3 เหตุผล “ทำไมคริสเตียนต้องฟังพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์?” (อีกครั้ง)

วันที่ 12-4-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Joanna Hor,Singapore
ผู้แปล : ศิริอรทัย ลู
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

“สวัสดีตอนเช้าครับ! แจกให้ฟรีๆเลยนะครับ นี่คือข่าวประเสริฐและพระกิตติคุณจากพระเยซูคริสต์เจ้า!” เสียงของชายวัยกลางคนที่เปล่งออกมาอย่างสดใส ในขณะที่เขากำลังเล่าเรื่อง “หากเพียงว่า” (If Only) ให้กับผู้หญิงท่านหนึ่งที่กำลังเดินอยู่ข้างหน้าฉัน

เมื่อเธอส่ายหน้าชายคนนั้นก็หันมามองที่ฉันทันทีและพูดเสนอแบบเดียวกัน พร้อมกับถามฉันว่า “แล้วคุณหล่ะ?” ฉันยิ้มมุมปากให้เขาเล็กน้อย พร้อมส่ายหน้าปฎิเสธเขาแล้วรีบเดินจากไป “ใบปลิวพวกนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน” ฉันเป็นคริสเตียนแล้วนี่นา! และก็ฉันก็รู้ด้วยว่าเขาจะพูดถึงเรื่องอะไร ซึ่งฉันไม่ต้องการมัน

เกือบจะในทันทีที่ฉันเดินจากมา ฉันเริ่มตำหนิตัวเอง “มันจะผิดปกติมั้ยถ้าหากเราจะฟังข่าวประเสริฐอีกครั้ง? ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้ยินเรื่องพระกิตติคุณคือเมื่อไหร่กันนะ? แล้วฉันรู้จักพระกิตติคุณจริงๆหรือ?” ฉันรู้สึกละอายใจมาก ฉันจึงเริ่มจดบันทึกทุกสิ่งที่ผุดขึ้นมาในจิตใจของฉัน เพื่อใช้เป็นแนวทางปฎิบัติ ถ้าฉันถูกนำเสนอแบบเดียวกันนี้อีกครั้ง

เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ นับตั้งแต่ตอนนั้น ในวันศุกร์ประเสริฐก่อนที่จะถึงวันอีสเตอร์ ซึ่งเป็นวันระลึกถึงวันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนไม้กางเขน ฉันได้ทบทวนคำถามกับตัวเองว่า: พระกิตติคุณมีไว้สำหรับผู้ที่ไม่ใช่คริสเตียนเท่านั้นหรือ? คำตอบง่ายๆของฉันคือ “ไม่ใช่” ความจริงแล้วยิ่งเราเป็นคริสเตียน เราก็ยิ่งต้องฟังพระกิตติคุณให้มากขึ้น นี่คือสามเหตุผลว่าทำไมเราต้องฟังพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์อีกครั้ง

1. เราแปรเปลี่ยนไปเพราะเราสับสนในสิ่งที่โลกบอกเรา

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่? การรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตของเราและประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแล้วไม่ได้หมายความว่าปัญหาในชีวิตของเราจะหายไป การต่อสู้กับความผิดบาปหรือความรู้สึกไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน แม้ความผิดหวังในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ก็ยังคงมีอยู่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติและความเจ็บป่วยที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอทรุดโทรม รวมไปถึงโรคภัยไข้เจ็บ โรคระบาดต่างๆก็ยังคงอยู่

และนี่เป็นหลังฉากในการต่อสู้ที่ท้าทายต่อเหตุการณ์เหล่านี้ เราจะต้องยืนหยัดต่อสู้กับเสียงขู่ที่คุกคาม เข้ามาทำให้จิตใจของเราโอนเอียง “หากคุณล้มเหลว” อาจจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีบอกคุณว่า “หากเราไม่สามารถหยุดทำบาปได้ ก็อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย คุณเป็นคนที่สมบูรณ์แบบแล้ว” ต่อจากนี้โลกจะบอกคุณเอง

เมื่อเราเสพติดวิถีทางแบบชาวโลกมากขึ้นเรื่อยๆจนมันไล่ทันเรา ถึงเวลานั้นเราจะรู้สึกผิดและจะได้รู้อีกครั้งว่า “คุณไม่ดีพอ” ถ้าเราปล่อยให้วงจรแบบนี้เกิดขึ้นวนซ้ำไปมา เราจะกลายเป็นคนที่พ่ายแพ้
ในโลกของการเปลี่ยนแปลง ค่านิยมและศีลธรรม เราจำเป็นต้องฟังพระกิตติคุณที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระเยซูคริสต์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เราจำเป็นต้องได้รับการเตือนให้รู้ว่าพระเจ้าทรงให้คุณค่าแก่ตัวเรา ไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์หรือความสามารถของเรา หรือเพราะภูมิหลังครอบครัวของเรา แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงสร้างเรา (สดุดี 139:13-16) เราจำเป็นต้องระลึกว่าพระเจ้าทรงรักเราไม่ว่าเราจะเลวร้ายอย่างไร และพระองค์ทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย ด้วยการส่งพระเยซูมาเพื่อให้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา (โรม 5:8) เราจำเป็นต้องได้รับการเตือนให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่ มันเป็นแค่สิ่งที่มาเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น และให้เรามีความหวังอันรุ่งโรจน์ (โรม 8:18) การรู้จักพระกิตติคุณเป็นอย่างดีจะทำให้เรามีความมั่นคงในชีวิต

2. เราหลงลืมพระเจ้าเพราะเรามีความวิตกกังวลและท้อแท้ใจ (บางครั้งก็อาจจะมาจากมารซาตาน)

มันช่างน่าเศร้าเสียจริง! ที่มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์,แน่นอนว่ามีหลายครั้งเมื่อเราคุกเข่าลงเพื่อการกลับใจ หรือเพื่อการขอบพระคุณในพระเมตตาของพระเจ้า เรามอบชีวิตของเราให้กับพระองค์ โดยสัญญาว่าจะเลิกใช้ชีวิตโดยเปล่าประโยชน์และเริ่มหันมาใช้เวลา,ความพยายามและทรัพย์สินเงินทองของเราเพื่อพระองค์ เรามีความกระตือรือล้นและมีความหิวกระหายเพื่อจะทำบางสิ่งบางอย่างให้แก่พระเจ้าโดยเรารีบพุ่งกระโจนรับใช้ในงานของพระองค์อย่างไม่รีรอ

แต่นั่นแหล่ะ มารซาตานจะพยายามอย่างหนักเพื่อดึงเราออกไปจากพระเจ้า แต่โอกาสแบบนี้มันเกิดขึ้นได้น้อยมาก บางทีมันอาจมาในรูปแบบของการสร้างอุปสรรค เช่น ทำให้ท้อแท้ใจหรือทำให้ไขว้เขว
สิ่งต่างๆอาจไม่เป็นไปตามแผนการของเรา บางทีปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราอาจเกิดขึ้นได้จากคนที่เราให้ความเคารพนับถืออย่างมากที่ทำให้เราเสียความรู้สึกและทำให้เราเสียใจ หรือความต้องการในหน้าที่การงาน,ครอบครัวหรือการเรียกร้องขอความสำเร็จบนโลกใบนี้ และเราพบว่าตัวเองสูญเสียแรงผลักดันและสูญเสียโฟกัส

ความจริงแล้วในช่วงเวลาเช่นนี้จะมาถึงเราแน่นอน พระเยซูเองท่านก็ได้ทรงตรัสว่า “สาวกของพระองค์จะถูกรุมเร้าจากทุกสิ่งทุกอย่าง” แล้วเราจะรับมือและดำเนินชีวิตต่อไปเพื่อพระองค์ได้อย่างไร?

เราสามารถรับมือและดำเนินชีวิตต่อไปได้ โดยการปลูกฝังความคุ้นเคยในพระกิตติคุณของพระองค์ การอ่านพระกิตติคุณซ้ำแล้วซ้ำอีกจะช่วยให้เราจดจำและยึดมั่นในพระเจ้า ซึ่งจะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปได้ เมื่อเราเข้าใจในพระสิริที่พระเยซูทรงสัญญาไว้กับเรา เราจะพบว่าเรามีความอดทนมากขึ้นและสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้

อย่างกังวลไปเลย ความคุ้นเคยไม่ได้ทำให้เราเกิดความประมาท ในพระคัมภีร์ก็พูดถึงเรื่องนี้ว่าความจริงแล้วการรู้จักและความคุ้นเคยในเรื่องราวของพระกิตติคุณมากยิ่งขึ้นเท่าไหร่เราก็จะเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้นและสามารถยืนหยัดต่อสู้กับความชั่วร้ายของพวกมารซานตานได้ และจะสามารถผ่านการทดลองที่ยากลำบากในโลกนี้ไปได้ (เอเฟซัส 6:10-17) การรู้จักพระกิตติคุณเป็นอย่างดี ช่วยให้เราจดจ่อในการดำเนินชีวิตต่อไปเพื่อพระเจ้า

3.เราตกต่ำเพราะเรายังมีหัวใจที่เต็มไปด้วยความผิดบาป

ถึงแม้ว่าอาดัมกับเอวาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า แต่ก็ยังถูกล่อลวงโดยสิ่งต่างๆในโลกใบนี้ (ปฐมกาล 3:6) ดังนั้นการติดสนิทกับพระเจ้าไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนเพียงพอว่าจะไม่ถูกล่อลวงนั่นเอง
แล้วจะไม่มีใครที่มีภูมิคุ้มกันและรอดพ้นจากการทดลองได้เลยหรือ?

โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วเราทุกคนล้วนแต่เป็นผู้ซึ่งเต็มไปด้วยตัณหา หากเราไม่รู้จักควบคุมประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราไว้ ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เราก็จะถูกล่อลวงไปสู่ความผิดบาปได้โดยง่าย ฉันรู้ว่าฉันเป็นคนที่มีความหวั่นไหวต่อความโลภและหลงใหลในวัตถุสิ่งของอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในชีวิตของฉัน ฉันรู้สึกไม่พอใจในตัวเองและรู้สึกอิจฉาคนอื่น ๆ ที่เขาดูดีกว่า,มีความสามารถมากกว่าและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่าฉัน ฉันรู้ว่าฉันไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้มาก่อน ฉันจึงอยากได้มันพยายามทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อใช้ในการพัฒนาทักษะด้านต่างๆของฉัน แทนที่จะใช้เวลาและความพยายามเพื่อการเติบโตในความสัมพันธ์กับพระเจ้า ยิ่งฉันพยายามกดดันตัวเองมันก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้นและรู้สึกต้อยต่ำลงไปกว่าเดิมอีก

แต่บางทีเราอาจจะมองไปที่คนอื่นมากเกินไป ถ้าหากเราอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ รับใช้พระเจ้าอย่างกระตือรือร้น ฉันคิดว่าคิดว่านั่นก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะเราไม่มีบาปใหญ่ในชีวิตของเรา ในบางครั้งเราอาจจะถูกล่อลวงทางความคิดว่าเราทำผลงานออกมาได้ดี ซึ่งอาจจะคิดไปว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ๆ และตัดสินพวกเขาว่าไม่มีความซื่อสัตย์เหมือนเรา บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่พระเยซูทรงเอาใจใส่เรื่องนี้มากให้ยกขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญในพันธกิจของพระองค์เพื่อแก้ปัญหาให้แก่พวกฟาริสีให้มีทัศนคติที่ถูกต้องและชอบธรรม

ไม่มีคริสเตียนที่สมบูรณ์แบบ นอกเสียจากการได้ดื่มด่ำและรู้ซึ้งในพระกิตติคุณเท่านั้นที่จะทำให้เราจำได้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เราทำได้ แต่เป็นสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทำเพื่อเรา ดังในพระธรรมโคโลสี 2:6-7 ได้เตือนเราว่า “การเป็นคริสเตียนไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องการรับพระเยซูเข้ามาในชีวิตของเรา แต่เราจะต้องเรียนรู้และเติบโตในความสัมพันธ์กับพระองค์”

“การรู้จักพระกิตติคุณเป็นอย่างดีทำให้ชีวิตของเราบริสุทธิ์ เพราะจะเป็นที่พอพระทัยแก่พระเยซูคริสต์”

เราจะทำอย่างไรเพื่อให้มั่นใจว่าเราได้รับพระกิตติคุณอย่างสม่ำเสมอ? สั่งสอนเรื่องพระกิตติคุณด้วยตัวคุณเอง! “พอล ทริป” (Paul Tripp) ศิษยาภิบาลชาวอเมริกันผู้เป็นนักประพันธ์และนักจัดประชุมเทศนา เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มีใครมีอิทธิพลในชีวิตของคุณมากกว่าที่คุณเป็นอยู่ เพราะไม่มีใครพูดถึงคุณมากกว่าที่คุณทำ”

วันศุกร์ประเสริฐใกล้เข้ามาแล้ว! (Good Friday) คุณจะประกาศพระกิตติคุณให้กับตัวคุณเองอีกหรือเปล่านะ?

Tags: , , , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง