ความล้มเหลวที่งดงาม

วันที่ 25-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : ทิพย์สุพร ชาน
ผู้เรียบเรียง : ศิริอรทัย ลู

ชีวิตของเด็กบ้านนอกคนหนึ่งจากแดนอีสาน ได้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองกรุงโดยมีเป้าหมายหลักในชีวิตคือเพื่อการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ย่างเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ตามลำพัง โดยที่ฉันไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตนอกบ้านมาก่อนเลย

ฉันยังจำได้ครั้งแรกที่ฉันเดินทางเข้ามาที่กรุงเทพ พ่อของฉันมาส่งฉันที่หอพักในคริสตจักรแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ พ่อพาฉันฝึกนั่งรถเมล์และสอนฉันว่าจะต้องเดินทางไปเรียนยังไง หลังจากที่พ่อส่งฉันเสร็จท่านก็เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด ในช่วงเวลานั้นฉันจำได้ว่าฉันร้องไห้คิดถึงบ้านอยู่เป็นเดือนๆ ทุกคืนต้องนอนหลับทั้งน้ำตาโดยหวังใจไว้ว่า จะรีบเรียนให้จบภายใน 3 ปี และจะตั้งใจเดินตามความฝันเพื่อทำให้พ่อแม่ภูมิใจให้จงได้!

ฉันเติบโตมาในครอบครัวของคริสเตียน ตั้งแต่เด็กจนโตฉันใฝ่ฝันอยากจะเป็นทนายความเหมือนกับพ่อของฉัน โดยไม่เคยคิดว่าอยากจะเป็นอย่างอื่นเลย ตอนเป็นเด็กฉันตั้งใจไว้ว่า “ฉันจะต้องเป็นทนายความให้ได้” แม้ว่าฉันจะไม่ใช่คนเรียนเก่งแต่ฉันก็ชอบวิชาภาษาไทยและวิชาภาษาอังกฤษมาก ฉันจึงตั้งใจเรียนและฉันก็ทำมันได้ดีจนได้เกรด 4 ในสองวิชานี้ทุกเทอม มันทำให้ฉันคิดว่าตัวเองน่าจะเรียนกฎหมายได้ดีเช่นกัน

แต่ระหว่างการเดินทางในชีวิตของเด็กมหาลัย’นั้น เราต่างก็รู้ดีว่ามีสิ่งเย้ายวนใจมากมาย มีทั้งที่กิน ที่เที่ยว ที่ช้อปปิ้งสำหรับวัยรุ่นอย่างเราๆในทุกๆที่ เริ่มติดเพื่อน เริ่มเกเร ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ตกอยู่ในความเพลิดเพลินที่โลกนี้ได้หยิบยื่นให้ ซึ่งก็มีบ้างในบางครั้งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ฉันจะออกไปเที่ยวแถวย่านรัชดาบ้างตามโอกาส โดยส่วนตัวฉันไม่ใช่คนชอบเที่ยวกลางคืนแต่เมื่อไหร่ที่เพื่อนชวนฉันก็ไป ตอนนั้นฉันทำงานพิเศษโดยการขายเสื้อผ้าที่จตุจักรทุกๆวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งวันจันทร์ถึงศุกร์ฉันก็เข้าเรียนตามปกติ แต่ปัญหาของฉันก็คือ ฉันไม่ชอบไปสอบ มันอาจจะฟังดูตลกนะ เพราะโดยส่วนตัวฉันชอบอ่านหนังสือ ชอบเข้าเรียน ฉันเข้าเรียนทุกคาบที่เปิดสอน พบเจอเพื่อนๆร่วมคณะและอ่านหนังสือด้วยกันที่ห้องสมุด แต่พอถึงเวลาสอบฉันชอบบอกกับตัวเองว่า “วิชานี้ยังไม่พร้อมเอาไว้สอบซ่อมละกัน” ความกลัวนี้ทำให้ฉันเข้าสอบบ้างไม่เข้าสอบบ้าง จนเวลาได้ล่วงเลยมาถึง 4 ปี พอรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เพื่อนสนิทในคณะของฉันเริ่มทยอยเข้ารับปริญญาบัตรกันเกือบทุกคนหมดแล้ว

จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 5 มันเป็นธรรมดาที่เมื่อเพื่อนๆเรียนจบหมดแล้ว ฉันเองก็เกิดความเบื่อหน่ายและไม่อยากจะดิ้นรนอีกต่อไป จึงคิดว่าจะลองหยุดพักเรียนสักหนึ่งปีเพื่อไปหาประสบการณ์ใหม่ๆที่ต่างประเทศ ฉันจึงเลือกไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศนอร์เวย์ เป็นเวลาเกือบ 1 ปี ซึ่งในโรงเรียนแห่งนี้จะมีการเปิดสอนคล้ายๆกับคอร์สมิชชั่นนารีระยะสั้น โดยมีนักเรียนแลกเปลี่ยนจากหลากหลายประเทศมารวมกัน รวมทั้งนักเรียนที่เป็นคนนอร์เวย์ด้วย ที่นั่นฉันได้เรียนรู้หลายอย่าง และพระเจ้าก็ได้ทรงให้โอกาสฉันใช้ชีวิตในต่างประเทศโดยการพึ่งพาพระองค์ ทำให้ฉันมีโอกาสได้ใคร่ครวญถึงชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง พระองค์ทรงเปลี่ยนโลกแคบๆของฉันให้มองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้คน อาหาร วัฒนธรรม การเดินทาง ธรรมชาติและสภาพอากาศ เหล่านี้เป็นความแตกต่างที่ฉันได้เรียนรู้และมองเห็นความยิ่งใหญที่น่าอัศจรรย์ของพระเจ้านั้นมีอยู่รอบตัวฉันในทุกๆที่ๆฉันไป

มาถึงตอนนี้ฉันเริ่มรู้จักวางแผนในการใช้ชีวิตมากขึ้น มีตารางการใช้ชีวิตประจำวันของทุกๆวัน ทำให้การดำเนินชีวิตของฉันง่ายมากยิ่งขึ้น ฉันมีความสุขที่ได้รู้จักเพื่อนจากหลายเชื้อชาติ เราต่างก็มาเพื่อเรียนรู้จักการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นและการใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้า ที่นั่นทำให้ฉันจดจ่ออยู่ที่พระองค์โดยที่ไม่มีสิ่งอื่นใดมาแทรกหรือทำให้ไขว้เขวได้เลย ขอบคุณพระเจ้าสำหรับประสบการณ์ที่พระองค์ทรงสอนฉัน

หลังจากนั้นไม่นานฉันก็เดินทางกลับมาที่ประเทศไทย ฉันมีภาระใจที่อยากจะช่วยรับใช้ในพันธกิจมิชชั่นทีมคือการเป็นล่ามแปล ให้กับทีมมิชชันนารีที่เข้ามาประกาศในประเทศไทย โดยฉันมีโอกาสได้ร่วมงานกับทีมมิชชั่นหลายๆประเทศ เช่น อังกฤษ อเมริกา นอร์เวย์ ฮ่องกง ออสเตรเลียและสิงคโปร์ โดยที่ฉันเองก็ยังคงพักการเรียนของฉันไว้เหมือนเดิม และตั้งหน้าตั้งตารับใช้พระเจ้าโดยเป็นล่ามอยู่ประมาณ 2-3 ปี จนกระทั่งฉันเริ่มอยากจะกลับมาเรียนอีกครั้ง จึงบอกกับที่บ้านว่าฉันจะเริ่มกลับมาตั้งใจเรียนต่อให้จบในระดับมหาวิทยาลัย

แต่แล้วพระเจ้าก็ทรงทำให้ชีวิตของฉันเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนอีกครั้ง
ช่วงนั้นน้องชายของฉันเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พ่อกับแม่ของฉันอยากจะให้น้องชายของฉันได้มีโอกาสไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศบ้าง เลยขอให้ฉันร่วมเดินทางไปกับน้องชายด้วย ครอบครัวของฉันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคริสตจักรที่เราร่วมรับใช้ในสิงคโปร์และเราก็มีเพื่อนที่เคยร่วมประกาศในมิชชั่นทริปของเราอยู่หลายครั้ง ทริปครั้งนั้นเราจึงคิดว่าจะขอกับทางเพื่อนของเราไปพักที่บ้านของเค้าที่ประเทศสิงค์โปร์ (ปัจจุบันครอบครัวของเพื่อนคนนี้เป็นมิชชันนารีรับใช้พระเจ้าอยู่ในประเทศไทย) เราจึงมีโอกาสไปเที่ยวที่สิงคโปร์เป็นระยะเวลาร่วมกัน 2 อาทิตย์

ฉันและน้องชายมีความสุขมากที่ได้ไปเที่ยวที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นครั้งแรกที่เราได้ไปเที่ยวต่างประเทศแค่สองคนพี่น้อง เป็นช่วงเวลาที่เราได้ใช้เวลาร่วมกัน เราคุยกันก่อนนอนเกือบทุกคืน ฉันได้มีโอกาสรู้จักน้องชายของฉันมากขึ้น ในช่วงเวลาที่เราอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เรามีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆหลายคน แต่จะมีเพื่่อนคนหนึ่งที่ทุกวันที่เราอยู่ที่นั่นเขาจะคอยรับ- ส่งเราทุกที่ที่เราไป เพราะในตอนนั้นเขาเป็นคนเดียวมีรถและจะคอยอาสาพาไปส่งในที่ต่างๆ และเมื่อเราเที่ยวเสร็จเขาก็จะมารอรับกลับที่พักทุกวัน เขาก็เป็นอนุชนที่รับใช้พระเจ้าเต็มเวลาในโบสถ์ เพื่อนคนนี้เขาเป็นหัวหน้าอนุชนที่รับใช้พระเจ้าอย่างจริงจัง และทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากตัวเขา ในช่วงเวลานั้นเพื่อนคนนี้เขากำลังจะนำทีมไปประกาศที่อีสานบ้านเกิดของฉันและไปที่โบสถ์ของฉัน เค้าถามฉันว่า เมื่อคุณกลับไปเมืองไทยแล้วคุณมีแผนว่าจะทำอะไร ฉันตอบเขาไปว่า ฉันอยากจะกลับไปเรียนต่อให้จบและหลังจากเรียนจบแล้ว ก็ตั้งใจจะปักหลักอยู่ที่กรุงเทพเพื่อเป็นทนายความในสำนักงานซักแห่งที่นั่น เขาถามฉันอีกว่า ฉันสนใจอยากจะช่วยเป็นล่ามในมิชชั่นทริปครั้งนี้มั้ย? ในเวลานั้นฉันก็รับปากตกลงทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรเลย “ได้สิ! ยินดีอยู่แล้ว”

หลังจากที่กลับจากทริปที่สิงคโปร์ 2 อาทิตย์ ฉันก็มีเวลาเตรียมตัว 1 อาทิตย์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับทีมมิชชั่นทริปที่กำลังจะเดินทางมาจากสิงค์โปร์ โดยในช่วงเวลานั้นฉันคิดว่า พระเจ้าอยากจะให้ฉันทำอะไรกันแน่? เพราะเมื่อฉันเริ่มอยากจะกลับไปเรียน พระองค์ก็ทรงใช้ฉันอีกแล้ว ตอนนั้นฉันยอมรับว่าสับสนมาก แต่ก็ยังอยากจะรับใช้พระเจ้าในหน้าที่ของการเป็นล่ามอยู่

จนกระทั่งเมื่อทีมอนุชนจากประเทศสิงคโปร์มาถึง ฉันก็มีโอกาสได้รับใช้พระเจ้าร่วมกันกับพวกเขา และเห็นว่าการทำงานกับอนุชนของเขานั้นง่ายมากๆเลย ในทุกๆวันเราสนุกกับการรับใช้พระเจ้ามาก เห็นเพื่อนๆร่วมทีมตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาจะดีใจทุกครั้งที่ได้เข้าเซเว่นอีเลเว่นที่บ้านเราตามปั๊มน้ำมันเพราะมีของกินเยอะ ตอนเย็นๆเวลาพักผ่อนก็จะไปเดินซื้อขนมที่บิ๊กซีหรือเทสโก้โลตัส ทุกอย่างเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับพวกเขา ทำให้การรับใช้พระเจ้าร่วมกันในช่วงเวลา 1 อาทิตย์กว่าๆนั้นเต็มไปด้วยพระพร

จนกระทั่ง 3 วันสุดท้ายที่เพื่อนๆต้องเดินทางกลับมาพักที่กรุงเทพและเตรียมตัวที่จะกลับสิงคโปร์ ฉันเลยถือโอกาสติดรถตู้กลับมาที่กรุงเทพด้วย แต่ก็ยังใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆในช่วงเวลา 3 วันสุดท้ายนั้นด้วย เมื่อเรากลับมาพักที่กรุงเทพ คืนนั้นเพื่อนของฉันที่เป็นหัวหน้าทีมในเวลานั้นเขากับฉันดูเหมือนจะมีอายุมากที่สุดในทีม เขาแก่กว่าฉันแค่สองปี ระหว่างเพื่อนๆกำลังเก็บของเข้าที่พัก เขาก็เรียกฉันออกมาคุยที่ล็อบบี้ของโรงแรมแห่งหนึ่ง เขาใช้เวลาขอบคุณฉันที่ช่วยเป็นล่ามให้กับทีมในครั้งนี้ และฉันเองก็มีโอกาสได้ขอบคุณที่เขาชวนฉันมาร่วมรับใช้ด้วย ฉันก็ได้ขอโทษเขาในบางเรื่องเพราะช่วงเวลาที่เรารับใช้นั้นเราเหมือนทอมกับเจอรี่เพราะเราจะคอยพูดจาแขวะกัน แกล้งกันอยู่ตลอดเวลา ฉันบอกกับเขาว่า หวังว่าคุณจะไม่ถือสาอะไรฉัน เพราะฉันกลัวว่าเพื่อนๆจะอายและทำตัวอึดอัด ฉันเลยอยากจะทำตัวสบายๆเป็นกันเองกับทุกคน เขาตอบกลับมาว่าไม่เป็นไร และบอกกับฉันอีกว่า “จริงๆแล้วเมื่อคืนก่อนกลับจากทริปต่างจังหวัดเขานอนไม่หลับเลย เขาอยากจะบอกฉันว่า “เขาชอบฉัน!” แต่กลัวฉันจะปฏิเสธเพราะฉันเองในตอนนั้นก็มีคนที่คบอยู่ก่อนแล้วแต่ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คริสเตียน แล้วก็บอกให้ฉันกลับมาคิดดูว่า จะเป็นไปได้มั้ยถ้าหากว่าฉันจะลองเอาเรื่องที่ไปคิดดูก่อน แล้วหากว่าความสัมพันธ์ของฉันกับผู้ชายคนนั้นไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว เราสองคนจะคบกันได้มั้ย?” ฉันนั่งอึ้งอยู่ซักพัก! โดยที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเพื่อนคนนี้จะชอบฉัน เพราะเราไม่ได้มีทีท่าว่าจะปิ๊งกันมาก่อนเลย ตอนนั้นในหัวของฉันคิดเพียงว่า ในเมื่อผู้ชายคนนี้รักพระเจ้ามาก รับใช้พระเจ้าและเป็นคนดี ในเมื่อเขากล้าเปิดใจและพูดกับฉันตรงๆแบบนี้ และอีกอย่างความสัมพันธ์ของฉันกับคนที่ไม่ใช่คริสเตียนยังลุ่มๆดอนๆอยู่ ทำไมฉันไม่ลองคิดดูเรื่องที่จะคบกับเค้าอาจจะเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าก็ได้ แต่ก่อนที่ฉันจะตอบกลับไป ฉันถามเค้ากลับไปว่า “ที่คุณกล้าเปิดใจ แล้วขอฉันเป็นแฟนนี่เพื่อที่อยากจะลองคบดูหรืออยากจะคบแบบจริงจัง เพราะฉันกลัวว่าถ้าคุณไม่อยากคบกันจริงจังก็ไม่อยากให้เราเสียเวลากันทั้งสองฝ่าย ให้เราเป็นเพื่อนกันจะดีกว่า” แต่เขากลับตอบมาว่า “คุณเป็นคนที่ผมอยากจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยตลอดไป” ฉันน้ำตาคลอ แล้วนั่งอึ้ง! พระเจ้าพระองค์ทรงส่งคนๆนี้มาใช่หรือเปล่า? เพราะใจฉันก็ยังกลัวอยู่ แต่ก็คิดในใจอีกว่า “พระเจ้าบอกว่าอย่าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ ในเมื่อคนๆนี้มีพระเจ้าและเค้าก็รักพระเจ้ามาก เค้ายำเกรงพระเจ้า เค้าก็ต้องรักเราและดูแลเราด้วยความรักของพระเจ้าด้วย” จึงตัดสินใจที่จะคบกับเพื่อนชาวสิงคโปร์คนนี้อย่างจริงจัง

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปีแล้วที่เราได้รู้จักกัน เราได้แต่งงานกัน มีลูกชายที่แสนจะน่ารักด้วยกันหนึ่งคน และฉันก็ย้ายมาอยู่กับสามีที่ประเทศสิงคโปร์หลังจากที่แต่งงานงานกันเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ฉันคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในชีวิตของฉัน ว่าฉันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? ฉันล้มเหลวจากสิ่งที่ฉันได้วางแผนไว้ในชีวิตฉันยังไม่ได้ทำตามแผนนั้นซักอย่าง ตอนนี้ฉันเรียนจบปริญญาตรีทางด้านกฏหมายแต่ก็ยังไม่ได้เป็นทนายความ แต่กลับกันตฉันเป็นแม่บ้าน อยู่บ้านเลี้ยงลูก ดูแลสามี และเขียนบทความหนุนใจในเว็บไซต์บ้าง สิ่งเหล่านี้ฉันไม่เคยได้วางแผนมาก่อนเลย ฉันครุ่นคิดอยู่เสมอว่า พระเจ้าทรงต้องการให้ฉันทำอะไร? ฉันไม่รู้ว่าพระองค์องค์มีแผนการอะไรกับชีวิตของฉัน รู้แต่ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลอันดีสำหรับผู้ที่รักพระองค์ ฉันพบคำตอบจากพระคำตอนหนึ่งที่บอกว่า “แผนงานของดวงความคิดเป็นของมนุษย์แต่คำตอบของลิ้นมาจากพระเจ้า” (สุภาษิต 16:1) ฉันรู้ว่าชีวิตของฉันเป็นของพระเจ้า และได้เรียนรู้ว่า “มันไม่สำคัญว่าเราต้องการจะทำอะไร แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าพระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร? และเราเองยอมที่จะให้พระองค์ทำงานในชีวิตของเราหรือไม่?” จากทั้งหมดของเรื่องราวในชีวิตที่ฉันได้เรียนรู้มานั้น ฉันพบคำตอบจากพระเจ้าว่า ไม่ว่าชีวิตจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ใด ไม่ว่าฉันจะล้มเหลวมามากแค่ไหน ขอให้ฉันมั่นใจได้ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้น ฉันจะอยู่ในแผนงานอันดีของพระองค์

ฉันใช้เวลาเกือบ 10 ปีในการเรียนเพื่อให้จบระดับปริญญาทางด้านกฎหมาย ซึ่งใน 2 ปีสุดท้ายของการเรียน ฉันต้องเลี้ยงลูกพร้อมกับอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่ฉันก็ไม่ได้เดินทางกลับไปสอบที่ไทยหรอกนะ เพราะฉันสามารถเข้ารับการสอบที่ประเทศสิงค์โปร์ได้เลย โดยไปสอบที่สถานทูตไทยในสิงคโปร์ ถึงวันนี้ฉันเรียนจบแล้ว และตั้งใจว่าปีนี้อยากจะได้รับใบอนุญาตว่าความ ฉันยังอยากจะเป็นทนายความ แต่งานของฉันตอนนี้พระเจ้าทรงใช้ให้แปลบทความ เขียนบทความเพื่อหนุนใจพี่น้องคริสเตียน และรับใช้ในคริสตจักรที่สิงคโปร์ในพันธกิจดนตรี เท่านี้ฉันก็มีความสุขมาก มีครอบครัวที่น่ารักมีลูกชายวัยสองขวบที่กำลังซน มีสามีที่รักพระเจ้า รับใช้พระเจ้าในคริสตจักร มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ฉันจึงขอเป็นตัวแทนของคนที่ล้มเหลว หรือกำลังคิดว่าตัวเองล้มเหลวในหลายๆเรื่องว่า “อย่าท้อใจ!” เพราะหากเราไม่เผชิญกับความล้มเหลวเราก็อาจจะไม่มีคำพยานที่จะสรรเสริญพระเจ้าในการทรงนำของพระองค์ก็ได้ ฉันจึงอยากจะเรียกความล้มเหลวในชีวิตของฉันครั้งนี้ว่ามันเป็น “ความล้มเหลวที่งดงาม” ขอบคุณพระเจ้า อาเมน!

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง