งานที่เราทำทุกวัน เกี่ยวข้องกับพระเจ้าอย่างไร?

วันที่ 4-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

ผู้เขียน : Daniel Gordon Ang, Indonesia
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ปีที่แล้วผมได้ก้าวเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอย่าง “มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด” ผมเป็นเด็ก ม.ปลายที่อยู่แผนกวิทย์-คณิต เอกฟิสิกส์ เมื่อจบมัธยมปลายใหม่ๆก็มีความกะตือรือร้นและสนใจที่อยากจะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดเป็นอย่างมาก ยิ่งสองสามเดือนแรกที่เข้าเรียนที่นั่นมันเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดที่ผมไม่เคยลืม

ถึงแม้ว่าผมจะเข้าเรียนในคอร์สที่ผมลงเรียนในแต่ละรายวิชาทุกวัน และส่งรายงานตามปกติที่เด็กมหาลัยทั่วๆไปทำกัน ผมรู้สึกว่าผมกำลังเตรียมพร้อมอะไรบางอย่างเพื่ออนาคตของผม อันที่จริงแล้วผมสึกว่าผมกำลังทำงานแล้วด้วยซ้ำ

ผมใช้เวลาศึกษาเรียนรู้ด้วยคาดหวังว่าอยากจะเป็นนักฟิสิกส์ในอนาคต ผมใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นนักฟิสิกส์เพื่อที่จะเขียนโค้ดโปรแกรมคอมพิวเตอร์,อยากจะประกอบเครื่องเลเซอร์เอง อยากจะเปิดร้านประกอบชิ้นส่วนโลหะต่างๆของเครื่องจักร ฯลฯ ระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่นั้น ผมได้เรียนรู้ทักษะหลายอย่างรวมถึงได้ทำงานกับคนมากหน้าหลายตาที่มีความสามารถหลายๆคนอีกด้วย

แต่ในช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆนั้นก็มักจะมีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นเสมอ เรื่องราวที่น่าตื่นเต้นของผมนี้ค่อยๆเริ่มขึ้นจากการทำงานในแต่ละวันของผม ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือผมต้องคอยรับมือกับเรื่องของชาวโลกและความน่าเบื่อ หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่างเลยในเวลาเดียวกัน โครงการวิจัยโดยมากมักจะมีปัญหาล่าช้า อาจจะเนื่องมาจากปัญหาทางเทคนิคต่างๆที่ไม่คาดคิด หรือกฎเกณฑ์บางอย่างที่เก่าคร่ำครึก หรืออุปสรรคในการขนส่งต่างๆ เป็นต้น

ขณะที่ผมกำลังบ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ ชีวิตของผมก็ค่อยๆก้าวไปข้างหน้าทีละเล็กทีละน้อยเพื่อไปสู่เส้นชัยที่ได้ตั้งเป้าไว้ นั่นก็คือการเรียนให้จบปริญญาเอก—อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 6 -7 ปีในอนาคต ชีวิตของผม ความรู้สึกของแรงกระตุ้นที่อยากจะไปให้ถึงฝั่งฝันก็เริ่มลดน้อยถอยลงในแต่ละวันคงเหลือเพียงการทำไปให้เป็นกิจวัตรประจำวันมากกว่า

หลังจากนั้นไม่นานผมก็เริ่มสงสัยว่า : แล้วสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้จะมีผลต่อการเดินทางฝ่ายจิตวิญญาณของผมกับพระเจ้าอย่างไร? ดูเหมือนว่าปัญหาหลักๆของผมจะมีอยู่สองปัญหาใหญ่ๆที่ผมต้องเผชิญและต้องเอาชนะมันให้ได้ ปัญหาแรกคือความท้าทายที่ว่า จะทำยังไงให้งานที่ทำในแต่ละวันนั้นสอดคล้องในการใช้เวลากับพระเจ้า แล้วกิจวัตรประจำวันของผมล่ะ? เป็นต้นว่า การเชื่อมต่อสายไฟของระบบวงจรไฟฟ้า หรือการติดตั้งเล็นส์รวมแสงอิเล็กตรอนใหม่บนโต๊ะเลนส์จะมีความเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอย่างไร? สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดก็ไม่ใช่ที่ที่ผมจะใช้เวลาเพื่อพูดคุยกับพระเจ้าและช่วยให้ผมเติบโตขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณแต่อย่างใด

ส่วนปัญหาข้อที่สอง ก็คือการได้เห็นรุ่นพี่ประสบความสำเร็จในการศึกษา งานวิจัยต่างๆและการทำงานกับคณาจารย์ทุกท่านเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ทางด้านฟิสิกส์ พวกต่างก็แข่งขันด้วยความทะเยอทะยานและมุมานะเป็นอย่างมากเพื่อที่จะไปให้ถึงเส้นชัย แต่พระเยซูคริสต์ทรงสอนเราทั้งหลายมิใช่หรือว่า ทรัพย์สมบัติของเรานั้นอยู่บนแผ่นดินสวรรค์ ไม่ใช่บนโลกนี้ “แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้ ” (มัทธิว 6:20) แล้วผมทำทุกอย่างนี้เพื่อชื่อเสียงและเกียรติยศของตัวเองงั้นหรือ?

หนึ่งปีต่อมา พระเจ้าทรงช่วยผมให้ก้าวผ่านอุปสรรคทั้งสองข้อนี้ไปได้ ในฤดูร้อนของปีที่แล้ว ผมได้เข้าร่วมชมรมพิเศษซึ่งเป็นชมรมคริสเตียน เราได้วางเป้าหมายว่าเราจะเขียนประสบการณ์ของเรากับพระเจ้าในการอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เราอ่านพระคัมภีร์วันละบท เราอ่านไปถึงพระธรรม โรม,กาลาเทีย,1ยอห์น,2ยอห์น,3ยอห์นและเอเฟซัส ผมเขียนตารางในการอ่านอย่างเข้มงวดจริงจัง บังคับตัวเองว่าให้จดบันทึกลง และเขียนข้อความถึงสิ่งที่ได้จากพระธรรมตอนนั้ถึงแม้ว่าในแต่ละบทมันอาจจะไม่สัมพันธ์กันหรืออาจจะอธิบายข้อพระคำนั้นในตัวมันเองอยู่แล้วก็ต้องจดลง

ในพระธรรมโรม ทำให้ผมประทับใจถึงความงดงามของแผนการในการที่จะทรงช่วยไถ่เราทั้งหลายให้รอด ในพระธรรม 1ยอห์น ผมได้เรียนรู้ถึงการรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ส่วนในพระธรรมเอเฟซัสก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงการสร้างคุณค่าภายในตัวเราและฝึกฝนให้เหมือนกับชีวิตขององค์พระเยซูคริสต์ และผมก็ประทับใจในจดหมายที่ท่านอาจารย์เปาโล ได้เขียนถึงธรรมิกชนในกรุงโรมทั้งหลายในครั้งที่ได้ถูกจองจำอยู่ในคุก เพื่อบอกว่า : “แต่ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง” (โรม 13:14) ในถ้อยคำที่บอกว่า “จงประดับกาย” นั้นดังก้องอยู่ในใจของผม เพราะเราทั้งหลายจำเป็นที่จะต้องประดับกายพระเยซูคริสต์ให้เหมือนกับการใส่เสื้อผ้าในทุกๆวัน ในทุกๆสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ใดๆหรือว่าจะพบปะพูดคุยกับใคร ผ่านทางพระคำตอนนี้ ทำให้เส้นทางแห่งความเชื่อของผมชัดเจนว่าผมควรต้องทำตัวอย่างไร

มีหนังสืออะไรบ้างที่จะคอยแนะนำผมว่า “ควรทำอย่างไร?” ในการเดินทางบนความเชื่อของผมกับพระเจ้า … ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่จะแนะนำผมได้ แต่ผมก็นึกขึ้นได้ในทันใดนั้นว่าที่ผมคิดนั่นมัน “ผิด!” เพราะในพระธรรม 1โครินธ์ 10:31 ได้บอกกับเราทั้งหลายว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า”

ผมได้เรียนรู้แล้วว่า ผมไม่จำเป็นต้องมองหาตัวช่วยที่จะช่วยให้ผมเติบโตขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณในแต่ละวันกับพระเจ้า เพราะว่าตราบใดที่ผมทำงานที่ผมรับผิดชอบอยู่ให้ออกมาดี นั่นก็เป็นการถายเกียรติพระเจ้าแล้ว ผมแค่จำเป็นต้องประดับกายของผมด้วยพระเยซูคริสต์คือการดำเนินชีวิตตามแบบอย่างที่พระองค์ได้ทรงกระทำนั้น ในทุกๆกิจกรรมของชีวิตผม เพียงเท่านี้ผมก็ไม่จำเป็นต้องมองหาตัวช่วยที่ไหนอีก ที่จะช่วยเสริมสร้างจิตวิญญาณของผมเอง เพียงแค่ประดับกายของผมด้วยองค์พระเยซูคริสต์ในทุกๆวัน

ประสบการณ์ในช่วงฤดูร้อน ช่วยให้ผมได้เข้าใจถึงความจริงที่อยู่ในใจของผม และทำให้ผมเรียนรู้จักตัวเองมากขึ้น ถึงการที่ผมได้รับมอบหมายจากจากคณาจารย์ทั้งหลายในมหาวิทยาลัยให้ทำนั้น มันเกิดเหตุการณ์ต่างๆที่บังคับให้ผม ต้องทำงานในโครงการคนเดียวในเวลากลางคืน เพราะไม่มีใครใช้อุปกรณ์เครืองมือในการทำงาน และแรงกดดันจากคนรอบข้างที่บังคับให้ผมต้องทำงานให้เสร็จให้ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ ในฐานะที่เป็นนักศึกษาระดับแค่บัณฑิต ผมรู้สึกมีความกังวลเป็นอย่างมากเกี่ยวกับความรับผิดชอบนี้

2 อาทิตย์หลังจากนั้น โปรเจ็คงานวิจัยของผมก็ใกล้จะเสร็จแล้ว ผมก็ได้รับ “บัพติศมา” ด้วยไฟในเวลานั้น สำหรับคนอื่นในแล็ปทดลองที่ผมทำงานอยู่นั้นอาจจะเป็นเรื่องของการพัฒนาสติปัญญาในการเรียนเท่านั้น แต่สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่แค่การเรียน แต่มันเป็นการเรียนรู้ที่ผมจะต้องเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณกับพระเจ้าด้วย เมื่อผมย้ำเตือนตัวเองทุกวันว่า เราต้อง “ประดับกาย” ด้วยองค์พระเยซูคริสต์ เพื่อเปลี่ยนแปลงนิสัยแห่งความวิตกกังวลของเรา ให้ชินจนกลายเป็นนิสัยนั่นเอง
ฉะนั้น อุปสรรคแรกในเรื่องของปัญหาการปรับกิจวัตรประจำวันให้สอดคล้อง กับการใช้เวลากับพระเจ้านั้นได้ถูกแก้ไขแล้ว การแก้ไขอุปสรรที่สองก็ตามมา เมื่อผมมองเห็นถึงหน้าที่ที่ผมมีในมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดคือแผนการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้กับผม—พระเจ้าทรงให้ผมได้มีโอกาสได้ใช้ของประทานที่ผมมีอยู่ ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และทำให้ผมได้เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีของทุกคน

ผมมองว่างานวิจัยที่ผมทำอยู่นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับโลกนี้หรือเป้าหมายของมนุษย์แต่อย่างใด ผมกลับมองเห็นวิถีทางที่จะเข้าใจถึงพระลักษณะความคิดและแผนการของพระเจ้าที่มีต่อผมมากกว่า

พระองค์ทรงสร้างจักรวาลนี้ ด้วยอะตอมและโมเลกุล พร้อมทั้งกฎทางกายภาพทั้งหมด และเช่นเดียวกับอาดัมที่ได้รับมอบหมายให้ตั้งชื่อสัตว์ในสวนเอเดน (ปฐมกาล 2:19-20) ส่วนผมเองก็ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบถึงการทรงสร้างของพระองค์และก็ค้นพบความงดงามที่พระองค์ทรงสร้างไว้

การที่ได้รู้ถึงความจริงที่น่ามหัศจรรย์นี้ ทำให้ผมเห็นถึงความแตกต่างระหว่างความวิริยะอุตสาหะของตัวผมเองและพระประทรงในการทรงเรียกให้ทำงานของพระองค์ และเป้าหมายส่วนตัวของผมที่จะต้องมีชีวิตอยู่บนโลกในนี้จึงชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าเราตั้งใจทำงานของเราให้ออกมาดีพร้อมทั้งประดับกายของเราด้วยองค์พระเยซูคริสต์แล้ว ผมเองก็กำลังทำงานที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้ผมทำ (คือการทำงานที่ทำอยู่นั้นให้ออกมาให้ดีที่สุด!) จากความคิดนี้ทำให้ผมตั้งใจที่จะทำทุกอย่างที่ผมได้รับมอบหมายให้ออกมาดีที่สุด—ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งที่ดูน่าสนใจและน่าตื่นเต้นเท่านั้น แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่น่าเบื่อของชาวโลกหรือกิจวัตรที่จะต้องทำซ้ำๆก็ตาม

ประสบการณ์ในการเรียนชั้นปริญญาตรีของผมอาจจะเป็นเรื่องที่แปลกใหม่และออกจะดูเฉพาะเจ้าจงไปซักหน่อย แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าในพื้นฐานทั้งหมดทั้งมวลที่ผมได้แบ่งปันในคำพยานนี้ คือการดำเนินชีวิตประวันวันของเราในแต่ละวันให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไม่ว่าเราจะทำอะไรหรือไม่ว่าจะอยู่กับใครก็ตาม เพราะเมื่อเราตั้งทำสิ่งที่เรากำลังทำให้ออกมาดีที่สุด เรากำลังสร้างสิ่งที่ดีที่สุดและมีคุณค่าให้กับโลกใบนี้ด้วย

ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังเสริมสร้างชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราให้เติบโตขึ้นในความเชื่อกับพระเจ้า เรากระทำพันธกิจในการรับใช้พระองค์ หรือกำลังดำเนินชีวิตอย่างคริสเตียนที่ดีอยู่นั้น ในทุกสิ่งทุกอย่าที่เราทำล้วนแต่เป็นสิ่งที่สำคัญและให้เราจดจำไว้ว่า สิ่งที่เราทำไม่ใช่เป็นเพียงแต่เพื่อเสริมสร้างชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณเท่านั้น แต่นั่นคือการมอบถวายชีวิตและจิตวิญญาณของเราและปรับเปลี่ยนชีวิตของเรา ให้เข้ากับพระประสงค์ของพระเจ้าพระเจ้า ด้วยการทำหน้าที่ที่เรามีอยู่อย่างเต็มกำลังและความสามารถ

Tags: Daniel Gordon Ang, ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง