เมื่อฉันต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้า

วันที่ 2-4-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Wendy Wong
ผู้แปล : ลูกหยี
ผู้เรียบเรียง : ศิริอรทัย ลู และ  ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ไม่เคยคิดเลยว่าตัวฉันเองจะต้องมาเจอกับโรคซึมเศร้า เมื่อสองสามปีก่อนมันเคยเกิดขึ้นกับเพื่อนสนิทของฉัน แต่ฉันก็ไม่ได้เข้าใจเธอหรอกนะว่าเธอต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ฉันคิดว่ามันคงเป็นแค่ช่วงเวลาแย่ๆที่เกิดขึ้นก็เท่านั้นและจะผ่านมันไปได้ถ้าเธอพยายามมากพอ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าของฉันยังห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่มาก คำว่า “ซึมเศ้รา” ฉันไม่เคยเข้าใจเกี่ยวกับมันเลยจริงๆ จนกระทั่งฉันได้เผชิญกับมันด้วยตัวเอง

ในปี 2010 ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพจิตของประเทศสิงคโปร์ (The Singapore Mental Health Study) แสดงให้เห็นว่าโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปกับคนส่วนใหญ่ในประเทศสิงคโปร์จำนวน 1 ใน 17 คน ของประชากร ซึ่งคนที่จะป่วยเป็นโรคนี้ อาจจะอยู่ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตซึ่งมาจากการอ่านสถิติเกี่ยวกับเรื่องนี้ การมีประสบการณ์และต้องมีชีวิตอยู่กับมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งต่างจากที่เคยได้อ่านมา

สำหรับฉันแล้วความซึมเศร้าเป็นเหมือนเมฆดำทมึนหนาทึบที่หนักอยู่บนหัวของฉัน ความเยือกเย็นคืบคลานเข้ามาในหัวใจฉัน มีบางสิ่งมาบดบังวิสัยทัศน์ของฉัน มันเป็นวันที่ผ่านไปอย่างช้าๆและไร้ความรู้สึกใดๆ เป็นคืนที่เต็มไปด้วยน้ำตาและความโศกเศร้าในความคิด ช่วงเวลาที่ฉันจะต้องออกไปพบปะคนในครอบครัว,ที่โบสถ์หรือที่อื่นๆฉันต้องแกล้งทำเหมือนคนปกติและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ภายในใจของฉันร้องไห้คร่ำครวญ แต่ภายนอกไม่แสดงออกถึงความรู้สึกใดๆให้ใครรู้เลย ฉันคิดว่ามันจะต้องดีขึ้นสักวัน แต่วันต่อมามันก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม เป็นเวลากว่า 3 เดือนที่ฉันมีอาการแบบนี้ ก่อนที่ฉันจะได้รู้ว่าสิ่งที่ฉันได้เผชิญมาตลอดนั้นมีชื่อเรียก “โรคซึมเศร้า” และนี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะให้คุณรู้

มันไม่ผิดอะไรที่คุณจะแสดงความรู้สึก

มีบาดแผลในใจเกิดขึ้นมากมายจากโรคซึมเศร้า ฉันรู้สึกสับสนและรู้สึกผิด ชีวิตคริสเตียนควรจะมีความสุขตลอดเวลาไม่ใช่หรอ? ถ้าฉันมีความซึมเศร้าย่อมหมายถึงฉันทำบางสิ่งบางอย่างผิดไปงั้นหรือ? การเกิดความซึมเศร้าเป็นบาปไหม?

ฉันได้อ่านบทความเรื่องหนึ่งใน “คริสเตียนนิตี้ ทูเดย์” (Christianity Today) ได้เขียนไว้ว่า “ช่วงเวลาที่มีปัญหาฝ่ายจิตวิญญาณ จะเหมือนกับว่าเป็นนิสัยที่เคยชินหรือการที่ไม่ได้สารภาพบาป ขาดความเชื่อหรืออาจจะมีในบางสาเหตุที่เราไม่ค่อยเจอคือ “การถูกผีเข้าสิง” แน่นอนที่สุดว่าสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เกิดความซึมเศร้าได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลทั้งหมดที่ก่อให้เกิดความซึมเศร้าเช่นกัน

อย่าโทษตัวเองถ้ามีความซึมเศร้าเกิดขึ้น มันไม่ใช่ความผิดของคุณ สิ่งที่คุณกำลังเผชิญคือความป่วยทางจิตซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่นความอ่อนแอทางพันธุกรรม,เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิต,ปัญหาส่วนตัวหรือความเจ็บป่วยบางอย่าง ถ้าคุณมีปัญหาฝ่ายจิตวิญญาณแล้วทำให้คุณเป็นไข้หรือขาหักก็อย่าโทษว่าเป็นเพราะความซึมเศร้าล่ะ!
เพราะความเจ็บป่วยทางจิตมาจากปัญหาฝ่ายจิตวิญญาณ แต่ในกรณีของฉันความซึมเศร้าเกิดจากประสบการณ์บางอย่างในชีวิตที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวในทันทีทันใด

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณคิดว่าความซึมเศร้าของคุณอาจมีสาเหตุมาจากการรบกวนของวิญญาณชั่ว คุณควรคุยกับศิษยาภิบาลที่คริสตจักรหรือปรึกษาพี่เลี้ยงของคุณ

จงไว้วางใจในพระเจ้าเสมอว่าพระองค์ทรงอยู่กับคุณและทรงอยู่เพื่อคุณ

มีหลายต่อหลายคืนที่ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างที่สุดและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เมื่อความโศกเศร้านั้นหนักเกินไปที่ฉันจะทนแบกรับไหว ความคิดที่ว่าอยากจะตายก็แล่นเข้ามาในหัวแว๊บหนึ่ง ฉันรู้สึกว่าถูกบั่นทอนกำลังและไม่มีอะไรให้ฉันยึดเหนี่ยวได้เลย สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมานักเทศน์ที่โบสถ์ของฉันได้สรุปคำเทศนาด้วยประโยคเดียวที่ติดแน่นอยู่ในหัวของฉัน เป็นประโยคที่ช่วยปลอบประโลมใจของฉันเป็นอย่างมาก คือประโยคที่ว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา และทรงอยู่เพื่อเรา” แม้ว่าตอนนี้คุณอาจจะรู้สึกว่าทุกสิ่งดูเหมือนไร้ค่า ไร้ความหมาย แต่จงจำไว้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงมีอำนาจสูงสุดทั้งในอดีต,ปัจจุบัน และตลอดไป พระเจ้าทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง พระเจ้าทรงมีอำนาจสูงสุด พระเจ้าทรงมีพระเมตตากรุณา พระเจ้าทรงเป็นความรัก พระเจ้าทรงอ่อนโยน และพระเจ้าทรงแสนดี

ความซึมเศร้าไม่สามารถแยกคุณออกจากความรักของพระเจ้าได้ แม้คุณจะไร้ความรู้สึกก็ตาม(โรม 8:38-39) แม้ว่ากลางคืนจะเต็มไปด้วยความเศร้าที่แสนยาวนาน จำไว้ว่าความชื่นชมยินดีจะมาถึงในเวลารุ่งเช้า (สดุดี 30:5) พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระกรุณาและเป็นพระเจ้าผู้ทรงประทานการปลอบประโลมทุกอย่าง ผู้ทรงปลอบประโลมความปวดร้าวในจิตใจของเราทุกสิ่ง (2โครินธ์ 1:3)

พระเจ้าทรงอยากช่วยคุณ พระองค์ทรงอยู่ฝ่ายคุณในการสู้รบ พระองค์ทรงช่วยเหลือค้ำจุนคุณ และพระองค์ทรงทำให้คุณมีกำลังขึ้น สิ่งที่คุณต้องทำก็คือแซ่ซ้องพระนามของพระองค์และยึดพระองค์ไว้ให้มั่น วิธีเดียวที่จะทำให้คุณจดจำความจริงของพระเจ้าได้ โดยการเตือนตัวเองทุกวันและทำให้มากขึ้นเมื่อคุณจะต้องสู้รบกับความคิด,ความรู้สึกและความซึมเศร้า

หันมาแสวงหาพระองค์ในการอธิษฐาน,การนมัสการและการอ่านพระคำของพระองค์

ในบางครั้งมันอาจจะรู้สึกยากลำบากในการแสวงหาพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความซึมเศร้าได้ถ้าโถมเข้ามาในชีวิตคุณ สิ่งที่ฉันทำผิดพลาดก็คือการที่ฉันหันไปหาสิ่งที่ปลอบประโลมใจตัวเองโดยการที่ไปทำในสิ่งที่มีค่าน้อยมาก ซึ่งมันเป็นเพียงตัวช่วยทีทำให้ฉันผ่อนคลายได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่ได้เติมเต็มและรักษาความเจ็บปวดในใจของฉันได้เลย

ถึงกระนั้นก็ตามพระเจ้าก็ยังคงทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์กับเรา เมื่อเราเลือกที่จะหันมาแสวงหาพระองค์ พระคำของพระองค์เล้าโลมใจฉันอย่างมากมายในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระธรรมสดุดีบทที่ฉันเคยคิดว่าน่าเบื่อ แต่ในวันนี้ฉันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่โศกเศร้า มันทำให้ฉันรู้สึกและเข้าถึงหัวใจของผู้เขียนพระคำสดุดีได้มากยิ่งขึ้น เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับความทนทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะทำให้ถึงแก่ความตายได้ มีหลายบทในพระธรรมสดุดีได้กล่าวถึงการได้รับความเจ็บปวดและการทนทุกข์ทรมานของผู้เขียนพระธรรมสดุดีนี้ แต่เขาหันมาแสวงหาพระเจ้า ระลึกถึงความรักและความสัตย์ซื่อของพระองค์ แล้วเขาก็ได้รับการปลดปล่อยด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ( สดุดี 23 สดุดี 30 สดุดี 31 สดุดี 62 สดุดี 143)

ฉันลงมือเขียนพระคำที่พระเจ้าทรงใช้สอนฉัน เพื่อให้ฉันมีสันติสุขภายในจิตใจ ซึ่งเกินกว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้ และเมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกเหมือนเงาแห่งความซึมเศ้รากำลังจะคืบคลานเข้ามาใกล้ ฉันก็จะนำมันออกมาอ่านเสียงดังๆให้ตัวเองฟัง ฉันฟังเพลงนมัสการเพื่อให้พระเจ้าเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของฉัน ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับบทเพลงคริสเตียนของชาวอเมริกัน ศิลปินคริสเตียนที่มีชื่ออัลบั้มว่า “สเตฟานี่ เกร็ทซิงเกอร์”(Steffany Gretzinger’s album) ซึ่งช่วยฉันในหลายๆด้าน

ถึงแม้ว่าต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากที่จะแสวงพระเจ้า แต่เราก็ต้องทำ เพราะมีพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่จะประทานความปลอบประโลมและสันติสุขที่เรากำลังแสวงหาอยู่และต้องการอย่างที่สุด

บอกกับบางคนที่สามารถช่วยเราได้

ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าฉันรู้สึกอย่างไรและต้องผ่านอะไรมาบ้าง สิ่งที่จำได้คือฉันเศร้าใจและร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล และความโศกเศร้านั้นไม่จางหายไปเลย ฉันสนิทกับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อและคุณแม่ของฉัน แต่ฉันไม่รู้ว่าจะบอกกับพวกเขาอย่างไร ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวฉัน

ฉันจึงบอกคนที่ฉันสนิทมากที่สุดนั่นก็คือป้าของฉันเอง ที่เป็นทั้งผู้ให้คำปรึกษาในโบสถ์ ผู้ซึ่งอธิษฐานเผื่อฉันมาโดยตลอด มีบางครั้งที่ฉันมองโลกในแง่ร้ายไปเสียหมดและพระเจ้าทรงใช้พี่น้องเหล่านี้มาคอยแบ่งปันข้อพระคัมภีร์,เพลงหรือคำหนุนใจ ซึ่งมันจำเป็นจริงๆสำหรับฉันในเวลานั้น

ในที่สุดฉันก็เริ่มไปขอคำปรึกษากับผู้ที่ให้คำปรึกษาคริสเตียน ตลอดระยะเวลาสองเดือนเธอช่วยให้ฉันก้าวผ่านเหตุการณ์ต่างๆไปได้ มันสำคัญมากที่จะเปิดใจและไว้วางใจเพื่อนหรือญาติสนิทสักคน ผู้ซึ่งสามารถช่วยเหลือคุณได้เมื่อถึงยามจำเป็น คุณอาจจะอยากพบที่ปรึกษาคริสเตียนหรือคุณหมอก็ได้ ถ้าอาการของคุณยังคงมีอยู่ ฉันรู้ว่ามันเรื่องที่น่ากลัวที่จะบอกคนที่คุณรัก แต่ฉันดีใจที่ฉันได้ตัดสินใจเช่นนั้น เพราะว่าถ้าปราศจากการช่วยเหลือจากพวกเขา ฉันก็ไม่สามารถที่จะดีขึ้นได้

พระองค์ทรงยกม่านหมอกแห่งความโศกเศร้าออกไปทีละนิด ในช่วงเวลาที่ยากลำบากและมืดมนพระองค์ทรงเป็นแสงสว่างส่องทาง เป็นกำลังและเป็นบทเพลงของฉัน พระองค์ทรงส่งคนหลายคนเข้ามาในชีวิตฉัน เพื่อแสดงให้ฉันเห็นถึงความรักของพระเยซูคริสต์ผ่านทางการช่วยเหลือและสนับสนุน,คำหนุนใจและการอธิษฐานเผื่อของพวกเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพระองค์ทรงสำแดงว่าพระองค์คือผู้ใด และทรงให้สัญญากับฉันว่า “เรารู้ว่าพระเจ้าจะทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (โรม 8:28)

ฉันขอขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระคำข้อนั้น

ฉันอยากให้คุณรู้ว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียวเพียงลำพัง และจะไม่มีเวลานั้นเลย คุณเป็นบุตรที่พระเจ้าทรงรัก พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ทรงสถิตอยู่กับคุณและทรงอยู่เพื่อคุณ ทั้งในอดีตและในเวลานี้ด้วย จงพักสงบและนิ่งอยู่ในความรักของพระองค์เถิดพี่น้องที่รัก

ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้หรือ
ข้าพระองค์จะหนีไปไหนใหพ้นพระพักตร์ของพระองค์
ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตอยู่ที่นั่น
ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตที่นั่น
ถ้าข้าพระองค์จะติดปีก แสงอรุณและอาศัยอยู่ในถิ่นทะเลอันไกลโพ้น
ถึงแม้ที่นั่นพระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์และยึดข้าพองค์ไว้
ถ้าข้าพระองค์จะว่า “ขอเพียงความมืด จงบังข้าไว้
และจงให้ความสว่างรอบข้าเป็นกลางคืน”
สำหรับพระองค์ แม้ความมืดก็ไม่มืด
กลางคืนก็แจ้งอย่างกลางวัน ความมืดเป็นอย่างความสว่าง

(สดุดี 139:7-12)

Tags: , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง