รีวิวหนังเรื่อง “โลแกน : ไม่มีการมีชีวิตใดๆที่จะอยู่ได้โดยไม่ฆ่า”

วันที่ 10-4-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Simon Moetara, New Zealand
ผู้แปล : กมนพรรธน์ ไพศาลเดชพงษ์ และ ทิพย์สุพร ชาน
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

โลแกนเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่แตกต่างจากเหล่าฮีโร่ตัวอื่นๆในภาพยนตร์เรื่อง X-Men ซึ่งมีความพิเศษและแตกต่างจากภาคเดิมในปี 2000 ที่มีเรท PG-13 (ระดับพีจี-13 หรือ PG-13: Parents Strongly Cautioned) อนุญาตให้ทุกวัยเข้าชมได้ แต่เนื่องจากเนื้อหาบางส่วนอาจจะไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 13 ปี โดยเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 13 ปี (ในสหรัฐอเมริกา) ต้องมีผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ร่วมชมและคอยให้คำเตือนและมีการนองเลือดเพียงเล็กน้อย (ในสหรัฐอเมริกา) แต่ในส่วนของภาคสุดท้ายมีเรทเพิ่มเป็น R-16 โลแกนในภาคนี้กลายเป็นผู้มีความมืดมนและโหดร้ายทารุณ มีความรุนแรงทวีขึ้นในส่วนลึกของจิตใจและมีความหยาบกระด้างมากขึ้น

(เผยเรื่องย่อแบบคร่าวๆก่อน) ในปี 2029 เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์เข้าสู่ยุคล่มสลายและเหลือจำนวนอยู่เพียงน้อยนิด หนึ่งในนั้นคือ “วูล์ฟเวอรีน” หรือ “โลแกน” กลายเป็นคนที่ดื่มหนักและมีอาการป่วย อีกทั้งประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ต้องทำงานเพื่อดูแล “โปรเฟสเซอร์เอ็กซ์” หรือ “ศาสตราจารย์ ซาเวียร์” (Charles Xavier หรือ ศาสตราจารย์ X) ที่ป่วยในวัยอันร่วงโรยและอาการความจำเสื่อม วันหนึ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหาโลแกนและขอความช่วยเหลือจากเขา จากการตามล่าของกลุ่มมนุษย์ไซบอร์ก ภายใต้องค์กรที่มีชื่อว่า “ทรานซิเจ้น” (Transigen) ซึ่งมีอิทธิพลร้ายแรง ได้ทำการทดลองกับมนุษย์ที่เป็นเด็กและเกิดมาจากพันธุ์กรรมเดียวกัน ซึ่งถูกสร้างขึ้นให้กลายเป็นสุดยอดทหาร แต่เหล่าเด็กๆที่กลายพันธุ์ได้หลบหนีไป จุดเด่นของเรื่องนี้คือ โลแกนลงเอยด้วยการกลายเป็นผู้อารักขาอย่างไม่เต็มใจของเด็กสาวคนหนึ่งชื่อว่า “ลอร่า คินนีย์” หรือ “X-23″ เธอเป็นร่างโคลนมาจากดีเอ็นเอของเขา จากโครงการ Weapon X อีกทั้งมีความสามารถพิเศษเหมือนกัน เขาเริ่มเดินทางไปบนถนนกับลอร่าและศาสตราจารย์ X โดยมีคนร้ายไล่ตามพร้อมกำลังคนติดอาวุธครบครัน

ตามมาด้วยด้วยภาพยนตร์ที่ใช้ความรุนแรงเพื่อต้อต้านความรุนแรงอย่างเรื่อง “ไถ่บาปด้วยบุญปืน” ( Unforgiven 1994) นำแสดงโดยคลินต์ อีสต์วูด (Clint Eastwood) ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีภาพที่มีการใช้ความรุนแรงโดยมีบทสรุปซึ่งเป็นผลกรรมจากการกระทำของคนที่ควรจะได้รับ ผู้บริสุทธิ์ต้องทนทุกข์และผู้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรงนี้จะต้องชดใช้ในผลที่ได้กระทำ

ภาพยนตร์เรื่อง “โลแกน” นี้ ได้นำรูปแบบดั้งเดิมจากหนังคาวบอยคลาสสิกเรื่อง Shane ของชาวตะวันตกปี 1953 ด้วยการใส่ไปในพล็อตเรื่องโดยตรง (ในฉากหนึ่งของเรื่องตอนที่ ศาสตราจารย์เอ็กซ์และลอร่าอยู่ในโรงแรมและอีกฉากหนึ่งตอนที่ลอร่ากล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าหลุมศพของโลแกน) Shane ที่ Logan อ้างอิงถึงนั้นเป็นหนังคาวบอยปี 1953 พูดถึงครอบครัวชาวไร่สายรักสงบถูกคาวบอยถือปืนมาข่มขู่ไล่ที่ ส่วน “เชน” เป็นคาวบอยต่างถิ่นที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์และเขาก็พยายามช่วยชาวไร่ไกล่เกลี่ยและหลีกเลี่ยงความรุนแรงมาตลอดจนในที่สุดก็เหลือหนทางเดียวที่จะทำให้เกิดความสงบสุขได้คือต้องปราบพวกนักเลงเหล่านี้ ซึ่งพล็อตย่อยของ Shane เป็นที่มาของบทสนทนาสั่งสอนถึงการใช้ความรุนแรงในฉากจบซึ่ง Logan หยิบมาอ้างอิงในหนังด้วย “ไม่มีการมีชีวิตใดๆที่จะอยู่ได้โดยไม่ฆ่า และไม่มีวันที่หลุดพ้นไปจากมันได้ ไม่ว่าจะมีใครถูกหรือผิด มันเป็นวัฏจักรที่ไม่มีวันจบสิ้น (จนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้อภัย)” สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “โลแกน” โดยผู้กำกับ เจมส์ แมนโกลด์ (James Mangold) เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาในคำพูดสุดท้ายของเชน เวลานั้นไม่ว่าจะเป็นเชนหรือโลแกนเอง ก็ไม่สามารถมีชีวิตอย่างสงบสุขได้เพราะพวกเขาได้คร่าชีวิตของผู้คนมากมาย

ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ ตอนที่ “ลอร่า” ได้อธิบายว่าเธอฝันร้าย มีคนทำร้ายเธอ “โลแกน” บอกถึงฝันร้ายของเขาเช่นกันว่า “ต่างจากฝันร้ายของฉัน เพราะฉันได้ทำร้ายผู้อื่น” “ลอร่า” ยอมรับว่าเธอเคยทำร้ายผู้อื่นเช่น แต่พวกเขาเป็นคนเลว ส่วน “โลแกน” ตอบกลับมาว่า “มันก็เหมือนกันนั่นแหละ…” เค้าพูดยังไม่จบ บทสนทนายังคงค้างคาอยู่ จากคำพูดที่ดูเหมือนเป็นการตัดสินอีกตอนหนึ่งที่บอกว่า “พวกเขาสมควรได้รับมัน” ไม่ได้มีความหมายมากสำหรับ “โลแกน” มันยังคงเป็นการฆ่าอยู่ดีและเหลือไว้เป็นตราบาปในใจ “และไม่มีวันที่หลุดพ้นไปจากมันได้”

ในตอนจบโลแกนเลือกที่จะรักษาชีวิตของลอร่าและเสียสละตัวของเขาเองเพื่อช่วยเหลือลอร่าและเพื่อนของเธอ พร้อมกับทิ้งคำพูดสุดท้ายของเขากับลอร่าว่า “อย่าเป็นในสิ่งที่พวกเขาสร้างให้เธอเป็น เธอไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเครื่องมือในการเข่นฆ่าใคร”

พระเยซูทรงสอนว่า “แต่เราบอกท่านว่าอย่าต่อสู้กับคนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน จงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย” (มัทธิว 5:39) ศิษยาภิบาลคณะแบปทิสต์ชาวอเมริกาคนหนึ่งและยังเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวสิทธิความเท่าเที่ยมกันของพลเมืองนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อว่า “มาร์ติน ลูเธอร์ คิง” (Martin Luther King) กล่าวว่า “ความรุนแรงก่อกำเนิดความรุนแรง ความอดทนก่อกำเนิดความอดทน พวกเราต้องสู้รบกับแรงเกลียดชังด้วยพลังแห่งความรัก” ในฐานะศิษยาภิบาลชาวอเมริกาและนักเขียน “บาร์บาร่า บราวน์ เทย์เลอร์” (Barbara Brown Taylor) ชี้ให้เห็นถึงวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญต่อการเมินเฉยกับคำดูถูกเหยียดหยาม “เพื่อทำให้เรารู้สึกโกรธน้อยลง” ในการดำเนินชีวิตตามอย่างพระเยซูคริสต์ พวกเราควรที่จะเสียสละชีวิตและพยายามที่จะมองหาและทำเพื่อผู้อื่นหรือรับใช้ผู้อื่นด้วยความรัก

“โลแกน” ยังเน้นถึงความสำคัญของความหวังและการให้อภัย ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากภาวะสมองเสื่อมซึ่งนำไปสู่การครอบงำจิตใจที่เป็นสาเหตุทำให้การเสียชีวิตของมนุษย์กลายพันธุ์จำนวนมากในอดีตที่ผ่านมา คืนหนึ่ง ในขณะที่ศาสตราจารย์ซาเวียร์ ลอร่าและโลแกนใช้เวลาช่วงเย็นกับครอบครัว คืนนั้นขณะที่ศาสตราจารย์ซาเวียร์นอนอยู่บนเตียง ก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่ต้องสงสัยเลย นี่แหละเป็น คืนที่ดีที่สุดที่ฉันไม่เคยมีมานานมากแล้ว” เวลานั้นเมื่อเขานึกถึงโศกนาฏกรรมที่เขาได้ก่อขึ้น เขาพูดว่า “ฉันไม่สมควรจะได้รับสิ่งดีๆแบบนี้ จริงมั้ย?”

คำพูดของซาเวียร์แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกส่วนลึกของ เขาละอายใจและเสียใจ เขาต้องการบางสิ่งบางอย่างที่โลกไม่สามารถให้เขาได้ ในขณะเดียวกันความรู้สึกผิดของโลแกนและการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้บรรลุไปถึงเป้าหมาย แสดงให้เห็นว่าในอดีตก่อนที่จะมาเป็นวีรบุรุษ เขาก็เคยมีข้อบกพร่องมากมายเกินกว่าจะนับได้เฉกเช่นมุนษย์ทุกคน

“ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้ (เอเฟซัส 2:8-9) ฟิลิป แยนซี (Philip Yancey) ได้บรรยายถึงพระคุณของพระเจ้าตลอดเส้นทางชีวิตที่ติดตามพระเจ้า :

“พระคุณของพระเจ้า” หมายถึง ไม่มีสิ่งใดที่เราจะทำเพื่อให้พระเจ้ารักเราให้มากขึ้นได้ และ “พระคุณของพระเจ้า” หมายถึง ไม่มีสิ่งใดที่เราจะทำเพื่อให้พระเจ้ารักเราให้น้อยลงได้ “พระคุณของพระเจ้า” หมายความว่า พระเจ้าทรงรักเรามากแล้วและมากจนไม่มีขีดจำกัด และพระเจ้าไม่ได้รักเราเพราะเรื่องบังเอิญ

ความปรารถนาของมนุษย์ทุกคนคือต้องการการให้อภัยและความสงบสุขมีอยู่ทั่วโลก และในฐานะผู้เขียนรีวิวภาพยนตร์เรื่อง “โลแกน” นี้ ได้ให้ข้อคิดแก่เราทั้งหลายว่า “ความหวังสามารถเกิดขึ้นได้ แม้ว่าเราจะไม่สมควรได้รับมันก็ตาม” เราทั้งหลายได้รับความรักและได้รับการยอมรับ ไม่ว่าในอดีตเราทั้งหลายจะเคยผ่านอะไรมา และไม่ว่าเราทั้งหลายจะต้องเผชิญกับความมืดหรือจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม เรายังคงได้รับพระคุณและความรัก,การให้อภัย,มีความหวังที่พร้อมอยู่ให้แก่เราทั้งหลาย เพราะสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำโดยผ่านทางพระเยซูคริสต์

Tags: , , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง