ข้อความหนึ่งบรรทัดสามารถเปลี่ยนชีวิต

วันที่ 23-5-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Stacy Joy, USA
ผู้แปล-ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่ฉันไม่เคยลืมและยังจำมันได้อย่างชัดเจน เพราะมันส่งผลเกี่ยวกับมุมมองที่ฉันมีต่อโลกนี้เป็นอย่างมาก ว่าฉันมีวิธีที่จะทำให้ชีวิตของฉันไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้อย่างไร

เมื่อฉันย้อนมองกลับไปที่เรื่องที่สำคัญๆในชีวิตฉันพร้อมกับผู้คนที่เป็นตัวแปรในเหตุการณ์ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของฉัน มีช่วงหนึ่งที่ฉันยังจำได้และเด่นชัดที่สุด ก็คงจะเป็นตอนที่ฉันอายุ 14 ปี พ่อแม่ของฉันเอารายชื่อหนังสือที่ฉันจะต้องใช้เรียนในปีการศึกษาใหม่มาให้ฉันอ่าน ก่อนที่โรงเรียนจะเปิดเทอม ฉันคิดก่อนเลยว่า “จบกันชีวิต!” เด็กอายุ 14 ปี ต้องการจะอ่านหนังสือในช่วงปิดเทอมทั้งๆที่เป็นเวลาของการพักผ่อนงั้นหรือ?

ความทรมานของคำสั่งนี้ค่อยๆลดลงเมื่อฉันได้อ่านหนังสือที่มีชื่อว่า “อย่าทำให้ชีวิตคุณเสียเวลา” (“Don’t Waste Your Life” by the preacher “John Piper”) เขียนโดย นักเทศนาที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ชื่อ จอห์น ไพเพอร์ มีบรรทัดหนึ่งในหนังสือนั้นเปลี่ยนทัศนคติของฉันให้เข้าใจพระเจ้ามากขึ้น เข้าใจตัวเองและเข้าใจสิ่งรอบตัวบนโลกใบนี้มากขึ้น โดยข้อความนั้นได้เขียนว่า : “พระเจ้าจะทรงเป็นที่น่าสรรเสริญมากที่สุดเมื่อเราดำเนินชีวิตให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์มากที่สุดเช่นกัน”

ข้อความหนึ่งบรรทัดนี้ สามารถตอบคำถามที่สำคัญในชีวิตของฉันได้ทุกคำถามเลย เป็นต้นว่า ชีวิตทั้งหมดของฉันเกี่ยวข้องกับอะไรกันแน่? ฉันรู้ว่าฉันรักพระเจ้าและต้องประกาศเรื่องราวของพระองค์กับผู้อื่น แต่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของฉันนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ไปโบสถ์หรืออ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเท่านั้น ยังหมายถึงตัวฉันเองจะต้องสำแดงทิศทางแห่งชีวิตเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายเดียว คือ เพื่อที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงสร้างฉัน “เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า” (1โครินธ์10:31 ) และ “เราจะพูดกับทิศเหนือว่า ปล่อยเถิดและกับทิศใต้ว่า อย่ายึดไว้จงนำบรรดาบุตรชายของเรามาแต่ไกลและเหล่าธิดาของเราจากปลายแผ่นดินโลกคือทุกคนที่เขาเรียกตามชื่อของเรา คือผู้ที่เราได้สร้างเพื่อพระสิริของเรา ผู้ที่เราได้ปั้นและได้กระทำไว้” (อิสยาห์43:6-7) ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมานี้ รวมไปถึงหนังที่ฉันดู,ผู้คนที่ฉันได้พบปะพูดคุย,อะไรที่ฉันจะสามารถอนุญาตให้ครอบงำความคิดของฉันได้,วิธีที่ฉันปฏิบัติในความสัมพันธ์กับคนรักของฉันหรือแม้แต่กระทั่งวิธีการใช้เงินของฉันเอง ฉันต้องหยุดและถามตังเองเสมอว่า “ฉันทำให้พระนามของพระเจ้าเป็นที่ถวายเกียรติผ่านทางสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า?”

เครื่องจักรกลทุกอย่างที่เราเห็นบนโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์ในการใช้งานเป็นที่เฉพาะเจาะจงในตัวของมันเอง เช่นเดียวกันกับการที่พระเจ้าได้ทรงสร้างเรา ก็เพราะว่าพระองค์ทรงมีพระประสงค์ในชีวิตของเราแต่ละคนเพื่อที่จะให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระองค์นั่นเอง เครื่องจักรที่ทำงานไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็เปรียบได้กับเครื่องจักรที่พังแล้ว เมื่อเราเริ่มใช้ชีวิตอยู่เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงของตัวเราเอง แสวงหาในสิ่งที่เราเองชื่นชอบ ยกตัวของเราเองขึ้นเหนือพระเจ้า เราก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรที่พังแล้ว!——ไม่ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ได้ผลตามวัตถประสงค์นั้น เราก็ไม่มีความหมายอะไร ไร้ซึ่งเป้าหมายและการดำเนินชีวิตตามความทุกข์ร้อนใจกลายเป็นความหมายของการดำรงชีวิตอยู่ของเรา

ความจริงที่พระเจ้าทรงสร้างเราด้วยพระปัญญาและพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์นั้น ไม่เพียงแต่ทรงนำเราให้ไปถึงเป้าหมายของพระองค์เท่านั้น แต่ยังปรารถนาให้เราเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ให้ได้มากที่สุดเพื่อที่เราจะได้กระทำให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์ พระเจ้าทรงสร้างชีวิตของเราให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ การจะเป็นที่พอพระทัยไม่ใช่เรื่องง่ายและการดำเนินชีวิตเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าเหนือให้อยู่ทั้งหมดของชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่ทรงเรียกให้เราทั้งหลายทำ แต่นั่นเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่และที่จะเต็มเติมชีวิตและความเชื่อของเราที่มีต่ออพระเจ้า——“พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้นในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์” (สดุดี 16:11)

บางครั้งในพันธกิจแห่งการรับใช้และชีวิตของเรา ก็อาจจะไม่ได้ราบรื่นและไม่เป็นไปอย่างที่คนรอบข้างของเราได้คาดหวังไว้ ในสิ่งที่เรากำลังกระทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าและบางที่อาจจะมากเกินไปและเป็นภาระหนักสำหรับเรา บางครั้งฉันเองยังเคยคิดว่า ในฐานะที่ฉันเป็นภรรยาของศิษยาภิบาลและมีอายุยังน้อย ฉันบางทีก็เกิดความลังเลว่าจะเลือกที่จะถวายเกียรติพระเจ้าหรือเลือกที่จะทำตามความพอใจของฉันเอง

ฉันยังเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่จะต้องต่อสู้กับความต้องการของตัวเอง และฉันก็เป็นลูกของศิษยาภิบาลคนหนึ่ง ในช่วงต้นยุค 20 (ปี 2000) เมื่อฉันต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก หลังจากที่ได้เลิกรากับแฟนหนุ่มของฉัน พระเจ้าทรเรียกความสนใจของฉันกลับมาที่พระองค์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและฉันต้องการที่อยากจะเข้าใกล้พระองค์มากขึ้น มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจและจิตวิญญาณของฉัน ในช่วงเวลานั้น มันทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้หากชีวิตฉันได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เคยคิดไว้ คำถามต่างๆที่ฉันมีนั้นก็ยังคงไม่มีคำตอบที่แน่ชัดเช่นเคย?

ฉันตัดสินใจที่จะรับบัพติศมาอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าฉันกลายเป็นผู้เชื่อที่กำลังจะได้รับการเปลี่ยนแปลงและได้รับบัพติศมาอีกครั้ง ฉันรู้เลยว่าฉันกำลังเดินอยู่ในทางแห่งความเชื่ออย่างสัตย์ซื่อกับพระเจ้า (มัทธิว 28:18-20 , กิจการ 2:38 , 1ยอห์น 2:4-5 ) ดังนั้น ต่อหน้าสมาชิกในคริสตจักรกว่า 1500 คน ที่กำลังจับตาดูการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของฉันอยู่,ฉันเป็นลูกของศิษยาภิบาลที่สอนลูกๆของพวกเค้าและสอนพวกเค้า ท่ามกลางความกดดันนี้—ฉันตัดสินใจรับบัพติศมาอีกครั้งหนึ่ง (แม้หลายคนจะคิดว่ามันน่าขายหน้าก็ตาม) แต่ฉันก็ยอมรับว่าตัวฉันเองเพิ่งจะได้รับความรอดก็ตอนเมื่อได้รับบัพติศมานั่นแหละ ในสายตาของมนุษย์ เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่น่าอายมากเพราะเป็นคริสเตียนมานานทำไม่เพิ่งจะรับบัพติศมา แต่ฉันยอมที่จะเผชิญหน้ากับความอายอย่างกล้าหาญและพบความสันติสุขในจิตใจ เพราะฉันรู็ว่าเป้าหมายในชีวิตของฉันไม่ใช่ทำให้พวกเค้าเหล่านั้นพอใจ แต่มันคือการมีความเชื่อที่มั่นคงอย่างสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของฉัน

ฉันจึงอยากจะแบ่งปันใน 2 วิธีที่มีพลังมากที่สุด และเป็นแนวความคิดที่ฉันเชื่อว่ามันสามารถช่วยให้เราทุกคนดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเป้าหมายเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าและสามารถช่วยแก้ไขเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวันได้

1. เราสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกได้

ถ้าไม่มีสิ่งใดที่สำคัญมากเกินไปกว่าการดำเนินชิวิตเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าแล้วล่ะก็ แน่นอนว่า แม้ว่าโลกนี้จะมีทั้งสีขาวและสีดำ คือมีทั้งความดีและความชั่ว หรืออาจจะเป็นสีเทาๆคือผสมปนเปกันไป และแม้ว่าเราจะกำลังเผชิญกับการถูกข่มเหงก็ตาม คริสเตียนอย่างเราๆก็สามารถที่จะมีสันติสุขได้

เพื่อรักษาความจริงเหล่านี้ให้นำหน้าชีวิตของฉัน ฉันพบว่าฉันต้องใช้เวลาดื่มด่ำกับพระวจนะคำของพระเจ้า อ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลและหนังสือคริสเตียนที่มีรากฐานมาจากพระคำภีร์ไบเบิ้ลเพิ่มเติมอย่างหนักแน่นและจริงจัง เพื่อการประกาศเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ ตั้งใจฟังคำสั่งสอนของบุคคลที่เราวางใจให้สั่งสอนเราดั่งที่เราได้ตั้งใจว่าจะยอมรับคำสั่งสอนในทุกทาง และรักษาชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางอันชอบธรรมโดยให้พระเยซูคริสต์เป็นแบบอย่างในชีวิตของเรา “พระเจ้าจะทรงเป็นที่น่าสรรเสริญมากที่สุดเมื่อเราดำเนินชีวิตให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์มากที่สุดเช่นกัน” เรียนรู้จักพระองค์ให้มากขึ้น การเข้าใกล้พระองค์เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดเท่าที่เราทุกคนสามารถทำได้ ความคิดของเราก็เหมือนฟองน้ำที่อาจจะถูกหลอกลวงจากสิ่งรอบข้างได้โดยง่าย (สุภาษิต 4:23, 1โครินธ์ 16:3) ดังนั้น เราต้องให้การใช้เวลาของเรากับพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีค่าและสำคัญที่สุด ความสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ในการแสวงหาพระเจ้าก็คือ “ยิ่งเราแสวงหาพระองค์มากขึ้นเท่าไหร่ ความปรารถนาที่เรามีต่อพระองค์ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น” การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์และการทรงพระชนม์อยู่ของพระองค์คือการรับรองออกจากความบาป โดยให้เรารู้ว่าสองสิ่งนี้คือการรับประกันว่าชีวิตของเราในแต่ละวันสามารถพบสันติสุขได้โดยพระเจ้าผู้ทรงกระทำให้สำเร็จ

2.เราสามารถหาความพึงพอใจ,คุณค่าและความปิติยินดีให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าและทำความรู้จักพระเจ้าให้มากขึ้น

มันไม่สำคัญว่าคนอื่นจะคิดกับเรายังไง ตราบใดที่เรายังยืนยันคำตอบของสองคำถามดังต่อไปนี้ว่า “ใช่!” คำถามแรก คือ การดำเนินชีวิตส่วนตัวของฉันเป็นที่พอพระทัยและถวายเกียรติแด่พระเจ้าตามพระวจนะคำของพระองค์หรือไม่? คำถามที่สอง คือ ฉันแสวงหาคุณค่าและความสุขที่แท้จริงจากองค์พระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียวหรือไม่? ถ้าเราทั้งหลายสามารถตอบว่า “ใช่!” ในทั้งสองคำถามนี้แล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่าเราแสวงหาและยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง และการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเราก็เพื่อที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใดอย่างแท้จริงด้วย “บัดนี้ข้าพเจ้ากำลังพูดเอาใจมนุษย์หรือ ข้าพเจ้าทำให้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้ามิใช่หรือ ข้าพเจ้าอุตส่าห์ประจบประแจงมนุษย์หรือ ถ้าข้าพเจ้ากำลังประจบประแจงมนุษย์อยู่ ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ผู้รับใช้ของพระคริสต์” (กาลาเทีย 1:10)

ขอให้เราทั้งหลายระลึกอยู่เสมอว่าวันนี้เรามีความสามารถพบกับสันติสุขได้และไม่ต้องอายเพราะเหตุที่เราได้ตั้งมั่นอยู่ในความจริงและติดตามองค์พระเยซูคริสต์อย่างมีสติ “เพราะจิตใจของเราสงบคอยท่าพระเจ้าแต่องค์เดียว ความรอดของเรามาจากพระองค์” (สดุดี 62:1)

“พระเจ้าจะทรงเป็นที่น่าสรรเสริญมากที่สุดเมื่อเราดำเนินชีวิตให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์มากที่สุดเช่นกัน” ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าใช้ข้อความหนึ่งบรรทัดนี้ เพื่อสานต่อและขับเคลื่อนชีวิตของเราทุกคนในทุกๆสถานการณ์ในชีวิตของเรา ขอทรงนำชีวิตของเราให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ยิ่งๆขึ้นไป ด้วยว่าเราทั้งทั้งหลายเองก็ได้มอบถวายชีวิตของเราให้แด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง