พระประสงค์ของการทรงเรียก

วันที่ 3-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : J. Chow, Canada
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ฉันมีความเห็นไม่ลงรอยกับเพื่อนสนิทของฉันระหว่างการสนทนาเมื่อคืนก่อน มันทำให้ฉันครุ่นคิดตลอดทั้งคืนจนนอนไม่หลับและเช้าวันต่อมาฉันตื่นสายแถมยังรู้สึกอ่อนเพลีย แม้ว่าฉันจะเกลียดการตื่นสาย แต่เป็นเพราะว่าฉันยังเหนื่อยอยู่เลยทำให้ฉันขาดเรียนในวันนั้น เมื่อฉันตื่นขึ้นมาจะทำอาหารเช้าก็พบว่านมที่ฉันดื่มทุกเช้านั้นหมดอายุแล้ว ฉันจึงต้องเทน้ำชาที่เตรียมไว้เพื่อผสมกับนมนั้นทิ้งไป แล้วเปลี่ยนมาทำกาแฟดื่มแทนแต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่รู้วันนี้เป็นวันอะไร น้ำที่จะใช้ชงกาแฟดันไม่ร้อน จึงทำให้กาแฟของฉันในเช้านั้นมีรสชาติกร่อยทันที

หากใครเจอแบบนี้ตั้งแต่เช้า แน่นอนว่าต้องเครียดเหมือนกับฉัน ในตอนนั้นฉันรับใช้พระเจ้าเป็นมิชชั่นนารีอยู่ในแถบเอเชียตะวันออก งานของฉันหลักๆแล้วจะทำงานร่วมกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และคนที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในชุมชน

ฉันมาจากประเทศแคนนาดา มาทำงานในเอเชียนี้ก็เพราะว่าฉันมีใจที่หิวกระหายอยากที่จะประกาศเรื่องของพระเยซูคริสต์ให้กับผู้อื่น ร่วมกับสมาชิกในทีมที่มาทำงานร่วมกันอีก 5 คน ฉันมาทำงานด้วยหวังใจว่าจะประกาศให้มีผู้เชื่อเพิ่มขึ้นและอยากจะช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และเห็นคริสตจักรที่เกิดใหม่เติบโตขึ้นและได้รับการขับเคลื่อน และมีความเชื่อว่าเมื่อเราได้เทศนาประกาศให้ผู้อื่นได้ยินได้ฟังแล้วเขาจะรับเชื่อ และจะได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพันธกิจของเรา และท้ายที่สุดแล้วข่าวประเสริฐจะแพร่ขยายไปทั่วโลก

ด้วยความที่ฉันเป็นคนช่างฝัน ฉันเลยมีความฝันและความหวังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ ฉันรู้ว่านี่เป็นการทรงเรียกของพระเจ้าให้ฉันได้มารับใช้ในทวีปเอเชีย แต่เมื่อผ่านไปครึ่งปีฉันต้องทำงานร่วมกับนักศึกษาที่มีงานยุ่งมากเกินไป และพยายามที่จะทำงานที่เกี่ยวกับความละเอียดอ่อนระหว่างความสัมพันธ์ของสมาชิกในคริสตจักร ต้องเผชิญกับปัญหาในการที่จะสร้างให้สมาชิกมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฉันทำงานคลุกคลีอยู่ในมหาวิทยาลัยวันละ 10 ชั่วโมงต่อวัน , 6 วันต่อสัปดาห์ ในแต่ละวันฉันกระหืดกระหอบและเหนื่อยเกินกำลังอีทั้งมีอารมณ์ฉุนเฉียวอยู่ตลอดเวลา

จากนั้นฉันก็มานั่งคิดว่าในแต่ละวันที่ฉันวางแผนตารางงานที่แสนจะวุ่นวายนี้และท้าทายนี้ มันกลับทำให้ฉันรู้สึกอยากที่จะยอมแพ้ และการเดินทางของฉันนี้กลับทำให้ฉันหันเข้ามาร้องไห้หาพระเจ้าและตั้งคำถามกับพระองค์ว่า ทำไม? และ อะไรคือวัตถุประค์ของการเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายเหล่านี้?

เมื่อฉันคิดได้ดังนั้น ฉันก็เริ่มต้นอธิษฐาน และได้ยินพระเจ้าตรัสกับฉันว่า :

“ เราน่าจะพาเจ้าไปในสถานที่ ที่สวยงามเพื่อนมัสการเรา แต่เราก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น เราพาเจ้ามาที่นี่ มาอยู่ท่ามกลางหมอกควัน ความสกปรกและความยากลำบาก , เราพาเจ้าออกมาไกลแสนไกล จากครอบครัวและเพื่อนฝูงของเจ้า เราพาเจ้ามาอยู่ท่ามกลางความร้าวฉานและมาอยู่ในทีมงานที่มีแต่ความขัดแย้ง, เราพาเจ้ามาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง และนี่แหละคือที่ที่เราพาเจ้ามาเพื่อนมัสการเรา
“เจ้าเป็นลูกสาวของเราและเรารักเจ้าดั่งแก้วตาดวงใจของเรา เราจะทอดทิ้งเจ้าได้อย่างไร? เราจะอยู่กับเจ้าเสมอ เรารู้ว่าความท้าทายและความยากลำบากนี้จะมาถึงเจ้าแต่เราก็ยังยืนยันที่จะส่งเจ้ามาที่นี่ เป็นเพราะว่าเรามีจุดประสงค์ให้กับชีวิตของเรและทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นความตั้งใจของเรา เราต้องการที่จะให้เจ้าเรียนรู้ที่จะชูมือขึ้นนมัสการเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามและไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ถึงกระนั้นแล้วเจ้าจะยังนมัสการเราอยู่หรือไม่? ”

การที่เราทั้งหลายจะได้มีโอกาสที่จะได้นมัสการพระเจ้า นั่นแหละคือพระประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อเราทุกคน ฉันเคยให้ความสนใจจดจ่ออยู่แต่กับการเป็นมิชชันนารี แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าการทรงเรียกของพระเจ้านั้นแสนเรียบง่าย เพียงเพื่อให้เราทั้งหลายได้เข้ามานมัสการพระองค์ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก อับบา! พระบิดาของเรา พระเจ้าของเราทรงเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์และทรงเป็นจอมเจ้านาย

“แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ ” ยอห์น 4:23

มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอยู้ที่ไหนหรือจะทำงานสำเร็จแล้วหรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือการที่เราได้เข้ามาหาเพื่อนมัสการพระเจ้าของเราแล้วหรือไม่? ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้นมัสการการพระองค์ แต่ร้องไห้ออกเสียงแล้วพูดว่า โฮซันนา! นั่นก็เป็นเหมือนการนมัสการพระเจ้าแล้ว “ข้าแต่พระบิดา ขอให้ข้าพระองค์ได้นมัสการพระองค์ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยความจริง อาเมน”

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง