เป็นโสดดีกว่าแต่งงานจริงหรือ?

วันที่ 11-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Chia Poh Fang
ผู้แปล-ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

จากการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถึงเรื่องอัตราการเกิดที่มีอย่างต่อเนื่องแพร่หลายและจำนวนประชากรที่สมรสเพิ่มขึ้น ฉันเกิดความสงสัย และลองคิดเล่นๆกับตัวเองว่า : อะไรจะเป็น “รางวัลที่เป็นแรงจูงใจ” ให้ฉันเปลี่ยนจากชีวิตโสดที่แสนจะสบายมาผูกมัดชีวิตด้วยการสมรสกับใครซักคน? โอเค, เรามาลองคิดในแง่ที่พอจะเป็นไปได้บ้าง สมมติว่าเราคบหาดูใจกับใครซักคนมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว และก็นัดเจอกันอาทิตย์ละ 1 วันนี่ก็ถือว่าหรูมากแล้วในสังคมสมัยนี้ เพื่อที่จะใช้เวลาทำความรู้จักกันให้มากยิ่งขึ้น คู่รักส่วนมากรู้จักกันจริงๆแค่ประมาณ 156 วัน ส่วนตัวฉันเองใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมาตลอด 13,870 วัน

อย่างที่สองก็คือ การผสมผสานความแตกต่างของคนสองคนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน และยิ่งไปกว่านั้น “สองคนจะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน” และการปรับตัวเข้าหากันเป็นเรื่องที่ยากที่จะทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ถือเป็นก้าวสำคัญและจำเป็นที่คนสองคนจะต้องเชื่อใจและไว้ใจกันให้มากที่สุด

ใช่แล้ว! ฉันกำลังเป็นโรคกลัวการมีพันธะ หรืออาจจะเป็นเหมือนที่เพื่อนของฉันได้บอกไว้ว่า ฉันอาจจะยังไม่เจอคนที่ใช่สำหรับฉัน แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ฉันรู้ว่าพระเจ้าจะทรงทำงานงานของพระองค์ผ่านทางชีวิตของฉัน หากเรื่องการแต่งงานเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากพระเจ้า พระองค์จะทรงกระทำสิ่งดีกับผู้ที่รักพระองค์ ในฐานะที่เราเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกให้อยู่ในพระประสงค์ของพระองค์ “เพื่อที่เราจะใช้ชีวิตให้สมกับที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉาย แห่งพระบุตรของพระองค์” (โรม 8:28-29) ยิ่งฉันคิดถึงความสำคัญของเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ฉันยิ่งรู้สึกว่าเรื่องของการแต่งงานได้ถูกจัดเตรียมไว้ในแผ่นดินสวรรค์

การทำความเข้าใจ

บางครั้ง ฉันรู้สึกว่ามันจะง่ายกว่าถ้าหากว่าเราตัดเรื่องแต่งงานออกจากส่วนหนึ่งของชีวิตให้เป็นเรื่องที่อยู่ในหมวดของความน่าจะเป็นหรือโอกาสที่ไม่ได้มีกันทุกคน มากกว่าเรื่องที่จะต้องให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องของการบีบบังคับและไม่ต้องมีกฎเกณฑ์เข้ามาควบคุม

นี่เป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกเกี่ยวกับผู้ชายที่เคยเข้ามาแสดงความสนใจฉัน ฉันรู้สึกว่าการเริ่มต้นเดทกับพวกเค้าทำให้ชีวิตของฉันเหมือกับปลาที่เคยว่ายอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่กลับต้องมาว่ายวนอยู่ในบ่น้ำเล็กๆเพียงเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด หรือพูดง่ายๆว่าพวกเค้าทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดนั่นเอง

เราต่างก็รู้ดีว่าเราทุกคนมีส่วนลึกของหัวใจที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และไม่อาจจะทรยศความรู้สึกของตนเองได้ และยึดมั่นในวิถีชีวิตที่เราเองไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ ฉันตั้งใจที่จะเลือกคู่ชีวิตอย่างระมัดระวัง ฉันไม่ต้องการที่จะพบกับคนที่ไม่สามารถดูแลฉันได้ และไม่อยากที่จะติดอยู่ในสถานการณ์ที่คนรักของฉันอาศัยอยู่คนละโลกกับฉัน ฉันอยากจะแบ่งปันและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตกันและกัน ไม่อยากที่จะต้องรู้สึกว่าเราไม่เคยสัมผัสกันที่หัวใจหรือไม่เคยรู้ถึงความฝันของกันและกันเลย

ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

แต่ฉันก็ยังเชื่อในความมหัศจรรย์ของการแต่งงาน ซึ่งเราเรียกมันว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต”
ในชีวิตสมรส มันเป็นเรื่องราวของคนสองคนที่จะต้องมาผสมรวมเข้าด้วยกัน แต่ละคนต่างมีชีวิตในรูปแบบของตัวเอง ต่างที่มา,ต่างความรู้สึกนึกคิดและต้องมาอยู่ด้วยกัน และแบ่งปันมุมมองในชีวิตก่อนหน้าที่พวกเค้าจะมาเจอกัน
พวกเค้าต่างคงความเป็นตัวของตัวเองแต่ก็กลายเป็นคนๆเดียวกันในการใช้ชีวิตคู่ เป็นการรับรู้กันอย่างแพร่หลายว่าการแต่งงานไม่ใช่จุดจบของทุกสิ่งและก็จะไม่เป็นเรื่องที่น่าอึดอัดอีกต่อไป

มีเพียงการสมรสเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตพบความหมายอย่างลึกซึ้งและขยายกว้างออกไป โดยการสืบเชื้อสายจากการมีทายาท โดยที่ทั้งสองฝ่ายได้เลือกไว้เพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกัน การแต่งงานเหมือนเป็นแรงโน้มถ่วงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชีวิตคู่ ซึ่งสามรถจะทำให้คนทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวาขึ้นด้วย มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและไม่มีความเห็นแก่ตัวในชีวิตสมรส ซึ่งเราเองก็อาจจะไม่สามารถเข้าถึงมันได้ ไม่มีความสัมพันธ์ใดที่ฝ่ายหนึ่งจะมีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่ง และให้ความสำคัญกับอีกฝ่ายเป็นอย่างมากซึ่งอาจจะเป็นบททดสอบในความสนใจของกันและกัน และในเวลาเดียวกันก็ยังถือว่าเป็นรางวัลที่มีค่ามากที่สุดของกันและกันอีกด้วย

ในวิชาคณิตศาสตร์ ผลแห่งการหาค่าของการสมรสนั้นได้เท่ากับ “ความไร้เหตุผล” เพราะสองกลายเป็นหนึ่ง และในขณะเดียวกัน ผลรวมของคนสองคนมันให้คุณค่าที่ยิ่งใหญ่ด้วย

ดังเช่นคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งที่ได้เคยบอกว่า : การสมรสคือความมหัศจรรย์
ราวกับเวทมนตร์ คู่สมรสซึ่งเรารู้จักกันในชื่อของชายและหญิง สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนสองคนอย่างยิ่งใหญ่จนกลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของความรัก ในฐานะที่เรารู้จักกันดีและเรียกพวกเค้าว่า สามีและภรรยา

ความเข้าใจในพระคัมภีร์

เป็นเวลานานมาแล้วที่คำสอนของพระธรรม 1โครินธ์ 7 ได้ขัดเกลาความคิดของฉันเกี่ยวกับเรื่องการสมรสและการใช้ชีวิตโสด

พื้นฐานจากพระธรรม 1โครินธ์ 7:8-9 โดยท่านอาจารย์เปาโลได้อธิบายไว้ว่า “ข้าพเจ้าว่าอย่างนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของท่าน มิใช่จะเอาบ่วงบาศคล้องท่าน แต่เพื่อความเป็นระเบียบ ให้ท่านปฏิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยปราศจากใจสองฝักสองฝ่าย” (1โครินธ์ 7:32-35) แต่ถึงแม้จะมีความสาละวนวุ่นว่ายอยู่กับชีวิตสมรสก็ตาม แต่การแต่งงานก็ดีกว่าที่มีชีวิตโสดที่มีใจเร่าร้อนด้วยกามราคะ

อาจารย์เปาโลให้คำแนะนำไว้สามประการเกี่ยวกับว่าทำไมคนโสดจึงควรที่จะรักษาชีวิตไว้อย่างคนโสด
เหตุผลแรก คือ เพราะคนโสดมีเหตุแห่งความยากลำบากของเขามากพออยู่แล้ว มากกว่าคนที่แต่งงานแล้วเสียอีก (1โครินธ์ 7:25-28)

เหตุผลที่สอง คือ เพราะว่ายุคนี้ก็สั้นมากแล้ว คริสเตียนไม่ควรปล่อยให้เรื่องของการสมรสและสิ่งต่างๆในโลกเป็นเรื่องที่สำคัญมากไปกว่าเรื่องของพระเยซูคริสต์และเรื่องชีวิตนิรันดร์ (1โครินธ์ 7:29-31)

เหตุผลที่สาม เพราะว่าการแต่งงานนำมาซึ่งความรับผิดชอบในทางโลกและแบ่งแยกความสำคัญที่เราจะต้องสนใจในทางโลกด้วยดังนั้น ท่านอาจารย์เปาโลจึงได้บอกว่า “ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนที่ยังเป็นโสดและพวกแม่ม่ายว่า การที่เขาจะอยู่เหมือนข้าพเจ้าก็ดีแล้ว” (1โครินธ์ 7:32-35)

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ฉันจึงถามตัวเองว่า ทำไมพระเจ้าถึงให้มีการแต่งงาน? ในเมื่อมันดูเหมือนจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

ฉันได้เรียนรู้ว่าในพระธรรม 1โครินธ์7 ได้พูดถึงการล้มลงของมนุษย์และความล่มสลายของโลกนี้ ฉันจึงพอจะรวบรวมความเข้าใจได้อย่างนี้ว่า การแต่งงานของคริสเตียน คือการแต่งงานตามแผนการของพระเจ้าเพื่อที่จะเป็นคำพยานที่เข้มแข็งในโลกใบนี้ เพื่อประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์และเป็นพยานถึงความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อโลก

การแต่งงานโดยทั่วไปไม่ได้หมายความโดยปริยายว่าเป็นการแต่งงานแบบคริสเตียนเสียทั้งหมด เพราะไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคริสเตียนสองคน แต่งงานในคริสตจักรที่มีศิษยาภิบาลมาประกอบพิธีให้ ทำให้กลายเป็นการแต่งงานแบบคริสเตียน แต่มันมีความหมายมากกว่านั้น หมายถึงชีวิตส่วนตัวของคุณทั้งสองที่ดำเนินชีวิตอย่าง “คู่ชีวิตที่มีคุณภาพด้วย”

ฉันจึงต้องความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพระธรรม 1โครินธ์ 7 ซึ่งมีดังต่อไปนี้:

แน่นอนว่า คนโสดย่อมมีปัญหาในชีวิตประจำวันมากไม่น้อยไปกว่าคนที่แต่งงานแล้ว แต่ก็เป็นความจริงที่สองคนรวมกันอาจจะดีกว่าการที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว การอยู่รวมกันเป็นคู่ ย่อมสามารถช่วยกันเอาชนะอุปสรรคปัญหาในชีวิตประจำวันที่เข้ามาได้ดีกว่าต้องสู้โดยลำพัง

และแน่นอนว่า ใกล้จะสิ้นยุคแล้ว และอย่าที่ได้เคยบอกไปว่าคริสเตียนไม่ควรปล่อยให้การแต่งงานและสิ่งต่าง ๆ ในโลกมาเป็นสิ่งรบกวนหรือให้สิ่งเหล่านี้สำคัญมากไปกว่าเรื่องของพระเยซูคริสต์และชีวิตนิรันดร์ ไม่ว่าเราจะโสดหรือแต่งงานแล้ว ความจริงในข้อนี้ใช้ได้กับบุคคลทั้งสองสถานะ

ใช่แล้ว! เพราะว่าการแต่งงานนำมาซึ่งความรับผิดชอบอีกมากมายในทางโลกและดึงส่วนที่จะเป็นความสนใจในงานของพระเจ้าออกไปด้วย ดังนั้นคนที่เลือกแล้วว่าจะใช้ชีวอตอยู่อย่างเป็นโสดก็ต้องมีเวลาที่จะรับใช้พระเจ้าเต็มเวลามากกว่าคนที่แต่งงานแล้ว แต่ก็ยังมีความจริงที่ว่า เมื่อคนสองคนร่วมมือกระทำงานในพันธกิจเดียวกันเพื่อรับใช้พระเจ้าแล้ว ยอมเห็นผลที่ยิ่งใหญ่กว่าและอาจจะเกิดผลมากกว่าหลายเท่า ดังนั้นทั้งสองจึงควรที่จะเลือกใชีชีวิตคู่นี้เพื่อรับใช้องค์พระเยซูคริสต์ด้วยกันต่อไป การทรงเรียกของพระเจ้าได้จุดประกายมุมมองของเราให้กว้างขึ้น พันธกิจในบ้านของเราก็สำคัญพอๆกันกับพันธกิจบนโลกใบนี้

ท้ายที่สุดนี้

ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฉันจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องของการแต่งงาน,ชีวิตโสดและความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง