เมื่อความปรารถนาขัดแย้งกับการเชื่อฟัง

วันที่ 5-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

ผู้เขียน : Christine E
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ในช่วงที่ฉันเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลาย ฉันตัดสินใจว่าจะต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเมืองในประเทศของฉัน ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงในการอ่านข่าวสารบ้านเมือง พยายามทำความเข้าใจถึงความซับซ้อนทางการเมือง และผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการบริหารบ้านเมืองของนักการเมืองทั้งหลาย ฉันจึงตัดสินใจว่าฉันอยากจะเป็นนักการเมือง ไม่ใช่สิ! อยากจะเป็นนักสืบด้วย! หรือไม่ก็เป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชนไปพร้อมกันด้วยเลย ไม่ว่าความฝันจะเปลี่ยนไปบ่อยแค่ไหน แต่ฉันก็ค้นพบตัวเองว่าฉันชอบต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและหวังว่าฉันจะนำความยุติธรรมมาสู่ประเทศที่ฉันเรียกว่า “บ้าน”

อยู่มาวันหนึ่ง ฉันเกิดคำถามที่คอยกวนใจอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าพระเจ้าทรงมีแผนการอื่นให้กับชีวิตของฉันล่ะ? และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากว่า พระเจ้าทรงเรียกให้ฉันไปใช้ชีวิตเพื่อปักหลักอยู่ที่ชานเมืองอื่น และใช้ชีวิตที่น่าเบื่อกว่าที่คิด ตัดขาดจากประเทศที่ฉันรัก ในขณะเดียวกันฉันก็ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นจริงมั้ย? อาจจะเกิดหรืออาจจะไม่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็แล้วแต่ แค่ฉันคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งมันก็อาจจะเป็นไปได้ แคนี้มันก็ทำให้ฉันเกิดความกลัวขึ้นมาทันที

ฉันบอกกับตัวเองและคิดในใจว่า “ฉันจะไม่ทำแน่ๆ!” ฉันใช้อารมณ์และบอกกับพระเจ้าว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆทำไมพระองค์จึงทรงลากให้ฉันเข้าในความฝันเล็กๆที่ฉันเคยมี และมันยังคอยร้องเรียกให้ฉันต้องไปถึงฝั่งฝันนั้นให้ได้ตั้งแต่ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กมาจนถึงทุกวันนี้

ฉันพยายามที่จะกำจัดความคิดนั้นให้ออกไปจากหัวของฉันให้ได้ แต่ฉันก็ปฏิเสธความจริงข้อนี้ไม่ได้ว่า ฉันให้ความสำคัญกับประเทศที่ฉันรักมากกว่าพระเจ้า ฉันปฏิเสธการทรงเรียกของพระเจ้าจึงทำให้ฉันคิดว่าสิ่งที่ฉันคิดหรือสิ่งที่ฉันเลือกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

มันเป็นเวลาหลายคืนที่ฉันจมอยู่กับความโกรธและร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับเรื่องนี้ กว่าฉันจะได้ตัดสินใจบอกกับพระเจ้าว่า “พระเจ้า, ข้าพระองค์ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลยจริงๆ ไม่ว่าพระประสงค์ของพระองค์ที่มีต่อชีวิตของข้าพระองค์จะเป็นอะไรก็ตาม มันจะต้องสำเร็จ ขอทรงโปรดประทานความเข้มแข็งให้กับข้าพระองค์ ในการที่ข้าพระองค์จะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ด้วย” ฉันก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันคงไม่สามารถที่จะเลือกได้ระหว่างความปรารถนาและการเชื่อฟัง

หลังจากนั้น ชีวิตของฉันก็ดำเนินเรื่อยมา จนกระทั่งในปัจจุบัน ให้ทายว่าชีวิตของฉันตอนนี้เป็นอย่างไร? ฉันได้รู้ว่าความกลัวที่ฉันมีอยู่นั้นต้องมาถึงในซักวัน ขณะที่ฉันกับสามีกำลังมีเรื่องที่น่ายินดีเกิดขึ้นเพราะเราทั้งสองต่างก็ตั้งตารอคอยลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมาในเร็วๆนี้ และพระเจ้าให้เรามาอยู่ในประเทศหนึ่งซึ่งเราเข้ามาอยู๋ในเมืองที่มีประชากรเบาบาง และห่างไกลจากประเทศที่เรารักเป็นอย่างมาก

แต่ฉันก็ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนี้อยู่หลายอย่างตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมว่า ด้วยพระคุณของพระเจ้า ความฝันของฉันก็ได้เติบโตขึ้นตามวันเวลา ฉันได้เรียนรู้และเข้าใจว่า ความรักและความปรารถนาของฉันที่มีนั้น เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว เป็นของประทานที่มาจากพระเจ้า พระองค์มีสิทธิ์ที่จะไม่พอพระทัย หากฉันให้ความสำคัญกับของขวัญที่พระองค์ทรงประทานให้มากกว่าพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้ให้ แต่พระองค์ทรงสร้างให้ฉันได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นเมื่อฉันยอมจำนนกับพระองค์

ในขณะเดียวกันฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะใช้ของประทานที่ฉันมีอยู่ให้เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในขณะเดียวก็มันหมายถึงการมีส่วนร่วมสามัคคีธรรมร่วมกันกับพี่น้องนักเรียนนักศึกษาในประเทศที่ฉันอาศัยอยู่ และสำแดงความรักให้กับผู้คนที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากฉันเป็นอย่างมาก

ฉันอยากจะขอบคุณสำหรับทุกคำอธิษฐานของพวกคุณที่มีต่อฉัน ในขณะที่ฉันต้องทนทุกข์และกำลังเติบโตขึ้นในทางของพระองค์ แต่ก็ยังมีวันเวลาที่ฉันร้องไห้เสียใจเพราะว่าฉันไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆเกิดขึ้นกับประเทศที่เป็นบ้านเกิดของฉัน แต่สุดท้ายแล้ว ฉันก็เลือกที่จะใส่ความเชื่อของฉันไว้ในเวลาของพระเจ้า พระองค์ทรงประทานความปรารถนาและของประทานให้กับฉัน และพระองค์จะทรงใช้ของประทานเหล่านั้นด้วยวิธีของพระองค์เอง ซึ่งแผนการของพระองค์ต้องสวยงามเกินกว่าที่เราทั้งจะสามารถจินตนาการได้่ฉันรู้สึกสบายใจขึ้น เมื่อมองเห็นชีวิตของอับราฮัม,โมเสสและองค์พระเยซูคริสต์

โดยอับราฮัมได้รับการทรงสัญญาว่าจะเป็นประชาชาติซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่าประชาชาติของพระองค์ แต่จะต้องอาศัยอยู่ในเต้นท์อย่างคนต่างชาติเรื่อยไปจนกระทั่งถึงแก่ชีวิต “…คือได้พำนักในเต็นท์เป็นคนต่างด้าว ดังอิสอัคและยาโคบซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน ตามพระสัญญาอันเดียวกันนั้น” (ฮีบรู 11:9-10) ในส่วนของโมเสส ผู้ยังหนุ่มและไฟแรง เต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า ที่อยากจะช่วยชนชาติอิสราเอลให้รอดพ้นจากการเป็นทาสของอียิป ยังต้องใช้เวลากว่า 40 ปีเพื่อมาเป็นคนเลี้ยงแกะ ก่อนที่พระเจ้าจะทรงเรียกใช้โดยให้สัญญาณจาก “ครั้นล่วงไปได้สี่สิบปี ทูตองค์หนึ่งของพระเจ้ามาปรากฏแก่โมเสสในเปลวไฟที่พุ่มไม้ ในถิ่นทุรกันดารแห่งภูเขาซีนาย” (กิจการของอัครทูต 7:29-30) แม้กระทั่งองค์พระเยซูคริสต์เองก็ทรงเริ่มพันธกิจของพระองค์ในเวลาที่เหมาะสมของพระเจ้า จนกว่าจะถึงเวลาที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร (มาระโก 1:12-15) และพระองค์ทรงกระทำพันธกิจของพระองค์ เมื่อทรงมีพระชนมายุครบ 30 ปีแล้ว โดยส่วนใหญ่เราทั้งหลายก็หวังว่าหน้าที่การงานของเราจะมั่นคง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พระเจ้าได้ทรงเขียนเรื่องราวแห่งความรอดที่งดงามผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์ และยังทรงสำแดงออกผ่านทางชีวิตของเราทั้งหลาย

ถ้าพระเจ้าต้องการให้ฉันอยู่ในมุมเล็กของโลกใบนี้ อย่างเช่นที่ที่ฉันกำลังใช้ชีวิตอยู่นี้ ก็ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในช่วงเวลาที่ฉันคิดว่าฉันไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเองเลยเพราะฉันรู้ว่าฉันมีความรู้มากมายและก็สามารถที่จะทำอะไรได้หลายอย่างมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ แต่ฉันก็รู้สึกพอใจและเป็นเกียรติที่พระเจ้าจะทรงใช้ฉันในสิ่งเล็กน้อย เพื่อที่ฉันจะได้มีส่วนในแผนการอันยิ่งใหญ่ของพระองค์

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง