การเผชิญหน้ากับความตายเปลี่ยนทัศนคติของฉันอย่างไร

วันที่ 14-4-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Lydia Tan, Singapore
ผู้แปล-ผู้เรียบเรียง : ศิริอรทัย ลู

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

คุณเคยสงสัยไหมว่า คุณจะมีลมหายใจสุดท้ายเมื่อไหร่?

สำหรับฉันมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ฉันเกือบโดนรถชน เมื่อมีคนขับรถโดยประมาทพุ่งตรงเข้ามาหาฉันที่กำลังยืนอยู่บนทางเท้าอย่างรวดเร็ว เข้าเบียดชนกับขอบถนนตรงที่ฉันยืนอยู่ แล้วรถนั่นเฉียดผ่านตัวฉันออกไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปดเลยทีเดียว ในนาทีนั้นฉันตกอยู่ในสภาวะช็อคแบบชั่วขณะ ยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว ตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่ฉันเกือบตายแน่ะ! แต่ฉันก็รอดมาได้แบบหวุดหวิด ฉันขอบพระคุณพระเจ้าที่คุ้มครองให้ฉันยังมีลมหายใจอยู่จนถึงทุกวันนี้

ในคืนเกิดเหตุนั้นฉันนอนไม่หลับ ฉันจึงลุกขึ้นมานั่งใคร่ครวญถึงชีวิตที่ยังเหลืออยู่ของฉัน ซึ่งมันได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงว่ามีอะไรบ้างที่มีความสำคัญในชีวิตของฉัน มันดูตลกนะ ที่กว่าเราจะรู้ความหมายของชีวิต ก็ต่อเมื่อเราได้เข้าใกล้ความตายแล้ว

ความตาย!

ความตายแบบไหนที่มันทำให้เราเสียขวัญบ้าง?
มันคือวาระสุดท้ายของชีวิตใช่มั้ย? มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ใช่มั้ย?

มันเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ใช่มั้ย?คำว่าความตาย! มันช่างเป็นคำที่ไม่ไพเราะเอาเสียเลย ความตายจะทำให้เราหยุดชะงักทุกอย่าง ความตายเป็นอุปสรรคในการเติมเต็มความฝัน,ความหวังและความใฝ่ฝันของผู้คนโดยทั่วไป และความตายมักจะเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญที่คนใหญ่ไม่ต้องการมัน

สำหรับใครหลายๆคน ความตายเป็นเรื่องต้องห้ามที่ไม่ค่อยมีใครคิดหรือพูดถึงมันด้วยซ้ำไปเพราะการพูดถึงคำนั้นอาจจะเป็นการเชื้อเชิญความตายให้เข้ามาหา แต่การหลีกหนีความจริงก็ไม่ได้เป็นคำตอบ เพราะความตายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั่นเอง

ฉันได้รับการเตือนเรื่องความตายขึ้นมากอีกครั้ง เมื่อฉันได้พูดคุยกับแม่ครั้งล่าสุดนี้ที่เธอบอกฉันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวคุณป้า

ฉันเคยไปเยี่ยมคุณป้าครั้งหนึ่ง (เธออาศัยอยู่ต่างประเทศ) ฉันอยากจะบอกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะคุณป้าของฉันมีคุณลุงคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี และคุณลุงก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อจะตอบสนองความต้องการของคุณป้าของฉัน

ฉันเคยคิดเล่นๆนะว่า “คุณป้าของฉันจะมีความสุขมากแค่ไหนนะ?” “ที่มีสามีที่รักเธอ คอยทะนุถนอมเอาใจใส่เธอ ทั้งสุภาพอ่อนโยนและน่ารักกับเธอได้ถึงขนาดนี้!”แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนงานแต่งงานของลูกชายของคุณป้า ก็มีเหตุการณ์แห่งความโศกเศร้าเกิดขึ้นกับครอบครัวของคุณป้า มันเป็นความสูญเสียที่ไม่มีวันหวนกลับได้ เมื่อสามีของคุณป้าได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน จากอาการหัวใจวายฉับพลัน

คุณนึกภาพออกไหมว่า คนที่ต้องวางแผนจัดงานแต่งงานและงานศพในเวลาเดียวกันจะเป็นอย่างไร?
ฉันไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้เลย ถึงอารมณ์ความเศร้าโศกเสียใจและความโกลาหล อลหม่านที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของคุณป้าและครอบครัวของฉันที่จะต้องผ่านมันไปให้ได้ แต่นี่แหละมันคือความจริงบนโลกใบนี้เพราะในทุกๆวันจะต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ความเศร้าโศกเสียใจทำให้ฉันคิดว่า: เมื่อความตายใกล้เข้ามาเราจะหันหน้าไปหาใคร?
เราจะพบความหวังที่อยู่ท่ามกลางความกลัวและความเศร้าของเราได้อย่างไร?
พระคัมภีร์ให้คำตอบเราว่า: หันไปหาพระเจ้า เพราะความช่วยเหลือมาจากแหล่งเดียวเท่านั้นและนั่นคือหนทางแห่งความรอด (สดุดี 42:5)ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงและท่ามกลางความไม่แน่นอนของชีวิต มีพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่จะทรงเป็นที่พึ่งพิงให้แก่เราและยึดเหนี่ยวเราไว้ พระองค์ทรงเป็นดั่งศิลาที่มั่นคงเพื่อให้เราสามารถหลบลี้ภัยได้ (สดุดี 18:2)

ในหนทางที่เราเดินอยู่ จะมีผลกระทบต่อชีวิตเราอย่างไรบ้าง?

ในฐานะคริสเตียนเราควรจะมองชีวิตนิรันดร์อย่างไร?

ในพระคัมภีร์ได้ให้คำตอบในมุมหนึ่งว่า “ชีวิตของท่านเป็นเช่นใดเล่า ท่านก็เป็นเช่นหมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็หายไป” (ยากอบ 4:14) นี่ก็เป็นการย้ำเตือนเราว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนนั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามในอีกแง่มุมหนึ่ง ถึงแม้ว่าชีวิตเราจะอ่อนแอไม่ยั่งยืนแต่ชีวิตเราก็มีค่ามหาศาล อันเนื่องมาจากพระผู้สร้างได้ทรงประทานคุณค่าให้แก่เรา ดังที่พระเยซูได้บอกเราว่าจิตวิญญาณของเรามีค่ามากกว่าโลก (มัทธิว 16:26)

การรู้จักคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต จะทำให้เรารู้จักหวงแหนชีวิตและรู้จักการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระผู้สร้างทรงจัดเตรียมไว้ ” เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์” (ยอนห์ 10:10) นั่นหมายความว่าให้เราใช้ชีวิตที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้แก่เราอย่างเต็มที่ และรับพระองค์เข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา

เคยคิดที่จะเขียนจดหมายเพื่อหนุนใจเพื่อนหรือไม่? = ให้เริ่มเลยลงมือเขียนเลย
เคยคิดที่ออกไปพบปะเพื่อนฝูงบ้างหรือเปล่า? = ให้เริ่มทำการนัดหมายเลย
อยากให้คนที่คุณรักรู้ว่าคุณชื่นชมและรักพวกเขามากแค่ไหน? = อย่ารอช้า รีบบอกพวกเขาเลยตอนนี้
แล้วยังมีบางสิ่งที่พระเจ้าทรงได้วางไว้ในหัวใจของคุณแต่คุณยังไม่ได้ทำหรือเปล่า? = ให้เริ่มลงมือทำได้เลย และขอให้พระเจ้าทรงช่วยให้เรามีหัวใจที่กระตือรือล้น ไม่ย่อท้อ และไม่หยุดนิ่งจนกว่าจะสำเร็จ เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะมีโอกาสได้ทำมันอีกครั้งหรือไม่

สำหรับฉัน การรอดพ้นจากอุบัติเหตุบนทางเท้าอย่างหวุดหวิดโดยไม่ได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นการเตือนใจฉันอย่างชัดเจนว่างานของฉันบนโลกใบนี้ยังไม่เสร็จสิ้น

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ฉันก็จะได้เข้าร่วมทำงานพันธกิจเพื่อการเผยแผ่คริสตศาสนาในต่างประเทศและตอนนี้ฉันก็มั่นใจว่าไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นกับฉันอย่างแน่นอน เว้นแต่พระเจ้าจะทรงยินยอม(โรม 14:8)

ให้เราใช้ชีวิตในมุมมองของชีวิตที่เป็นนิรันดร์ ทำทุกช่วงเวลาของเราให้เป็นเหมือนชีวิตนิรันดร์ ให้เรียนรู้ที่จะขอบพระคุณพระเป็นเจ้าในทุกๆวัน สำหรับพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ช่วยค้ำจุนเรา (โดยที่เรามักไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้) และใช้ชีวิตของเราให้เหมาะสมคู่ควรแก่พระกิตติคุณของพระองค์ ซึ่งจะเป็นการถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้า ผู้ซึ่งทรงคุณค่าในทุกสิ่ง.

ดังที่โมเสสได้อธิษฐานว่า “ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์
เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่มีปัญญา” (สดุดี 90:12)

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง