เมื่อทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผนการที่เราได้วางไว้

วันที่ 26-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Ana Chavarria, USA
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

“เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”— โรม 8:28

นี่เป็นข้อพระคัมภีร์ที่คริสเตียนหลายคนท่องจำได้ขึ้นใจ ฉันรู้จักข้อพระคัมภีร์ตอนนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่เคยนำมาใช้ในชีวิตอย่างจริงจังเลยซักครั้ง ฉันคอยบอกกับคนอื่นตลอดว่า “พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ในทุกๆสิ่ง” และนั่นเป็นวิธีที่ฉันใช้พูดเพื่อปลอบใจผู้อื่นที่กำลังเผชิญกับปัญหาในชีวิตหรือกำลังมีความเครียดกับอะไรก็แล้วแต่ แต่ความเป็นจริงแล้วมันก็เป็นเพียงถ้อยคำที่ว่างเปล่าเท่านั้น—เพราะฉันไม่เคยนำมันมาใช้เลยในชีวิตจริง!

ผ่านไปไม่ถึงเดือน ฉันเริ่มเข้าใจถึงความหมายในข้อพระคำตอนนี้ที่บอกว่า “…ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง” ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องดีไปหมด แต่บางครั้งในชีวิตของคนเราก็อาจจะเจอเรื่องร้ายๆได้เหมือนกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น (ไม่ว่าจะดีหรือร้าย) ย่อมเป็นผลอันดีสำหรับเราตามพระประสงค์ของพระเจ้านั่นเอง

วันที่ฉันได้รับบทเรียนนี้ เกิดขึ้นตอนตี 3 ราโมน(แฟนหนุ่มของฉัน)และฉัน กำลังจะเดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ของเค้าที่ประเทศเปอร์โตริโก เราตื่นเต้นมากที่จะได้เดินทางหลบไปพักจากอากาศหนาวๆที่อเมริกา และไปรับอากาศอันแสนจะอบอุ่นที่นั่น เราไปถึงสนามบินก่อนเวลา แต่ทางสายการบินประกาศว่าเครื่องบินเกิดการดีเลย์หรือจะมาช้ากว่าเวลาที่กำหนดประมาณ 3 ชั่วโมง เรารู้เลยว่าเราต้องตกเครื่องจากสายการบินที่เราจะไปต่อเครื่องเพื่อไปที่ประเทศเปอร์โตริโกอย่างแน่นอน

และที่แย่ไปกว่านั้น ทางสายการบินประกาศว่าเครื่องจะดีเลย์ข้ามวันไปจนถึงวันพรุ่งนี้—เราสองคนรู้สึกโกรธมาก เพราะเราต่างเตรียมการทุกอย่างไว้สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงและไม่เป็นไปตามแผนที่ได้วางแผนเอาไว้ เราจึงไม่สามารถที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้

เราได้ต่อว่าทางสายการบินและพนักงานใช้เวลากว่า 40 นาทีเพื่อหาเที่ยวบินของไฟล์ต่อไปให้กับเรา และคาดว่าจะไปถึงประเทศเปอร์โตริโกประมาณ 5 โมงเย็น เราเสียเวลาไป 6 ชั่วโมงจากเวลาที่เราควรจะไปถึงตามความเป็นจริง ในตอนนั้นเราเหนื่อยและหิวมากๆ เราจึงตัดสินใจที่จะรอต่อไปอีก 1 ชั่วโมงแล้วถึงจะบินต่อแทนที่จะรอข้ามวัน

เวลาในการบินไปที่ประเทศเปอร์โตริโกนั้น ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และ 30 นาทีก่อนที่เครื่องจะลงจอด ทันใดนั้น ราโมนบอกกับฉันว่าเค้าปวดแก้มข้างซ้ายมากๆเลย จริงๆแล้วฉันคิดว่าก็คงจะปวดแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็คงหาย แต่ความปวดมันเริ่มรุนแรงขึ้นจนกระทั่งเค้าไม่สามารถที่จะพูดได้ บังเอิญว่าตอนนั้นมีพนักงานต้อนรับของสายการบินนั่งอยู่ข้างหน้าเรา ฉันจึงรีบไปบอกกับพนักงานคนนั้นว่ามีเหตุฉุกเฉิน หลังจากนั้นพนักงานก็โทรแจ้งส่วนภาคพื้นให้เตรียมการเรียกรถพยาบาลไว้เมื่อเครื่องลงจอดผู้โดยสารจะได้ไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดของที่นั่น

เมื่อเครื่องลงจอด ฉันรีบโทรหาพ่อแม่ของราโมนและเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้พวกเค้าฟัง พวกเค้ารีบมาที่สนามบินเพื่อรอรถพยาบาลกับพวกเรา หัวใจฉันเต้นแรงมาก แต่ฉันก็ยังพยายามที่จะควบคุมสติและตอบคำถามกับหมอที่นั่นเกี่ยวกับอาการของราโมน ฉันเริ่มนึกในใจว่า “วันนี้มันวันอะไร? ทำไม่มีแต่เรื่องแย่ๆ?” ทำไมสุดท้ายแล้วเราต้องมาลงเอยที่โรงพยาบาลด้วย พระเจ้า ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วย? ลึกๆแล้วฉันก็รู้ดีว่า ราโมนจะต้องไม่เป็นไร แต่ฉันแค่อยากจะได้ยินจากปากของคุณหมอก็เท่านั้น

หลังจากที่รอมากว่า 5 ชั่วโมง เราก็ได้รับผลตรวจจากคุณหมอที่นั่น อันที่จริงแล้วราโมนป่วยมาได้สองสามวันก่อนที่จะเดินทาง เกือบจะหายดีแล้วแต่ก็ยังมีอาการคั่นนื้อคั่นตัวอยู่บ้าง ซึ่งต่อมาอาการเริ่มหนักขึ้นเมื่อเครื่องบินลดระดับต่ำลงความกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากระดับการบินนั้น จึงส่งผลทำให้เกิดการกระตุ้นลุกลามจนติดเชื้อ เพราะเหตุนี้จึงทำให้ราโมนมีอาการทรุดหนักลง อาการของโรคจึงมีผลลุกลามไปยังปลายประสาทบริเวณใบหน้าของเขา คุณหมอก็ให้ยามารับประทานและบอกกับพวกเราว่าตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คืนนั้นเรากลับไปถึงบ้านของราโมนประมาณเกือบตีสอง ฉันเหนื่อยมาก แต่ก็ขอบคุณพระเจ้าที่ราโมนไม่เป็นไร

เช้าวันรุ่งขึ้น ระหว่างที่เรารับประทานอาหารเช้าอยู่ ราโมนกับฉันก็เริ่มมานั่งลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขารู้สึกว่าอาการปวดที่ใบหน้าของราโมนเกิดขึ้นเป็นระยะๆเป็นผลข้างเคียงจากการติดเชื้อนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าจากการล่าช้าของเครื่องบิน จึงทำให้ที่นั่งของเราเปลี่ยนไปนั่งที่แถวหน้าซึ่งใกล้ที่ๆกับพนักงานของเครื่องบินนั่งอยู่ เราจึงได้รับการช่วยเหลือได้ทันท่วงที ถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนเครื่องบินและบินตามปกติในไฟล์แรก เราคงจะไม่ได้รับการช่วยเหลือเร็วขนาดนี้ เพราะที่นั่งในเครื่องบินลำเก่าเราได้นั่งเกือบแถวสุดท้าย ซึ่งอาจจะไม่ได้รับการช่วยเหลือได้ทันเวลา เรารู้สึกได้ถึงความอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้เพื่อช่วยเรา เราขอบคุณพระเจ้าและก็ได้แบ่งปันเรื่องราวเหล่านนี้ให้ครอบครัวได้รู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่ในทุกๆรายละเอียดของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

แน่นอนว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความยากลำบากของเราเพราะว่าแผนการทุกอย่างที่เราได้วางไว้มันไม่เป็นไปตามนั้น แต่ในที่สุดฉันสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลอันดีสำหรับเรา

มันอาจจะมีบ้างในบางครั้งที่ชีวิตของเราดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะสมบูรณ์แบบแล้ว แต่่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น และสถานการณ์นั้นได้สั่นคลอนชีวิตของเราและทำให้เราตั้งหลักไม่ทัน นั่นคือเวลาที่เราจะต้องตั้งสติและบอกกับตัวเองว่า “ใช่! มันอาจจะเป็นสถานการณ์ที่แย่และอาจจะเลวร้ายที่สุด แต่มันไม่ใช่จุดจบของชีวิตเรา” พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเรา พระองค์ทรงใช้สถานการณ์ที่แย่เหล่านั้นเพื่อขัดเกลาชีวิตของเราให้สวยงามยิ่งขึ้น ให้เป็นเหมือนกับองค์พระเยซูคริสต์และจะทรงนำเราให้ไปถึงที่หมายที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน

และจากประสบการณ์ในครั้งนี้ พระเจ้าได้ใส่ความเชื่อของฉันท่ามกลางการทดลอง ฉันจึงได้เรียนรู้ที่จะไว้วางใจและมีความเชื่อในพระเจ้ามากยิ่งขึ้น เพราะเรารู้ว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่เหนือทุกๆสถานการณ์ ตอนนี้ถ้าจะมีอะไรที่แย่เกิดขึ้น ฉันจะจดจำช่วงเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทันที— เมื่อพระเจ้าได้ทรงสำแดงต่อฉันว่าพระองค์ทรงมีพระประสงค์ในทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ

ดังนั้น จึงขอให้เราทั้งหลายได้ไว้วางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเรา เพราะพระองค์ทรงเป็นพระบิดาที่แสนดีท่ามกลามความเจ็บปวดทั้งหลายที่เรากำลังเผชิญอยู่

Tags: , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง