ทำไมการประกาศของทีมมิชชั่นจึงไม่เกิดผลอย่างยั่งยืน

วันที่ 9-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน: Adriel Yeo,Singapore
ผู้แปล: ศิริอรทัย ลู
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

คุณเคยเดินทางไปทำพันธกิจเพื่อการประกาศในต่างประเทศหรือที่เราเรียกกันว่า”มิชชั่นทริป” (ซึ่งเป็นการไปประกาศจากทีมมิชชั่นจากประเทศต่างๆในช่วงระยะเวลาสั้นๆ) มาก่อนหรือไม่? ถ้าหากคุณยังไม่เคย ให้นึกตาม 3 สถานการณ์ดังต่อไปนี้:

1) คุณและเพื่อนร่วมคริสตจักรกำลังวางแผนที่จะเดินทางไปทำภารกิจแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประกาศเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ในต่างประเทศ แล้วคุณรู้สึกตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะไป นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าคุณเจอคริสตจักรที่คุณอยากจะร่วมงานด้วย ดังนั้นให้คุณจึงตั้งใจหาสิ่งที่ขาดหายไปในคริสตจักรนั้นและตั้งใจเริ่มต้นที่จะทำพันธกิจใหม่ที่นั่น ในขณะที่คุณยังอยู่ที่นั่นและยังสามารถช่วยเหลือคริสตจักรนั้นได้
2) คุณเคยได้ยินเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้น ซึ่งอาจจะเป็นหมู่บ้านที่ยากจน อยู่ห่างไกลความเจริญ และยังไม่มีโรงเรียนสอนเด็กในหมู่บ้านแห่งนั้น ดังนั้นคุณและเพื่อนๆของคุณ พร้อมที่วางแผนเพื่อสนับสนุนพวกเขาโดยการบริจาคเงินหรืออุปกรณ์การศึกษาต่างๆ
3) คุณเป็นผู้นำอนุชนและต้องการที่จะนำอนุชนของคุณเดินทางข้ามประเทศเพื่อไปรับใช้พระเจ้าในพันธกิจแห่งการประกาศและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในท้องถิ่นนั้น หรื่อที่เราเรียกสั้นๆว่า “มิชชั่นทริป” (ทริปเพื่อพันธกิจแห่งการประกาศ!)

คุณเคยไปทำพันธกิจแบบนี้มาก่อนหรือไม่? และคุณรู้จักคนอื่นที่ไปทำพันธกิจคล้ายๆที่ได้กล่าวมาแบบนี้บ้างไหม? ผมเคยครับ!

ในขณะที่ผมเคยสงสัยในเจตนารมณ์และเป้าหมายที่เป็นการดีที่อยู่เบื้องหลังของการการเดินทางไปทำพันธกิจดังกล่าวเลย ผมกลับพบว่ามันอาจจะไม่ได้ทำให้เกิดผลที่ดีเสมอไป และไม่ได้เกิดประโยชน์เท่าที่ควรตามที่พวกเราคิดไว้ ในสถานการณ์ทั้ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้น ผมกลับมีความเห็นว่าพันธกิจบางอย่างหากเราทำในระยะเวลาอันสั้น มันอาจจะส่งผลในทางกลับกันหรืออาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีก็ได้ หากเราพบว่า

1) เมื่อเราสร้างงานที่ไม่ยั่งยืน

ในการเดินทางไปทำพันธกิจแห่งการประกาศในระยะสั้นนี้ ผมเชื่อว่าในบางครั้ง พันธกิจที่เรากำลังกระทำอยู่อาจจะทำให้เกิดผลที่ไม่ยั่งยืนและอาจจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ให้กลับไปนึกถึงสถานการณ์ในข้อแรกในกลุ่มของผู้ที่มุ่งหวังที่จะทำให้พันธกิจเกิดผลนั้น ในการลงมือปฏิบัตินั้นไม่ใช่เพียงแต่ต้องการกำลังเงินสนับสนุนในพันธกิจเท่านั้น แต่ยังต้องการกำลังคนอีกด้วย หลังจากที่ได้ไปทำพันธกิจระยะสั้นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาของเรา เมื่อพันธกิจนั้นสิ้นสุดลง นั่นหมายถึงทางสภาคริสตจักรท้องถิ่นต้องให้กลุ่มสมาชิกหรือศิษยาภิบาลในท้องถิ่นนั้นๆช่วยดำเนินการต่อในพันธกิจนั้นด้วยตนเอง แต่บ่อยครั้งที่เราพบว่าศิษยาภิบาลของคริสตจักรเหล่านั้นก็มีงานล้นมืออยู่แล้ว ดังนั้นใครจะเป็นผู้ดำเนินการติดตามกับกลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือเหล่านั้น? เราจะให้สมาชิกที่โบสถ์ทำงานมากขึ้นโดยไม่คำนึงถึงความจำเป็นที่เค้าจะต้องทำงานที่เป็นงานหลักของเค้าเหล่านั้นหรือ?

นอกจากนี้เรายังมีโอกาสที่จะทำความผิดพลาด ในกรณีของการทำความเข้าใจในเรื่องของระบบทางสังคมและวัฒนธรรมของที่นั่นก็ได้ เพราะส่วนใหญ่เราจะวางแผนและจัดระเบียบหรือกิจกรรมในคริสตจักรให้สอดคล้องกับประเทศหรือวัฒนธรรมของเราเอง อย่างไรก็ตามการที่เราทำงานแล้วเกิดผลในที่หนึ่งที่ใดอาจจะไม่สามารถเกิดผลในอีกที่หนึ่งก็ได้ เพราะเรากำลังพูดถึงการทำงานร่วมกับคนอื่นที่อยู่ในวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น ผู้รับใช้ในคริสตจักรของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทยที่เคยทำงานอยู่ที่คริสตจักรในกรุงเทพฯ เคยบอกกับผมว่า การจัดประชุมเพื่อการประกาศพระกิตติคุณของพระเจ้ามักจะจัดขึ้นในหมู่บ้านเป็นประจำ ซึ่งอาจจะไม่ได้ผลดีเท่าใดนักหากจัดขึ้นในเมือง เธออธิบายให้ผมฟังว่า ชาวเมืองมีแนวโน้มที่จะตั้งถามคำถามที่มุ่งจะพิสูจน์ความเป็นคริสเตียนของเราว่าเราในฐานะผู้เชื่อจะสามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้ไหม ซึ่งอาจจะเป็นการถามเพื่อลองภูมิหรือเชาวน์ปัญญานั่นเอง เช่นถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่ในทางกลับกับกันถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาที่อยู่ในชนบทก็มักจะเชื่อในบหรือเชื่อในการนมัสการพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจและไม่เคยสงสัยหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องการดำรงอยู่ของพระเจ้า
ในทำนองเดียวกันนี้ หากเราวางแผนที่จะประกาศหรือจัดกิจกรรมต่างๆโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมเราอาจจะกำลังทำงานที่ไม่เกิดผลเท่าที่ควรก็ได้

2) เมื่อเราสร้างจิตวิญญาณแห่งการพึ่งพาอาศัย

นอกจากนี้ การถวายเงินสนับสนุนในพันธกิจเพื่อมอบให้เป็นรายรับ-รายจ่าย ให้แก่กลุ่มพันธกิจอาจเป็นการสร้างจิตวิญญาณและความเชื่อของการพึ่งพาให้กับชาวบ้านในระยะยาว

มีครั้งหนึ่งที่โบสถ์ของผมจัดระดมเงินทุนเพื่อช่วยถวายในการสร้างคริสตจักรในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง คือพวกเราได้มอบให้เป็นของขวัญเพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารโบสถ์ แล้วพวกเราก็ยังได้รับอีเมลเพื่อขอรับบริจาคกีต้าร์และอุปกรณ์ขยายเสียงเพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งดูเหมือนว่าธรรมชาติของชาวบ้านจะเลือกหันมาขอความช่วยเหลือจากเรามากกว่าการระดมทุนภายในหมู่บ้านของพวกเค้าเอง

บาทหลวง วินเซนท์ โดโนแวนซ์ (Vincent J. Donovan) นักบวชนิกายโรมันคาทอลิกผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สอนศาสนาในแอฟริกาตะวันออก ได้ออกมาแบ่งปันเรื่องราวในลักษณะเดียวกันนี้ว่า เขาจำได้ว่า 100 ปีหลังจากที่มิชชันนารีเข้ามาประกาศหรือเผยแผ่ศาสนาในแอฟริกาตะวันออก ไม่มีแม้สักตำบลเดียวที่จะเริ่มทำการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน เนื่องจากการเริ่มต้นจถวายเงินทุนของคริสตจักรใหญ่แห่งหนึ่งในแอฟริกาตะวันออกซึ่งมันได้กลายเป็นการสนับสนุนและการขอระดมเงินทุนอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดหย่อน เนื่องจากชาวแอฟริกันตะวันออกเห็นว่าทางคริสตจักรมีกำลังที่จะถวายและสนับสนุนพวกเขาได้มากถึงขนาดที่ไม่จำเป็นที่พวกเขาจะต้องพึ่งพาตัวเอง

ผมต้องชี้แจงว่าผมไม่ได้แนะนำว่าเราไม่ควรให้ถวายเงินสำหรับการก่อสร้างโบสถ์และโรงเรียนหรือการช่วยเหลือสนับสนุนผู้รับใช้ท้องถิ่น แต่บางทีเราก็ต้องคำนึงถึงผลที่จะตามมาด้วย ซึ่งมันอาจจะเกิดเป็นผลเสียขึ้นโดยที่ เราไม่ได้ตั้งใจก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่เราจะถวายเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือในโครงการอย่างเต็มจำนวน เราเราอาจจจะเปลี่ยนเป็น นำเสนอให้คริสตจักรบางแห่งในพื้นที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบ้างตามกำลังของเขา และคำนวณว่าขาดเหลือเท่าไหร่เราจึงจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือและถวายให้ตรงกับจำนวนเงินที่ทางคริสตจักรท้องถิ่นยังขาดอยู่ หรือหาวิธีการที่เหมาะสมให้แก่คริสตจักรในท้องถิ่นนั้น ให้รู้จักการพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว มันมีความหมายสำคัญพอๆกับการที่เรามีเจตนาดีที่จะช่วยเหลือพวกเขา

3) เมื่อเราผสมผสานพันธกิจของพระเจ้าเข้ากับระเบียบแบบแผนของเราเอง

บ่อยครั้งที่วัตถุประสงค์ของพันธกิจในระยะสั้นของเรานั้นคือการที่เราให้อนุชนได้มีโอกาสสัมผัสกับการรับใชัพระเจ้าในพันธกิจแห่งการประกาศว่าเป็นอย่างไรและนำกลับมาแบ่งปันให้กับเพื่อนๆหรือคนอื่นๆได้รับฟังกัน ซึ่งผลพลอยได้จากการออกทำงานภในพันธกิจระยะสั้นนั้นคือสามารถทำให้พวกเขาเติบโตในทางของพระเจ้าได้ และความจริงที่ปฎิเสธไม่ได้นั่นก็คือในหลายๆคนที่ได้ผ่านการเดินทางไปรับใช้ในมิชชั่นทริปนั้น พวกเขาเติบโตขึ้นในทางความเชื่อและจิตวิญญาณของพวกเขาเองด้วย

ถ้าเราเริ่มวางตัวให้เป็นสมาชิกในพันธกิจโดยที่เรามีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะได้ไปทำพันธกิจระยะสั้นนั้นย่อมหมายความว่า เราเลือกที่จะเป็น “เกวียนที่อยู่นำหน้าขบวนม้าลาก” คือเลือกที่จะเป็นผู้นำ! และเราจะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของพันธกิจนั้นว่ามันคือการมีส่วนร่วมในพันธกิจของพระเจ้า ไม่ใช่เอาความต้องการหรือความรู้สึกของตัวเองนำหน้าในทุกเรื่อง

มีพันธกิจระยะสั้นหลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น พันธกิจผู้ประกาศข่าวประเสริฐ,พันธกิจทีมแพทย์เพื่อการประกาศ,การฝึกอบรมผู้นำหรือการเข้าค่าย ถึงแม้ว่าจะมีกิจกรรมหรือพันธกิจที่หลากหลายและแตกต่างกัน แต่เราทั้งหลายทั้งหลายต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นก็คือ : เพื่อจะได้เห็นข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์นั้นได้ถูกประกาศออกไปและเราได้แบ่งปันข่าวประเสริฐนี้ให้กับทุกคนเพื่อช่วยผู้ที่ได้รับฟังข่าวประเสริฐนี้ ให้เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าและเติบโตขึ้นในความเชื่อของพวกเขาต่อไปได้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความเข้าใจในพระคัมภีร์ของเราก่อนว่า การที่คริสเตียนได้เข้ารับบัพติศมาแล้ว แปลว่าได้เข้ามาร่วมเป็นกายเดียวกันกับองค์พระเยซูคริสต์แล้ว ซึ่งพวกเขาจะได้รับใช้และเรียนรู้ถึงพระวจนะคำของพระเจ้าและสร้างให้มีผู้เชื่อใหม่เพิ่มขึ้น ( 1โครินธ์ 12:13,27 ; 1ทิโมธี 4:13 ; 1เธสะโลนิกา 5:11 ) ด้วยเหตุนี้พันธกิจในระยะสั้นๆนี้จึงควรที่เราจะตั้งเป้าเหมายเพื่อที่จะแสวงหาการมีส่วนร่วมในคริสตจักรท้องถิ่นไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม

บ่อยครั้งที่ผมได้ยินอนุชนทั้งหลายเล่าถึงประสบการณ์ของพวกเขาว่าได้เรียนรู้มากเท่าใดหรือพวกเขาได้รับพระพรมากถึงเพียงใด แต่ผมไม่ได้ค่อยจะได้ยินว่าคริสตจักรหรือองค์กรคริสเตียนท้องถิ่นจะได้รับประโยชน์มากจริงๆจากมิชชั่นทีมที่ไปประกาศและร่วมรับใช้เลย ผมรู้เรื่องนี้เพราะผมเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ไม่ได้สนใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามรบ แต่จะมุ่งเน้นเฉพาะประสบการณ์จริงที่ได้เรียนรู้จากตัวเองเท่านั้น ถ้าเราต้องการทำพันธกิจระยะสั้นนี้ผมเชื่อว่าเราจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญทางพันธกิจของพระเจ้ามากกว่าความสำคัญของตัวเราเอง

ดังนั้นพันธกิจระยะสั้นดีหรือไม่?
คำตอบคือใช่ มันดี! ผมเชื่อว่าการออกไปปฎิบัติพันธกิจระยะสั้นนี้ ถ้ากระทำให้ถูกต้องก็จะมีความหมายและเกิดผลได้อย่างแท้จริง

วิธีหนึ่งในการทำเช่นนี้คือการทิ้งความปรารถนาที่จะคิดหาไอเดียใหม่ๆในการประกาศ คือแทนที่เราจะคิดหาวิธีการเพื่อช่วยเหลือศิษยาภิบาลประกาศในคริสตจักรท้องถิ่นและถวายเงินเพื่อที่จะให้ทำงานต่อไปได้ ให้เราหันมาสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับคริสตจักรในท้องถิ่นนั้นๆก่อน และจัดให้มีการปรึกษาหารือกันอย่างสม่ำเสมอกับกับผู้รับใช้ในท้องถิ่นนั้นๆด้วย เพื่อรับฟังความต้องการและการเยี่ยมเยียนหรือติดตามผู้ที่เคยได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐนี้อย่างต่อเนื่องและเกิดผล ความพยายามและความสัมพันธ์ดังกล่าวจะต้องค่อยๆเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่าการสร้างผลงานใหม่ๆขึ้นมาเพิ่มเติม

จากการเดินทางในมิชชั่นทริปเพื่อกระทำพันธกิจของผมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้หญิงคนหนึ่งจากชนเผ่าท้องถิ่นได้รับเชื่อพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด แต่เพราะเราได้ร่วมมือกับคริสตจักรท้องถิ่นเราจึงสามารถบอกกับศิษยาภิบาลให้ช่วยติดตามเธอเพื่อให้เธอสามารถมาเข้าร่วมกับโบสถ์ของเขาได้ เมื่อเราไปที่หมู่บ้านแห่งนี้อีกครั้งในปีถัดมาเรารู้สึกยินดีมากที่ได้พบว่าเธอได้เข้าโบสถ์เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

พันธกิจระยะสั้นหรือมิชชั่นทริปนั้นยังสามารถที่จะเป็นแหล่งในการเสริมสร้างกำลังใจที่ดีและเป็นรูปแบบของการดูแลอภิบาลต่อผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณในท้องถิ่นนั้นๆได้อีกด้วย มิชชั่นทีมที่มาทำพันธกิจนี้ก็สามารถที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ของพวกเขาให้เข้ากับคริสตจักรขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยบรรเทางานของศิษยาภิบาลในท้องถิ่นได้อีกด้วย หรืออาจจะช่วยพัฒนาโปรแกรมการสอนเด็กระวีในวันอาทิตย์หรือแม้แต่การเทศนา ซึ่งในการปฎิบัตินี้จะช่วยเพิ่มเวลาให้แก่ผู้รับใช้คนอื่นๆได้มีเวลาช่วยดูแลบริหารงานด้านอื่นๆในโบสถ์ได้ หรือบางทีก็อาจจะมีมิชชั่นทีมที่จะมาทำพันธกิจระยะสั้นอื่นๆที่มีทักษะเฉพาะด้าน เช่น การฝึกอบรมทางด้านการแพทย์ เข้ามาเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ด้วยการให้บริการทางแพทย์และดูแลสุขภาพแก่พวกเขา

ต้นแบบก็มาจากในพระคัมภีร์สำหรับพันธกิจระยะสั้นที่เราสามารถที่จะเลียนแบบได้นั่นก็คือการกระทำพันธกิจในเมืองฟิลิปปีที่ได้ทำตามความต้องการของท่านอาจารย์เปาโลโดยการส่งเอปาโฟรดิทัสไปช่วยงาน (ฟิลลิปปี 2:25) บทบาทของเขาไม่ได้เหมือนกับมิชชันนารีแบบมีสิทธิผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือนักเผยแผ่ศาสนาในระยะยาว ซึ่งเอปาโฟรดิทัสได้กระทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อศาสนจักร และท่านอาจารย์เปาโลก็ได้พูดถึงเขาว่าเขาเป็น” เพื่อนร่วมงาน”

ในทำนองเดียวกันนี้ ให้เรามองทีมงานของเราในฐานะเพื่อนร่วมงานของคริสตจักรท้องถิ่น ที่จะต้องร่วมมือกันและทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของคริสตจักรหรือมัชชันารี ในการวางแผนในการทำงานของเราในพันธกิจนี้จะต้องมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อที่จะสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์

ในฐานะที่เราอาจจะไม่สามารถอยู่ในพันธกิจนี้ได้ในระยะยาว แต่เราก็สามารถพูดเน้นย้ำถึงความสำคัญของพันธกิจนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์และสนับสนุนช่วยเหลือคริสตจักรท้องถิ่นต่อไปได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่พันธกิจระยะสั้น แต่มันจะสั้นก็เพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น เพราะหากเราทำถูกต้องและถูกวิธีพวกเขาก็จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระยะยาวและรับใช้รวมถึงเติบโตขึ้นทางด้านฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างยั่งยืน

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง