เรากำลังไม่ใส่ใจต่อพระเจ้าอยู่หรือเปล่า?

วันที่ 21-4-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Leslie Koh, Singapore
ผู้แปล : ศิริอรทัย ลู
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

หลังจากที่ทำงานเป็นสื่อมวลชนของสำนักข่าวทั่วไปอยู่เป็นเวลาหลายปี ในที่สุดเลสลี่ก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนงาน จากผู้สื่อข่าวร้าย (ข่าวชาวโลกทั่วไป) มาเป็นผู้สื่อข่าวดี (ข่าวประเสริฐของพระเจ้า)เพราะเขามีความเชื่อว่าถ้อยคำของพระเจ้าเป็นกำลังให้กับเราทั้งหลาย จึงได้ตัดสินใจเข้ามาทำงานเป็นบรรณาธิการในพันธกิจมานาประจำวันที่สำนักงานใหญ่ของประเทศสิงคโปร์ (Our Daily Bread Ministries)

ผมต้องขึ้นศาลอีกครั้ง!

แต่มันไม่ใช่ศาลอย่างที่เราทั้งหลายเข้าใจกัน เพราะศาลในที่นี้เป็นเรื่องของความรู้สึกนึกคิดที่ขัดแย้งกันอยู่ภายในใจของผมมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อและการกระทำของผม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาเหล่านี้ แล้วในบางครั้งผมก็พยายามที่จะปกป้องตัวเอง ด้วยการหาข้อแก้ต่างให้กับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

ผมกลับมาที่ศาลนี้อีกครั้ง เพราะผมเพิ่งอ่านเจอบทความหนึ่งที่เตือนใจผมเป็นอย่างมาก ซึ่งเขียนไว้ว่า “อย่าคิดว่าพระเจ้าเป็นของตาย” ใช่แล้วหล่ะ! นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในคำเตือนที่เข้ามาสะกิดใจของผม:

“อย่าคิดว่าพระเจ้าเป็นของตาย “
“อย่าคิดว่าคุณจะวิ่งหนีความผิดบาปไปได้ เพียงแค่เพราะว่า มีผู้ไถ่บาปให้คุณ”
“อย่าทดสอบความอดทนของพระเจ้า”

…และยังมีคำเตือนอีกมากมายที่สะกิดใจผมจนนับไม่ถ้วน

บอกตามตรงว่า ผมไม่ชอบคำเตือนเหล่านี้เลย ที่ผมไม่ชอบก็เพราะว่า.. ผมรู้ตัวดีว่าผมมีความผิด ผมรู้ว่าคำเตือนเหล่านี้มีไว้สำหรับผม ซึ่งผมก็พยายามที่จะวิ่งหนีจากความจริงเหล่านั้นแล้วหาเหตุผลร้อยแปดเพื่อเป็นข้อแก้ต่างให้กับตัวเอง

“เพื่อให้ได้รับความรอดจากพระเจ้า ผมจะไม่พยายามทำตัวให้เป็นคนดีหรือ?”
“ถ้าผมมีหัวใจที่สำนึกผิด พระเจ้าทรงเมตตาผมอยู่หรือเปล่า?”
“ผมยังมีสิทธิ์ที่จะได้รับความรอดอยู่หรือไม่? : ถ้าไม่!… แล้วพระเมตตาคุณของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

และนี่คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการในศาลยุติธรรมแห่งนี้

ผิดมั้ย! ที่ผมจะรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิตแต่ไม่ใส่ใจ ไม่เห็นคุณค่าหรือเห็นพระองค์เป็นของตาย……

ข้อกล่าวหาแรก:

คุณรับพระเจ้าเข้ามาแต่ไม่ใส่ใจ ไม่เห็นคุณค่า หรือเห็นพระองค์เป็นของตาย คุณดำเนินชีวิตของคุณด้วยการทำความผิดบาป….ซ้ำแล้วซ้ำอีก! คุณคิดว่าไม่เป็นไรเพราะคุณสามารถอธิษฐานขอการยกโทษอภัยบาปจากพระเจ้าได้อยู่แล้ว คุณทำเช่นนี้เพราะคุณคิดยังไงคุณก็จะได้รับความรอดจากพระองค์ และสุดท้ายคุณก็หาข้ออ้างสารพัดให้กับตัวเอง เพราะคุณคิดแค่ว่าคุณมันเป็นเรื่องง่ายๆที่จะกลับไปหาความรักความเมตตาและพระคุณของพระเจ้า โดยปราศจากการลงโทษใดๆ แล้วความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคุณอยู่ที่ไหน?คุณมีความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งยั่วยุและการทำบาปมั้ย? คุณกำลังทดสอบความอดทนของพระเจ้าอยู่หรือเปล่า? คุณกำลังลดคุณค่าของพระเมตตาคุณของพระเจ้าอยู่หรือเปล่า?

ผมพยักหน้า “รับผิด! ผมรู้ว่าผมมีความผิด!

ผมขอสารภาพตรงๆเลยว่า : ในบางครั้ง! (อันที่จริงแล้วมันแทบจะตลอดเวลา) ผมคิดว่าผมสามารถลบล้างความผิดบาปให้ตัวผมเองได้เพราะพระเจ้าจะทรงยกโทษและทรงให้อภัยแก่ผม ผมคิดว่าพระเมตตาของพระองค์เป็นสิทธิที่ผมควรจะได้รับอยู่แล้ว ดังที่พระเยซูได้ทรงตรัสแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จะต้องมีใจให้อภัยแก่ผู้อื่นได้ถึง 70×70 หรือ 490 ครั้ง” ซึ่งในพระคัมภีร์ก็ได้กล่าวถึงพระเมตตาอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้าด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ภายในใจของผมจึงพยายามที่จะสรรหาข้อแก้ตัวต่างๆมาอ้าง เพื่อจะได้ใช้ชีวิตในความผิดบาปต่อไปในวันข้างหน้าได้อีก โดยคิดเพียงแค่ว่า “อืม..แล้วค่อยกลับใจใหม่ด้วยความจริงใจในภายหลัง มันก็น่าจะโอเคแล้วนี่นา!”

ผิดที่ตัวผมเองมีความพยายามไม่มากพอที่จะใช้ชีวิตอย่างบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นชีวิตที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงประทานให้แก่ผม โดยผ่านทางการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและทรงเป็นขึ้นมาจากความตายของพระองค์ นั่นเป็นเพราะผมยังคงยึดติดอยู่ในความคิดที่ว่า “ผมไม่ควรที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะหลังจากนี้ พระเจ้าจะทรงเป็นผู้เปลี่ยนแปลงตัวเราไม่ใช่หรือ?” ดังนั้น ผมจึงดำเนินชีวิตไปตามปกติ แต่ผมจะเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำความผิดบาปที่มัน “เลวร้ายมากเกินไป” ซึ่งผมเองก็ยอมรับว่าภายในใจลึกๆของผม ผมนี่แหละที่ยอมให้พระเจ้าได้ทรงเข้ามาช่วยให้ผมได้เอาชนะความผิดบาป “เล็กๆน้อยๆ” ในใจผมได้

ผมทำผิด! ที่ลืมไปว่าการเดินทางไปกับพระเจ้าไม่ใช่เพียงแค่อาศัยแต่ความเชื่ออย่างเดียวเท่านั้น แต่ในการเดินในทางของพระองค์นั้น เราจะต้องมีระเบียบวินัยควบคู่ไปด้วย และผมควรจะเปิดใจรับเอาพระองค์เข้ามาในชีวิตของผมให้มากขึ้น โอใช่แล้ว! ความรอดที่ผมควรจะได้รับ ก็ยังคงเป็นสิทธิของผมอยู่ใช่มั้ย?

แต่สำหรับผมแล้ว ผมรู้ตัวเองดีว่า ผมไม่คู่ควรกับความรอดนั้น ซึ่งพระเจ้าได้ทรงโปรดประทานให้แก่ผม แต่ก็อีกนั่นแหละผมเองก็ยังคงทำเหมือนว่ามันเป็นของขวัญที่ยังไงๆผมก็จะต้องได้รับมันแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่าผมจะทำอะไร ของขวัญนี้ก็จะยังเป็นของผมตลอดไป ผมลืมนึกไปว่า ของขวัญนี้ยังคงเอกสิทธิ์ของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ว่าจะทรงอนุญาตให้แก่ใครบ้าง และของขวัญนี้ก็ไม่ใช่จะได้มาด้วยราคาถูกๆ แต่มันถูกจ่ายเป็นค่าไถ่ด้วยชีวิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ ผมล้มเหลวในการเก็บรักษาของขวัญชิ้นนี้และผมล้มเหลวในการใช้ประโยชน์สูงสุดจากของขวัญนี้

“มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า” จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ — แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”มัทธิว 7:21

ยังไม่สำนึกผิด! ผมทำถูกแล้วจริงๆ…..

แต่แล้วทนายตัวเล็กๆซึ่งอยู่ในใจฝ่ายจำเลยในตัวของผมก็ลุกขึ้นยืนและตอบกลับว่า:

อย่านำระเบียบทางกฎหมายหรือกฎเกณฑ์มาใช้ในเรื่องของความเชื่อ เพราะความเมตตากรุณาของพระเจ้านั้นไม่ทรงจำกัด ใช่แล้วหล่ะ! แต่คุณต้องพยายามที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในความบริสุทธิ์ และไม่ควรสงสัยเรื่องความรอดของคุณ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณล้มเหลว คุณจะต้องอาศัยความเชื่อและความศรัทธาอยู่ดี (คุณจะหลีกเลี่ยงไม่ได้) ถ้าคุณยังคงดำเนินตามหลักเกณฑ์เหล่านั้นคุณจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยพลังแห่งความเชื่อของคุณได้ สุดท้ายแล้วการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของคุณจะโลเลไม่มั่นคงและคุณต้องยอมรับในข้อนี้

การให้อภัยของพระเจ้าและให้อภัยตัวเอง คุณต้องเดินหน้าต่อไป

ผมเงยหน้าขึ้นและหวังว่าทนายความของผมจะพูดถูกต้อง “จริงใช่มั้ย? ผมไม่ความผิดใช่มั้ย?”
มันไม่จริงหรือ? หลังจากการสารภาพบาปและสำนึกผิดแล้ว จะได้รับการยกโทษอภัยบาปจากพระองค์ ผมก็ยังอดสงสัยในพระเจ้าไม่ได้ว่า จะทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงความเมตตากรุณาและจะทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงให้อภัยหรือเปล่า? แต่นั่นพระองค์ได้ทรงให้สัญญาไว้แล้วนี่นา ผมต้องมีความมั่นใจสิว่าผมจะได้รับการยกโทษจากพระเจ้า หากผมมีความจริงใจในการสารภาพบาปและสำนึกในความผิดบาปของผม แต่ถ้าหากผมยังยึดถือความผิดบาปของผมเอาไว้ นี่จะไม่เป็นการดูหมิ่นการเสียสละของพระเยซูและฤทธิ์อำนาจของไม้กางเขนนั้นหรือ? ผมยังจำเป็นต้องพึ่งพาความรักและความเมตตาที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้าอยู่ใช่มั้ย?

ถ้าผมพยายามที่จะเป็นคนเคร่งศาสนามากจนเกินไปผมอาจติดกับดัก หลงใหลคลั่งไคล้ในลัทธิกฎหมายแห่งความเชื่อก็เป็นได้ ผมอาจลืมได้ว่าผมได้รับการช่วยเหลือโดยพระเมตตากรุณาของพระองค์และนี่อาจจะเป็นการไปลดคุณค่าของพระเจ้าลงใช่มั้ย? โอ้ใช่แล้ว! ผมเรียกว่ามันเป็นการละทิ้งตัวตนของผม คนเดิมๆและนิสัยบาปเดิมๆของผมออกไป แต่ผมไม่ได้เอามารวมกับการพยายามทำความดีเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าเท่านั้น เพราะผมรู้ว่ามีเพียงพระองค์เท่านั้นที่จะสามารถทำให้ผมเป็นผู้บริสุทธิ์และชอบธรรมในสายพระเนตรของพระองค์ได้ สิ่งที่ผมต้องทำคือการยอมให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงตัวผมเท่านั้น

และในที่สุด ก็มาถึงคำให้การที่ผมชอบใช้แก้ต่างให้กับตัวเองมากที่สุด:

มันชัดเจนอยู่แล้ว ว่าผมมีข้อบกพร่องและยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบอยู่มาก แต่ความจริงแล้วผมยังคงต่อสู้กับความรู้สึกผิด,ความบาป,ความบริสุทธ์,และความรู้สึกบกพร่องของตัวเองอยู่ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าผมไม่ได้มีเจตนาที่จะนำเอาพระเจ้ามาเป็นของตาย แต่มันแสดงให้เห็นว่าจิตสำนึกของผมมันยังไม่ตาย–จิตสำนึกของผมยังคงทำให้ผมมีชีวิตอยู่ได้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในตัวผม

ซึ่งถ้าผมกระทำความผิดจริงที่มองพระเจ้าเป็นของตาย ผมก็คงจะไม่มานั่งกังวลใจอยู่แบบนี้หรอก คงจะปล่อยชีวิตให้ทำตามใจของตัวเองทุกอย่างใช่มั้ยครับ?

แต่นั่นเป็นเพราะผมยังคงต่อสู้อยู่กับความรู้สึกผิด,ชอบ,ชั่ว,ดี ที่มีอยู่เพราะฉะนั้นมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าผมไม่ใช่คนแบบนั้น

“เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลาย ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ ได้ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย” (โรม 8: 1-2)

และคำตัดสินก็คือ . .

ผมไม่สามารถให้คำตอบกับคุณได้ เพราะมีเพียงผู้พิพากษาเท่านั้นที่จะสามารถตัดสินคดีนี้ได้ และในศาลนี้มีพระเจ้าเพียงผู้เดียวที่ทรงเป็นผู้พิพากษาเอง เพราะพระองค์เท่านั้นที่สามารถตัดสินได้ว่าผมมีความผิดในข้อหานี้หรือไม่

ซึ่งจริงๆแล้ว ผมก็ไม่ได้ยินคำตัดสินขั้นสุดท้ายที่ชัดเจนแต่อย่างใด โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าผมมีทั้งสองอย่างนั่นแหละครับ ประการที่หนึ่งผมมีความผิดจริง–เพราะผมรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิตแต่ไม่ใส่ใจ ไม่เห็นคุณค่าหรือเห็นพระองค์เป็นของตาย ประการที่สองผมสำนึกในความผิดบาป– พระองค์ทรงพร้อมที่จะให้อภัยแก่ผมและการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ได้ทรงชำระความผิดบาปของผมแล้ว ถ้าพระเจ้าอยากจะบอกอะไรกับผม พระองค์ก็คงจะตรัสว่า:

ใช่แล้วหล่ะ!บางครั้งเจ้ามีความผิดในการรับเราเข้ามาในชีวิตแต่ไม่ใส่ใจ ไม่เห็นคุณค่า นั่นคือเหตุผลที่เราส่งการแจ้งเตือนไปถึงเจ้า และพระวิญญาณบริสุทธิ์ของเราจะเติมความเศร้าโศกในหัวใจของเจ้า แต่เราไม่แค่เพียงต้องการให้เจ้ารู้สึกผิดอย่างเดียวหรอกนะ แต่เราต้องการให้เจ้าทำอะไรบางอย่างในเรื่องนี้ เพราะเราอยากให้เจ้ากลับตัวกลับใจเสียใหม่และจงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าโดยที่ไม่แบกความผิดบาปไปกับเจ้าด้วย และนั่นคือเหตุผลที่เรามอบการปลอบประโลมและคำมั่นสัญญาให้แก่เจ้า เราอยากให้เจ้ารู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าสารภาพความผิดบาปด้วยใจที่สำนึกผิดอย่างแท้จริง นั่นแหละจะทำให้เจ้าสามารถเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องได้

ดังนั้น ก็หมายความว่า ผมจะต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิด,ชอบ,ชั่ว,ดี ต่อไป เพราะโลกของคริสต์ศาสนิกชนเป็นโลกแห่งการดิ้นรนฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆอยู่เป็นนิตย์นั่นเอง ถ้าเราหยุดการดิ้นรนต่อสู้เมื่อไหร่นั่นก็หมายความว่าเราทำบางอย่างผิดพลาดไป

ใช่แล้วหล่ะ! เราไม่ควรปล่อยให้ความไม่แน่ใจเข้ามาครอบงำเรา จนทำให้กำลังความเชื่อของเราลดลงไปจนกระทั่งไม่เหลืออะไรเลย แต่เรายังจำเป็นที่จะต้องสำรวตนเราเอง เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่ประมาทหรือชะล่าใจกับการดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า การตั้งคำถามเพื่อทบทวนประเด็นการต่อสู้ทางด้านจิตวิญญาณของเราอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อและความชอบธรรมในชีวิตของเรายังมีอยู่

บางทีนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมท่านอาจารย์เปาโลถึงเรียกร้องให้บรรดาผู้เชื่อถวายชีวิตของตัวเองรับใช้พระเจ้า “ว่าด้วยการเสียสละชีวิต” (โรม 12:1) การเสียสละชีวิตในที่นี้หมายความว่า ในทุกวันเวลาและทุกๆขณะของชีวิตของเราจะต้องเผชิญหน้ากับการทดลอง,สิ่งยั่งยุต่างๆที่จะล่อลวงให้ถอยห่างออกไปจากแท่นบูชาและแสวงหาความปรารถนาของชีวิตตามวิถีของเราเอง ซึ่งเราทั้งหลายจะต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากที่จะต้องต่อสู้กับมัน และนั่นเป็นการต่อสู้ที่ผมเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงชื่นชมและจะเป็นที่พอพระทัยของพระองค์

ดังนั้น ตอนนี้ผมออกมาจากศาลนั่นแล้ว ซึ่งผมเองก็ยอมรับว่าผมได้กระทำความผิดจริง แต่เพราะพระเยซูคริตส์ทรงช่วยผมไว้ ผมจึงพ้นผิด และผมเดาได้ว่าอีกไม่นานผมก็คงจะได้กลับมาที่ศาลแห่งนี้อีกครั้ง

“ท่านจงพิจารณาดูตัวของท่านว่า ท่านตั้งอยู่ในความเชื่อหรือไม่ จงชันสูตรตัวของท่านเองเถิด ท่านไม่สำนึกหรือว่า พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย นอกจากท่านจะแพ้การชันสูตร” (2โครินธ์ 13:5)

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง