื่นชอบมากที่สุดในการเดินทางนั่นก็คือการเขียนไดอารี่และการนมัสการพระเจ้า

การเดินทางสามารถพาเราออกจากความสะดวกสบายในชีวิตของเราได้มีโอกาสผ่อนคลายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ที่ภูฏานทำให้ฉันรู้จักกับวิถีชีวิตและปรัชญาที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ฉันเรียนรู้จักวัฒนธรรมของพวกเขาในช่วงระยะเวลา 10 วัน นั้นได้เปลี่ยนทัศนคติของฉันที่มีต่อธรรมชาติ,อาหารและคุณค่าทางสังคมได้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้การเดินทางสามารถเสริมสร้างความเชื่อของเราและนำเราให้ได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ในขณะที่เรากำลังเรียนรู้จักสังคมที่หลากหลายของความเชื่อและอุดมการณ์จากทุกที่ทั่วโลก ในภูฏานฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศนี้ ฉันได้ค้นพบความคล้ายคลึงกันระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาคริสต์ซึ่งสะท้อนให้เห็นในแง่มุมของหลักการของศาสนาคริสต์จากมุมมองที่แตกต่างกัน เช่น ความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว (ยอห์น 15:12-14) การเว้นจากความโลภ (ลูกา12:15,ยากอบ1:5) และการเคารพการสร้างทั้งหมด (สุภาษิต12:10 สดุดี24:1)

ความงามที่น่าทึ่งในการทรงสร้างประเทศภูฏานของพระเจ้าเป็นบทพิสูจน์เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์อำนาจและอธิปไตยของพระองค์ การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวภูฏานและพุทธศาสนาทำให้ฉันได้รู้ว่ามันบทเรียนอันมีค่าที่ได้พบในศาสนาและสังคมอื่น ๆ

การเดินทางทำให้ “สูญเสีย” ความเป็นตัวเอง

ในเวลาเดียวกันการเดินทางอาจทำให้คุณสูญเสียความเป็นตัวเองได้หากไม่ระมัดระวัง มันอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราไขว้เขวในการเดินกับพระเจ้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราทำอะไรอย่างอื่น เช่น การดื่มด่ำในกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การช็อปปิ้งที่ไม่มีเหตุผลและงานเลี้ยงสังสรรค์ การที่เราทำสิ่งเหล่านี้มันทำให้เรามีความสุขในระยะสั้น แต่ถ้าหากเราอยากรู้สึกดีขึ้นมากกว่านี้เราต้องรู้จักบำรุงจิตวิญญาณของตัวเราด้วย

การอยู่ในต่างประเทศสามารถล่อใจให้เราดื่มด่ำกับความสุขทางร่างกายได้ แต่อย่าลืมว่า “คุณมีเพียงแค่ชีวิตเดียว” (#YOLO) การล่อลวงเหล่านี้อาจจะมีความแข็งแกร่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราห่างไกลจากความรับผิดชอบหรือเมื่อเราไม่ได้ใช้เวลากับพระเจ้า, อธิษฐานและอ่านพระคำของพระองค์ สำหรับฉันหนึ่งการต่อสู้ที่ฉันต้องเผชิญเมื่อไปต่างประเทศนั่นก็คือฉันจะทุ่มเทกำลังและเวลาในการอ่านพระวจนะของพระเจ้า นอกจากนี้ยังมีการทดลองหลายอย่างที่ฉันต้องต่อสู้ด้วย เมื่อมองย้อนกลับไปมันทำให้ฉันมั่นใจในการอธิษฐานร่วมกันกับพี่น้องคริสเตียนด้วยความเข้าใจกันมากขึ้น
ค้นหาคำตอบ

แม้ว่าเราอาจไม่จำเป็นต้อง “ค้นหาตัวเอง” แต่ช่วงเวลาที่เราเดินทางท่องเที่ยวเราอาจจะพบคำตอบบางอย่างก็เป็นได้สำหรับฉันฉันค้นพบวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไปไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติและสัตว์ต่างๆรอบตัว เพื่อให้เห็นคุณค่าของธรรมชาติและจิตวิญญาณซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อว่าเราถูกสร้างขึ้นเพื่อดูแลสิ่งต่างๆและธรรมชาติเหล่านี้ แต่เรามักจะลืมเพราะตอนนี้สังคมที่เราอยู่ส่วนใหญ่เป็นแบบทุนสังคมนิยมและอุตสาหกรรมสมัยใหม่

แต่บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันได้เรียนรู้ในตอนท้ายของเรื่องนี้ก็คือ ช่วงเวลาแห่งการเดินทางมันทำให้เราสามารถปลอดปล่อยละทิ้งสิ่งวุ่นวายและดื่มด่ำกับความสุขเพียงชั่วครู่หนึ่งเท่านั้น แต่ความจริงแล้วมีเพียงแค่พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำให้เราเป็นอิสระได้(ยอห์น8:32)

แม้ว่าการเดินทางจะทำให้เราได้ชื่นชมความงดงามแห่งการทรงสร้าง ทำให้เรารู้สึกสงบและมีความสุข แต่สันติสุขของพระเจ้าเท่านั้นที่ดำรงอยู่ตลอดกาล “แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟีลิปปี 4:7) แม้ว่าการเดินทางสามารถแนะนำพบเจอเพื่อนใหม่ๆและสานสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขา แต่มีแค่เพียงความรักของพระเจ้าเท่านั้นที่จะได้รับการปฏิบัติตามอย่างสมบูรณ์และนิรันดร์ (โรม 8:37-39) พระเจ้าทรงให้เรามากกว่าการเดินทางท่องเที่ยวให้เราเสียอีก เพราะพระเจ้าทรงให้เรามีความเข้าใจลึกซึ้งในธรรมชาติมากยิ่งขึ้นให้เราเห็นคุณค่าแห่งการทรงสร้าง ซึ่งมีค่าล้ำมากกว่าตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรมเสียอีก

พระเจ้าทรงสร้างโลกใบนี้เพื่อความสุขของพระองค์และมอบให้เป็นสิทธิพิเศษแก่เราในฐานะการทรงสร้างของพระองค์เพื่อเป็นพยานถึงผลงานที่พระองค์ทรงกระทำ เราสามารถพิสูจน์ถึงอำนาจและความมีอยู่จริงของพระองค์ได้ในทุกที่ทุกเวลา ตอนนี้ฉันมองสภาพแวดล้อมการเป็นอยู่ที่คุ้นเคยด้วยดวงตาดวงใหม่ที่สดใสกว่าเดิม

การเดินทางของฉันที่ผ่านมาฉันได้เรียนรู้มากเกี่ยวกับโลกภายนอกรอบตัวฉัน แน่นอนว่าประสบการณ์ของคนต่างชาติในต่างประเทศจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าจะเดินทางไปที่ไหน เดินทางไปกับใครและเป็นความตั้งใจของใคร นั่นคือการค้นพบสถานที่ใหม่ๆบนโลกกว้าง และคุณใจกว้างมากพอที่จะเปิดรับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่?

ฉันตั้งใจจะเขียนบทความและทิ้งความคิดที่ว่า “ค้นหาตัวเอง” แต่พอฉันกลับมาจากการเดินทางท่องเที่ยวที่ประเทศภูฎาน ฉันกลับมาด้วยภาพลักษณ์ใหม่มีความคิดหลากหลายมากขึ้นและมีมิติใหม่ที่อยากจะนำเสนอ และฉันคิดว่านั่นคือความงดงามของการเดินทางถ้าเราเปิดตาเปิดใจ จะทำให้เราค้นพบคำตอบบางอย่าง หรือบางทีนั่นอาจจะเป็นขั้นตอนหนึ่งในการค้นหาตัวเราเองในพระเจ้าก็เป็นได้

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง