อะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้า?

วันที่ 12-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Daniel Ryan Day, USA
ผู้แปล-ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

มีหลายครั้งที่ชีวิตของคนเรามาถึงจุดที่เราไม่รู้จะทำอะไร ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น บางครั้งเมื่อนึกถึงเวลาที่เราคิดว่าไม่รู้จะทำอะไรดี มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ใครหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระ การหาคำตอบผิดๆให้กับชีวิตจะไม่ส่งผลสำคัญอะไรกับตัวเองเลยเหรอ ช่วงคริสตมาสที่ผ่านมา ผมมีความเครียดมากเพราะต้องการที่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าคริสตมาสที่สมบูรณ์แบบนั้นเป็นอย่างไร ผมหมายความแบบนี้จริงๆนะ แต่มันจะมีอะไรที่แย่ไปกว่านี้อีกล่ะ?

มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ที่ผมรู้สึกว่าการตัดสินใจซึ่งผมกำลังจะทำนั้น หากว่าผมเลือกเดินทางผิด มันหมายความว่า ชีวิตของผมจะเปลี่ยนไปทันที ผมจะต้องหายตัวออกไปจากสิ่งที่ผมควรจะทำกับชีวิตของผม

ผมคิดว่าวัฒนธรรมที่ผมอยู่นั้นมีความกดดันอย่างมากกับอนุชนวัยรุ่นที่อยู่ในวัยที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ในเรื่องการตัดสินใจในการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเค้า ระหว่างอายุ 18-24 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือกอาชีพ จากผลการสำรวจพบว่าเราทิ้งให้วัยรุ่นเกิดความเครียด จนทำให้จำนวนของนักศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยลดน้อยถอยลง นอกจากนี้ยังไม่รวมถึงกลุ่มวัยกลางคนที่มีอายุ 30-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คอยเปลี่ยนงานอยู่ตลอดเวลาและพยายามตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า : จริงๆแล้วชีวิตฉันต้องการที่จะทำอะไรกันแน่?

สำหรับคริสเตียนนั้น เรามีความปรารถนาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการเติมเต็มเป้าหมายของชีวิตและการหาอาชีพให้กับตนเอง ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนเรายังต้องการที่จะแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราอีกด้วย เพราะเราต่างก็เชื่อว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมแผนการที่ดีในอนาคตให้กับเรา เพราะเรารู้ว่าการหางานไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวเราแต่ขึ้นอยู่กับแผนงานของพระองค์

แต่ถ้าหากว่าพระเจ้าไม่เคยบอกกับเราว่าพระองค์ทรงต้องการให้เราทำอะไรล่ะ? เราจะต้องทำอย่างไรถ้าพระองค์ยังทรงเงียบอยู่? และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราอาจจะเกิดคำถามที่อยากจะขอให้พระองค์ทรงบอกกับเราว่าเราควรจะทำอย่างไรดีกับชีวิตของเรา?

นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่ ผมอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงเปิดเผยถึงพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตผม ผมก็ยินดีที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ทุกอย่าง ผมยอมที่จะไปในที่ๆพระองค์ต้องการให้ผมไป แต่พระองค์ก็ยังไม่ตอบผม—ยังทรงเงียบอยู่ อาจจะเหมือนกับฉากๆหนึ่งที่อยู่ในหนังสยองขวัญที่เราไม่รู้ว่าจะเจออะไรต่อไปข้างหน้าก่อนที่จะมีใครตาย หวังว่าผมคงจะไม่ต้องตายอย่างในหนังที่ว่ามา

นี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อชีวิตของคุณ

เพราะผมไม่สามารถหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ได้ ผมจึงเกิดความโกรธเคืองต่อพระเจ้า คุณเคยโกรธพระเจ้ามาก่อนหรือเปล่า? จริงๆแล้วผมโกรธพระเจ้าจนถึงขนาดว่าต้องหาข้อมูลในกูเกิ้ลเลย เกี่ยวกับเรื่องของ “อะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา?”

ผมลองค้นไปที่หน้าเว็บที่มีรายละเอียดของข้อความในพระคัมภีร์ หลังจากที่อ่านพระคำในข้อแรกแล้ว ผมเกือบจะโยนคอมพิวเตอร์ออกจากหน้าต่าง พระธรรมตอนนั้น คือพระธรรม เยเรมีย์ 29:11 ซึ่งกล่าวไว้ว่า “พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า”

ผมตะโกนออกไปอย่างดังเลยว่า “ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับผม! ”
“แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า พระองค์ไม่ทรงบอกผมเลยว่ามันคืออะไร”

ผมอ่านต่อมาในพระธรรม 1 เธสะโลนิกา 4:3 ได้กล่าวไว้ดังนี้ “นี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์ …” อะไรกัน ! ผมคิดว่าผมกำลังมองหาพระประสงค์ของพระเจ้าที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลารอคอยพระประสงค์นั้นอีกนานเท่าไหร่ และมันมีคำตอบที่รอผมอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล จึงทำให้ผมสงสัยและอยากที่จะหาคำตอบว่ายังมีอะไรอีกมั้ยที่ผมยังไม่รู้ หรือว่ามันอาจจะเป็นการทรงเรียกอย่างอื่น ผมจึงเริ่มค้นหาคำตอบในตอนนั้น

ต่อมาในพระธรรมเดียวกันนี้เองคือ 1 เธสะโลนิกา 5:16-18 ผมพบข้อพระคำที่บอกว่า “จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย” และต่อมาในพระธรรม 1 เปโตร 2:15 ก็ได้ย้ำอีกว่า “เพราะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่จะให้ท่านทั้งหลายระงับความโง่ของคนโฉดเขลาด้วยการประพฤติดี”

ยิ่งผมพยายามค้นหาในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลมากเท่าไหร่ ผมยิ่งพบคำตอบที่ชัดเจนจากพระวจนะคำของพระองค์ในเรื่องพระประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น—และพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเราทั้งหลายเมื่อนำมารวมๆกันแล้วถือว่ายาวมากและเยอะมากจริงๆ อันที่จริงแล้วผมรู้สึกซาบซึ้งตั้งแต่เริ่มต้นค้นหาถึงเรื่องเกี่ยวกับพระประสงค์ของพระเจ้า แล้วก็กังวลเล็น้อว่าผมจะเริ่มต้นปฏิบัติตามทั้งหมดที่ได้อ่านมานี้ได้อย่างไร?

แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทรงเตือนกับฉันถึงพระสัญญาของพระเยซูคริสต์ที่ทรงให้ไว้กับเราผู้เชื่อทั้งหลายว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พักด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา” (มัทธิว 11:28-30)

ในช่วงเวลาของพระเยซูคริสต์ในตอนนั้นแอก จะมีลักษณะเเป็นท่อนไม้ที่วางอยู่บนคอของวัว เพื่อให้สามารถดึงสัมภาระที่หนักๆได้ บ่อยครั้งที่ใช้วัวสองตัวผูกเอาไว้ด้วยกัน เพื่อที่จะให้วัวเหล่านั้นสามารถที่จะดึงของหนักๆให้ได้มากเป็นสองเท่า

ผมไม่รู้ว่าพวกคุณเคยทราบเกี่ยวกับเรื่องแอกและเรื่องวัวที่ใช้ลากของหนักนี้หรือเปล่า ดังนั้น ผมจึงได้แต่คิดเปรียบเทียบกับรถลากกระเป๋าในสนามบินที่เค้าเอไว้ขนสัมภาระของผู้โดยสาร หากคุณเคยมองออกนอกหน้าต่างของเครื่องบินในขณะที่เครื่องยังจอดอยู่ คุณจะเห็นว่าในสนามบินนั้นจะมีรถลากกระเป๋า ที่คอยไว้ใช้ขนสัมภาระของผู้โดยสารขับวนเวียนอยู่ใกล้ๆกับบริเวณเครื่องบิน ผมจึงเปรียบเทีบยแอกในพระคัมภีร์เสมือนกับกระบะที่ต่อกับรถลากในสนามบินที่เค้าเอาไว้ขนกระเป๋าของผู้โดยสารนั่นเอง

ดังที่ผมได้อ่านพระคำของพระเจ้าในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ในหลายๆตอนนั้น ผมได้เห็นถึงพระบัญญัติหลายๆข้อ ความคาดหวังและการทรงเรียกของพระเจ้าที่มีต่อผม มันเหมือนกับเป็นการเพิ่มกระเป๋าเดินทางใหม่ไปในขบวนสัมภาระ และเมื่อตอนที่ผมโหลดกระเป๋าเสร็จฉันรถสัมภาระซึ่งขนกระเป๋าจำนวนมากนั้น ซึ่งก็เปรียบสัมภาระนั้น เหมือนเป็นรายละเอียดแห่งพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของผม และมันก็เป็นภาระหนักที่หนักอยู่

แต่พระเยซูคริสต์ได้ทรงบอกกับเราทั้งหลายว่า— “จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พักด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา” ซึ่งถ้าผมคิดว่าการติดตามพระเจ้าเป็นภาระหนักแล้วล่ะก็ คงจะต้องมีอะไรที่ผิดไปในชีวิตของผมเลยแน่ๆ

พระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรา

ความจริงก็คือ พระเยซูคริสต์ได้ทรงมีพระประสงค์ที่เรียบง่ายในชีวิตของเรา “พระเยซูทรงตอบเขาว่า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้านั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้น ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้”

ผมคิดว่าพระเยซูคริสต์ไม่ได้ทรงสอนพระบัญญัติที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อเราเท่านั้น แต่ในพระธรรมตอนนี้ พระองค์ยังทรงระบุสิ่งที่ผมเรียกว่า “การทรงเรียกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” อีกด้วย ก่อนอื่นคุณและผมต่างก็ได้รับการทรงเรียกให้เดินในทางอันชอบธรรมและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า แทนที่จะต้องจดจำในสิ่งที่ต้องทำและในสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น รถกระบะที่ลากสัมภาระ —พระเยซูได้ทรงรับเอาภาระหนักเหล่านั้นออกจากกฎหมายของโมเสส ออกจากบ่าของเรา และให้เราทั้งหลายดำเนินชีวิตตามพระประสงค์อันเรีบยง่ายของพระองค์แล้ว

อะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้า? ที่บอกว่าเรียบง่าย นั่นคือ “การที่เรารักพระเจ้าและรักผู้อื่น” นั่นคือพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าทรงมีต่อเราทุกคน ถ้าคุณจำพระบัญญัติอย่างอื่นของพระเจ้าไม่ได้เลย ผมหวังว่าอย่างน้อยก็ขอให้คุณจำไว้เพียงว่า พระเจ้าทรงเรียกคุณ—และพระองค์ทรงมีพระประสงค์และทรงมีแผนการที่ดีไว้สำหรับคุณเสมอ—ขอเพียงให้เราทั้งหลาย “รักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเรา ด้วยสิ้นสุดความคิดและด้วยสิ้นสุดกำลังของเรา และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”

Tags: Daniel Ryan Day, , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง