เกือบไม่ได้รับบัพติศมา!

วันที่ 25-4-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : WENDY WONG , SINGAPORE
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

เป็นเวลากว่า 5 ปี หลังจากที่ได้รับเชื่อและศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อของคริสเตียน ฉันค่อยๆเติบโตขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณกับพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดคือพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ในที่สุดฉันก็ได้รับบัพติศมาในวันคริสต์มาสปีที่แล้ว

มันรู้สึกเหมือนฝันทุกครั้งที่นึกถึงวันเวลาเก่าๆนั้น วันที่ฉันรับเชื่อและรับบัพติศมาที่ชายทะเล ท่ามกลางบรรดาเหล่าเพื่อนฝูงและครอบครัวของฉันที่มาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย

แต่ถึงกระนั้นฉันก็เกือบที่จะไม่ได้รับบัพติศมาแล้ว!

ถ้าเป็น 1 เดือน หรือ 2 สัปดาห์ก่อนหน้าช่วงเทศกาลคริสตมาส ฉันคงจะส่ายหน้าพร้อมกับตอบอย่างลังเลว่า “เอาไว้รอรอบหน้าแล้วกัน…..”

ถึงแม้ว่าฉันจะยอมรับเอาพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระเจ้าพระผู้ไถ่ในชีวิตของฉันแล้ว เมื่อต้นปี 2012 และสามารถเรียกตัวเองอย่างภูมิใจว่าเป็นสาวกของพระองค์ ฉันอธิษฐานและอ่านพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน แต่บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าฉันยังไม่พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าไปในท้องทะเลที่จะรับบัพติศมานั้น

ข้อแก้ตัว! มันคือข้อแก้ตัวอย่างเห็นได้ชัด

อาจจะเป็นความจิตที่ว่า ฉันไม่ได้ร้อนรนฝ่ายจิตวิญญาณเหมือนอย่างครั้งแรก ที่ฉันได้ตกหลุมในความรักของพระเยซูคริสต์

แทนที่จะติดสนิทกับพระเจ้าให้มากฉัน ฉันกลับให้สิ่งต่างๆรอบข้างในชีวิตดึงเวลาที่ฉันควรจะมีกับพระเจ้าไปหมด และจบลงด้วยการหาข้อแก้ตัวและไปโบสถ์แค่วันอีสเตอร์และวันคริสตมาสเท่านั้น เป็นต้นว่า ช่วงนี้เรียนหนัก เครียดมาก ไม่มีเวลาเอาสมองไปทำอย่างอื่นเลย จึงไม่ได้เข้าร่วมในชั้นเรียนเพื่อเตรียมรับบัพติศมา และมัวแต่ยุ่งอยู่กับการทำวิทยานิพนธ์ และกำลังต่อสู่อยู่กับภาวะซึมเศร้าของตัวฉันเองอยู่….

สองอาทิตย์ก่อนคริสตมาส—ในวันสุดท้ายก่อนที่จะหมดเขตการแจ้งว่าเราต้องการที่จะรับบัพติศมานั้น—ฉันเดินชนกับพี่สาวในพระคริสต์โดยบังเอิญ เธอฮยู่โบสถ์เดียวกันกับฉัน

“ตกลงเราจะรับบัพติศมาในวันคริสตมาสที่จะถึงนี้ใช่มั้ย?” พี่สาวคนนั้นถามขึ้น

“ฉันคิดว่าคงไม่” ฉันตอบกลับพี่สาวคนนั้น “เอาไว้รอรอบหน้าแล้วกัน…..”

“อ้าว! ทำไมล่ะ?” พี่สาวถาม

“ก็ฉันรู้สึกว่า ฉันยังไม่พร้อมค่ะ” ฉันตอบกลับทันที

ทันใดนั้นเธอก็สบตาฉันแล้วพูดว่า “เราจะไม่มีวันรู้สึกว่าเราพร้อมเพียงพอ สำหรับการรับบัพติศมาหรอก—เพราะไม่เคยมีใครพร้อมสำหรับการรับบัพติศมาเลย ”

คำพูดของพี่สาวคนนั้นช่วยปลุกฉันและยังคงดังก้องอยู่ในหูของฉัน ในคืนนั้นฉันแสวงหาในคำอธิษฐานเพื่อที่จะเข้าใกล้พระองค์ให้มากขึ้น ฉันสารภาพบาปกับพระองค์ต่อความดื้อดึงและความไม่เต็มใจของฉัน เมื่อฉันได้อธิษฐานเช่นนั้น พระเจ้าทรงเปิดเผยกับฉันว่า ข้ออ้างของฉันที่บอกว่าฉันไม่พร้อมในการรับบัพติศมานั้น มันไม่ใช่ความจริง และมันคือรากลึกที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อบอกกับตัวเองว่าฉันไม่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นความคิดของฉัน สิ่งที่ฉันคิดว่าฉันขาดมันไม่ได้ และสิ่งที่ฉันเคยล้มเหลวในการติดตามพระองค์—มันคือความกลัวที่ฉันสร้างขึ้นเอง

ภายใต้ข้ออ้างทั้งหลายที่ฉันสร้างขึ้นและความลังเลใจที่ฉันมีกระซิบบอกกับฉันว่า ฉันไม่คู่ควรพอที่รับบัพติศมาได้ และความเชื่อแบบนี้เองที่ทำให้ฉันมองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดไป คือการที่พระเยซูไดทรงตายไถ่บาปเราทั้งหลายบนไม้กางเขนนั้น

“ (แต่)พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา เพราะเหตุความรักอันใหญ่หลวง ซึ่งพระองค์ทรงรักเรานั้น ถึงแม้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาป—พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ (ซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ) และพระองค์ทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระองค์ และทรงโปรดให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระเยซูคริสต์เพื่อว่าในยุคต่อๆไป พระองค์จะได้ทรงสำแดงพระคุณของพระองค์อันอุดมเหลือล้น ในการซึ่งพระองค์ได้ทรงเมตตาเราในพระเยซูคริสต์ ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ—และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้—ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้ (เอเฟซัส 2:4-9 พระวจนะคำตอนนี้ได้ย้ำเตือนในจิตใจของฉัน) ”

โดยพระคุณ! ไม่ใช่เพราะการกระทำของเราเอง

หากเป็นเพราะว่าคุณงามความดีที่เราได้ทำ นั่น! ไม่สามารถที่จะทำให้เราดีพอได้ หรือพร้อมที่จะรับบัพติศมาได้ แต่ว่าเราทั้งหลายได้ถูกเรียกให้เข้ามารับบัพติศมา หรือรับความรอดโดยการทรงเรียกขององค์พระเยซูคริสต์ (มัทธิว 28:19-20) เหตุฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น.. เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน (โรม 6:4) เมื่อฉันได้เข้าใจถึงความจริงเหล่านี้แล้ว ฉันก็รีบตรงไปที่โบสถ์แล้วบอกกับผู้นำของฉันว่า ฉันต้องการที่จะรับบัพติศมา ฉันอยากจะเป็นพยานโดยเปิดเผยให้ผู้อื่นได้รู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยฉันให้รอดพ้นจากความผิดบาปได้อย่างไรในตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

การรับบัพติศมานั้นคือการเริ่มต้นในการเดินทางของเรากับพระเจ้า มากกว่าที่จะเป็นสัญญาณในการมาถึงของพระองค์

ถ้าเราทั้งหลายในที่นี้กำลังเผชิญปัญหาเดียวกันกับฉันหรืออาจจะมีปัญหาอย่างอื่นที่ขัดขวางท่านทั้งหลายไม่ให้ได้รับบัพติศมาอยู่ ดิฉันขอเป็นกำลังใจและหนุนใจพี่น้อที่รักในพระคริสต์ทุกท่านให้อธิษฐานขอกับพระเจ้า ขอให้พระองค์ช่วยเปิดเผยเหตุผลที่โกหกเราเหล่านั้น หรือความเชื่อแบบผิดๆของเราที่คอยดึงรั้งเราไม่ให้ได้รับบัพติศมาอยู่

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดแล้วนั้น “การรัพบัพติศมา” หมายถึง พิธีการเข้ารับเป็นคริสต์ศาสนิกชนหรือการยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าของเราอย่างเป็นทางการ เพื่อที่ชีวิตของเราจะได้สำแดงถึงพระสิริของพระเจ้า พระคุณและความรักของพระองค์—และไม่ใช่กฎเกณฑ์หรือมาตรฐานในการวัดคุณค่าหรือความคู่ควรของตัวเราเอง

แต่เพื่อสำแดงตัวเราให้ผู้อื่นได้เห็นว่า ที่เราได้รับความรอดนั้น เป็นเพราะ “พระคุณของพระเจ้า”

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง