เมื่อผลที่ได้จากการทำงานหนักคือความว่างเปล่า

วันที่ 30-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Phoebe C.,Singapore
ผู้แปล – เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

จากประสบการณ์ในชีวิตของเราทุกคนต่างก็เคยผ่านช่วงเวลาที่เราต้องคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในชีวิตของเราที่เคยเป็นช่วงเวลาที่ดูเหมอืนว่ามันไร้สาระ และอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังเรียนรู้อะไรบางอย่าง และสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ เป็นต้นว่า งานที่เราทำนั้นอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับใครเลย และความพยายามอย่างหนักของเราที่จะรักษามิตรภาพหรือความสัมพันธ์นั้นสูญเปล่า

หากคุณเคยมีประสบการณ์ของการเป็นนักศึกษาฝึกงานมาก่อน คุณอาจจะพอนึกภาพออกถึงเรื่องราวที่ฉันกำลังจะแบ่งปันต่อไปนี้ ซึ่งเรื่องราวของฉันแตกต่างจากเรื่องราวของเพื่อนฉันที่เคยไปฝึกงานที่ค่ายลูกเสือในช่วงหน้าร้อนของทุกๆปี โดยส่วนตัวแล้วฉันเป็นคนไม่ได้มีความกระตือรือร้นอะไร ไม่ชอบขวนขวายหาอะไรใหม่ๆ เมื่อมีโอกาสที่ดีผ่านเข้ามาโดยที่ฉันไม่ต้องพยายามดิ้นรนออกไปตามหา ในวันที่มหาวิทยาลัยประกาศรับสมัครเพื่อที่จะหานักศึกษาฝึกงานให้กับบริษัทแห่งหนึง ฉันจึงตัดสินใจที่จะเข้าฝึกงานในภาคการศึกษานั้น ตอนนั้นฉันเป็นนักศึกษาอยู่ปีที่สาม ฉันเริ่มสนใจและดำดิ่งเข้าไปเรียนรู้ในโลกของการทำงานเพื่อหาประสบการณ์ให้กับตัวเองเป็นครั้งแรก

จำได้ว่าฉันชอบการทำงานที่นั่นมากเดือนแรก ฉันหลงรักการทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นอิสระของงานที่ทำ , การโน้มน้าวใจผู้คนเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงามและความคิดสร้างสรรค์และไอเดียใหม่ๆในการโฆษณา จัดทำโฆษณาเพื่อเผยแพร่สินค้าให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันชอบสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่เร็วและเร่งรีบของที่นั่น ผู้คนที่นั่นต่างก็เป็นตัวของตัวเองและเป็นกันเองสุดๆ ฉันรักเพื่อนที่ฝึกงานด้วยกันกับฉัน คนที่กลายเป็นเพื่อนสนิทของฉันมาจนมาถึงทุกวันนี้ ขอบคุณช่วงเวลาดีๆที่เราเคยร่วมพูดคุยและได้ทำงานด้วยกัน ฉันชอบแม้กระทั่งหัวหน้าแผนกของฉัน ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องที่ธรรมดาเลย

แต่แล้วก็มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อบริษัทหลายแห่งต่างก็เลือกตัวแทนโฆษณาจากบริษัทที่ตนต้องการเท่านั้น มันเป็นช่วงที่ชีวิตของฉันมาถึงจุดเปลี่ยนและเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่ฉันคิดว่าชีวิตของฉันต้องมาถึงจุดจบแล้วแน่ๆ สื่อโฆษณาต่างๆในประเทศของฉันจะมีการทำงานประมาณนี้ คือ คุณต้องสร้างสื่อโฆษณาเพื่อนำเสนอให้แก่บริษัทของลูกค้าเพื่อพิจารณาก่อน ถ้าพวกเค้าชอบผลงานของคุณ คุณก็จะได้รับการตอบรับให้ทำงานโฆษณาของบริษัทนั้น และเค้าจะจ่ายคุณในราคาที่คุณต้องการและพอใจ ตลอดจนกระทั่งต่อสัญญาในปีหน้าด้วย แต่ถ้าพวกเค้าไม่ชอบงานของคุณ คุณก็จะถูกบังคับให้ทำผลงานต่ออีกเป็นอาทิตย์จนกว่าพวกเค้าจะพอใจหรือถ้าไม่เค้าจะไม่จ้างคุณเลยแต่ในตอนที่คุณทำงานเพื่อนำเสนอนั้นคุณยังไม่ได้รับค่าจ้าง ต้องอดหลับอดนอนเป็นเวลาหลายคืนเพื่องานชิ้นนั้น ส่วนคุณเองก็ต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณโอเค ทั้งๆที่เพิ่งอดนอนมาทั้งอาทิตย์เพื่อคิดงานและต้องลบแล้วลบอีกกว่าจะได้ความพอใจของลูกค้า (ซึ่งก็เป็นที่ชัดเจนและเราทุกคนก็ต่างรู้ดีว่าเราไม่โอเค!)

เรามาทำงานจนกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว เพียงเพื่อแค่นำเสนอไอเดียแล้วก็ถูกลบทิ้ง เมื่อข้อความที่เราคิด ผลงานความคิดสร้างสรรค์ที่เราทำ และเวลาที่เราเสียไป ท้ายที่สุดต้องถูกลบทิ้งเพราะไม่เป็นที่ต้องการของลูกค้า ในหนึ่งวันหมดไปกับสิ่งเหล่านี้โดยไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลยนอกจากความเหนื่อยล้า ฉันยังจำได้ตอนที่ฉันกับเพื่อนเริ่มคิดไอเดียใหม่ๆ (ที่เราคิดว่ามันต้องดีแน่ๆ) เพื่อนำเสนอในโฆษณาที่เรากำลังจะทำ ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นว่าได้รับคำตอบว่า “ไม่สมจริง!” และ “ไม่เป็นที่ดึงดูดใจ!” อยู่กับการประเมินผลแบบซ้ำๆจนท้ายที่สุดต้องลบงานที่เราคิดแทบตายนั้นทิ้งไป

ฉันรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกับหนูแฮมสเตอร์ที่วิ่งวนอยู่ในวงล้อจักรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด (เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นหนูแฮมสเตอร์ที่อึดสุดๆจนไม่รู้สึกเหนื่อยเลย) และรู้สึกว่าฉันเหนื่อยเหลือเกิน ต้องการที่จะหลุดพ้นจากตรงนี้ เฝ้าครุ่นคิดถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่มากขึ้น ฉันคอยตั้งคำถามกับตัวเองตลอดเวลาว่า “จะมีซักกี่คนที่ทำงานในอ็อฟฟิศแบบนี้ ? หรือทำงานอะไรก็ได้แล้วจะพบความสุข พบเป้าหมาย และความพอใจ? ไม่ว่าจะในตำแหน่งอะไรที่พวกเค้าทำอยู่ พวกเค้าจะเป็นเหมือนกับฉันหรือเปล่า? ที่นั่งคิดงานแทบตายแต่สุดท้ายทุกอย่างก็ถูกลบทิ้งกลายเป็นความว่างเปล่า ขณะที่ฉันเคยรู้มาว่ามีบางคนที่ได้รับแรงบันดาลใจ,มีความสุขและตื่นเต้นที่จะได้ทำงานนี้ ฉันและเพื่อนร่วมงานของฉันกลับค้นพบความสุขแค่ในช่วงเวลาพักเที่ยงและวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น

ระหว่างที่ฉันกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับชีวิตของฉันอยู่นั้น พระเจ้าทรงตรัสกับฉันผ่านทางพระวจนะคำตอนหนึ่ง ในพระคัมภีร์ไบเบิ้น พระธรรม 2 เปโตร 3:11-12 ว่า “เมื่อเห็นแล้วว่าสิ่งทั้งปวงจะต้องสลายไปหมดสิ้นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายควรจะเป็นคนเช่นใดในชีวิตที่บริสุทธิ์และดีงาม จงเฝ้ารอและเร่งวันของพระเจ้าให้มาถึง ซึ่งวันนั้นท้องฟ้าจะถูกไฟผลาญสลายไป และโลกธาตุก็จะถูกไฟเผาให้สลายไป”

พระธรรมตอนนี้สะดุดใจฉันมาก และฉันก็ได้เรียนรู้ว่า มันไม่สำคัญว่าฉันจะทำงานอะไรแต่มันสำคัญว่าฉันใช้ชีวิตแบบไหน? ฉันใช้ชีวิตเพื่อสรรเสริญพระเจ้าและมีใจร้อนรนกับพระเจ้าหรือเปล่า? ฉันกำลังตั้งตารอคอยการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูคริสต์หรือไม่? หรือมองหาความสุขของโลกนี้ ? เป็นต้นว่า งานที่จะเต็มเติมความพอใจและสร้างเป้าหมายที่มั่นคงให้กับชีวิตของฉันได้ ฉันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?

การมีชีวิตเพื่อสรรเสริญพระเจ้าและมีใจร้อนรนกับพระเจ้าระหว่างที่เรารอคอยการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูคริสต์นั้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปโบสถ์ทั้ง 7 วันและตลอด 24 ชั่วโมง แต่เราสามารถใช้ชีวิตเพื่อสรรเสริญพระเจ้าและมีใจร้อนรนกับพระเจ้าผ่านทางเรื่องง่ายๆ อย่างเช่น การนำเพื่อนที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในชีวิตของเขาให้เข้ามารู้จักกับพระเยซูคริสต์ ปฏิเสธพฤติกรรมที่ไม่ดีต่างๆบนโลกนี้ หรือมีความอดทนต่อพี่น้องของเรา สำหรับฉันแล้ว จากการหนุนใจของพระคำตอนนี้ทำให้ฉันตัดสินใจไปเป็นครูสอนเด็กๆในบ้านเด็กกำพร้า เด็กๆที่พ่อแม่ทอดทิ้งหรือไม่มีเงินเพียงพอที่จะส่งเข้าโรงเรียน สิ่งเหล่านี้สอนให้ฉันรู้จักรอคอยเพื่อที่จะได้รับรางวัลบนแผ่นดินสวรรค์ (เพราะตอนนี้ยังไม่มีรางวัล) และเพื่อที่พระเจ้าจะทรงใช้ชีวิตของฉัน เพื่อนำคนอีกหลายคนให้มารู้จักกับพระองค์ ในช่วงเวลาที่ฉันยังมีชีวิตอยู่และพอจะทำได้

ชีวิตเราจะไม่ไร้ซึ่งคุณค่า หากเราดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของผู้ทรงสร้างเรา ฉันเขียนพระคำตอนนี้ใส่กระดาษโน๊ตและแปะไว้บนโต๊ะทำงานเพื่อคอยเตือนตัวฉันเองว่า สิ่งทั้งปวงบนโลกนี้ที่เราทั้งหลายกำลังวิ่งไล่ตามและไขว่คว้ากันอยู่นั้น ท้ายที่สุดแล้วจะต้องถูกทำลายและสลายไปจนหมดสิ้น และเพื่อที่เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อใครคนหนึ่งที่ทรงเป็นนิรันดร์— คือ อยู่เพื่อ พระเจ้า พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา

Tags: , , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง