เมื่อต้องลาออกจากงานที่รัก

วันที่ 10-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Victor Goh , Singapore
ผู้แปล-ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

มันไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย เมื่อเราได้อยู่ในที่ทำงานที่เราสบายใจและมีความสุข

นอกเหนือจากการที่ได้มีโอกาสมาทำงานที่นี่เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว บวกกับสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ที่ทำงานของผมแห่งนี้ยังเป็นที่ๆผมได้เคยศึกษาเล่าเรียนมาจนจบและยังเป็นที่ๆเปิดโอกาสให้ผมได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาและพัฒนาความรู้ความสามารถของผมเองให้มีทักษะที่สูงขึ้นยิ่งๆขึ้นไปอีกด้วย ทั้งยังเป็นงานที่เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นและเป็นพระพรมากเลยทีเดียว งานของผมคือการพัฒนาผู้นำอนุชนให้กาวขึ้นมาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งในคริสตจักร ผมได้รับพระพรเป็นอย่างมากจากทีมงานที่ดีมาก รวมถึงหัวหน้าของผมก็คอยห่วงใยและดูแลผมช่วยให้ผมเติบโตขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณและสอนให้ผมได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานทุกๆคนด้วยเช่นกัน

สำหรับงานที่ที่ผมทำอย่าง เป็นงานรับใช้ในพันธกิจอนุชนในประเทศสิงคโปร์ ด้วยภาระใจที่อยากจะรับใช้และนิมิตที่ต้องการจะเห็นอนุชนเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งในทางของพระเจ้าดูเหมือนว่าจะเป็นงานที่ดีและเป็นพระพรอย่างมาก มันเป็นเหมืองานที่จะเติมเต็มชีวิตของผมและเปิดโอกาสให้ผมได้ทำอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่างในอนาคต

แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมก็ยังมีความรู้สึกว่ามันยังมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้องอยู่ดี ผมเดาว่ามันคงจะเกี่ยวข้องกับระบบของงานในการมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของผม ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้มีส่วนในการรับใช้ เป็นอาสาสมัครในชุมชนเพื่อทำงานในศูนย์กิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ ผมก็มีความรู้สึกว่าผมมีภาระใจและถูกเรียกให้เข้าไปมีส่วนร่วมรับใช้ในทุกๆกิจกรรมของพวกเค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นงานรับใช้ที่ทำให้ผมได้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงของสังคมเกี่ยวกับ “เด็กที่ด้อยโอกาสหรือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง” ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความเป็นเหตุเป็นผล” ว่าคงไม่มีที่ไหนที่ผมจะให้งานกับผมและทำให้ผมมีรายได้ ดังนั้นผมจึงเลือกงานที่สะดวกสบายคือการทำงานในมหาวิทยาลัยของผมเพราะผมคิดว่าง่าย และไม่ต้องไปหางานที่อื่นให้ลำบาก

ที่ไหนซักแห่งระหว่างงานกับที่ทำงาน ผมเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ (นี่อาจจะเป็นปัญหาร้อยแปดสำหรับใครหลายคนในที่นี้ด้วย—เราไม่เคยพอใจในสิ่งที่เรามี และก็คอยคิดอยู่เสมอว่าต้องมีสิ่งที่ดีกว่ารอเราอยู่) ผมกำลังตกอยู่ให้ห้วงแห่งความรู้สึกสับสนของตัวเอง

ผมรู้สึกว่า ผมไม่เคยได้บอกกับใครเลยว่างานที่ผมกำลังทำอยู่ มันก็ไม่ได้เกิดผลในชุมชนซักเท่าไหร่นัก แน่นอนว่า อาจจะมีคนกำลังเห็นแย้งว่า งานที่ผมทำอยู่นั้นอาจจะเกิดผลอย่างแท้จริงในอนาคต แต่ผมกลับคิดว่าผมอยากจะทำงานที่ใกล้ชิดชุมชนและลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะในอ๊อฟฟิศเพียงอย่างเดียว

หลายคนอาจจะชอบการแข่งขันในการทำงานมากกว่าที่จะก้าวออกไปเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอนของชีวิต เราทุกคนต่างก็เกลียดความไม่แน่นอนของชีวิต แม้ว่าเราจะไม่เห็นว่ามันมีความหมายแต่อย่างใด และเราต่างก็กลัวที่จะตัดสินใจผิดพลาด และกลัวการเสียสละในบางเรื่องเพื่อทำตามความฝันของเราเอง เรากลัวว่ามันอาจจะจะเป็นการตัดสินใจจากความไร้เดียงสาของเรา และกลัวว่าเราจะไม่ได้ใช้ชีวิตในวัยเกษียณอย่างหรูหราในแบบที่เราหวังไว้ เหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆที่เค้าต่างก็ประสบความสำเร็จและไม่ได้ตัดสินใจอย่าง “โง่ๆ” ความกลัวเหล่านี้ถาโถมเข้ามาในความคิดของผม และบวกกับผมกำลังจะแต่งงานในปีเดียวกันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งานในประเทศสิงคโปร์ต้องใช้เงินมากพอสมควร นี่ยังไม่รวมถึงการเตรียมตัวสำหรับการกู้เงินที่จะซื้อบ้านเพื่อเริ่มต้นครอบครัวใหม่ การไล่ตามความฝันยิ่งเป็นเรื่องยาก

ขณะที่ผมกำลังเผชิญอยู่กับความทุกข์ที่เกิดจากความคิดของตัวเอง เรื่องที่จะต้องติดอยู่ในวังวนของการแข่งขัน ในงานที่ผมกำลังทำอยู่ ผมก็ได้พบกับ “ที่ปรึกษาที่ดี” ในช่วงเวลานั้นด้วย พวกเขาแนะนำว่าทำไมผมไม่ลองใช้เวลาในช่วงสองสามปีแรกเพื่อตักตวงความมั่งคั่งให้ได้มากที่สุด? เมื่อคุณรวยมากพอแล้ว คุณก็สามารถที่จะให้คนอื่นได้มากกว่าอีก เหมือนในพระคัมภีร์ตอนหนึ่งได้บอกว่า “เราจะทำอย่างนี้ คือจะรื้อยุ้งฉางของเราเสียและจะสร้างใหม่ให้โตขึ้น แล้วเราจะรวบรวมข้าวและสมบัติทั้งหมดของเราไว้ที่นั่น” (ลูกา 12:18-19)

แต่ปัญหาที่ผมคิดก็คือว่า : เมื่อเรามีเพียงพอมันหมายถึงเรามีเพียงพอจริงๆหรือ? และพระเจ้าจะไม่ทรงเลี้ยงดูแม้กระทั่งนกกระจาบหรือ? “มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” (มัทธิว 6:26) แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าชีวิตของเราจะต้องตายก่อนที่จะตักตวงทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อนได้ “แต่พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า :โอ คนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า แล้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า” (ลูกา 12:20)

ผมใช้เวลาชั่งน้ำหนักของตัวเลือกมากมาย วันหนึ่ง คู่หมั้นของผมได้ถามผมว่า “คุณไม่เคยต้องการที่จะทำงานกับ NGO (องค์การนอกภาครัฐ) หรือ? แล้วคุณไปอยู่ไหนมาก่อนที่จะมาถึงจุดนี้? ” คำถามที่เธอถามผมในขณะนั้นมันโดนใจผมเต็มๆ ผมกำลังวิ่งหนีจากสิ่งที่หัวใจของผมต้องการ และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมผมคอยมีคำถามกวนใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา

เราทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราวิ่งหนีจากสิ่งที่หัวใจเรียกร้องหรือการทรงเรียกของพระเจ้า ครั้งหนึ่งผมเคยตกอยู่ในความรู้สึกผิดนั้นเหมือนกับเรื่องของโยนาห์ที่ติดอยู่ในท้องปลา เพราะพระเจ้าทรงเรียกให้ผมกลับมาสู่เส้นทางที่ผมควรจะเดิน

ตอนนี้ผมทำงานกำลังจะเข้าสู่เดือนที่สามแล้ว ที่มูลนิธิที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร อยู่ในเครือข่ายขององค์กรคริสเตียน มีเป้าหมายเพื่อที่จะขจัดความยากจนของคนทั่วโลก และเป็นงานที่ที่เปิดกว้าง ให้ผมได้เห็นด้านต่างๆของสิงคโปร์เกือบทุกวัน ด้านที่ไม่มีสิ่งล่อตาล่อใจ ผมเป็นพยานให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในชีวิต และพวกเขากำลังมองหาศักดิ์ศรีท่ามกลางความยากลำบากของพวกเขา ผมเห็นแรงบันดาลใจจากทุกชีวิตและได้ทำงานร่วมกันเพื่อมอบความหวังให้แก่ผู้ด้อยโอกาส

เหนือสิ่งอื่นใด ผมดีใจและขอบคุณพระเจ้ามากที่ผมได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานนี้ และได้ลงมือทำอย่างจริงจังด้วยสองมือของผมเอง

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง