4 ขั้นตอนที่จะเอาชนะความรู้สึกหมดหวัง

วันที่ 20-3-2017 • บทความ • admin • 1 ความคิดเห็น »


ผู้เขียน :Abigail L
ผูแปล-เรียบเรียง : ศิริอรทัย ลู

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

คุณเคยตื่นขึ้นในตอนเช้าแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่มีพลังหรือรู้สึกหมดหวังบ้างไหม? บางทีคุณอาจเพียงแค่ต่อสู้กับเพื่อนหรือคนรักของคุณ หรือคุณพยายามทำงานอย่างหนักที่โรงเรียนหรือที่ทำงานแต่มันก็ไม่ได้ผลตามที่คุณหวังไว้หรือคุณมีงานที่จะต้องสะสางมากจนเกินไปแล้วคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน หรืออาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แต่คุณก็ไม่สามารถสลัดความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้
ฉันเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพราะมีหลายวันที่ฉันตื่นนอนด้วยความรู้สึกแบบนี้และฉันก็ใช้เวลาอยู่บนเตียงนอนโดยไม่อยากลุกออกไปไหนเลย

บางครั้งความรู้สึกแบบนี้มันก็เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์จนฉันต้องมานั่งพิจารณาถึงสภาวะจิตใจของตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวฉันกันแน่? จึงได้รู้ว่าการทานอาหารกับเพื่อนหรือในวันที่ฉันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอาจทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นแต่เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะเวลาที่ฉันหมกมุ่นอยู่กับงานฉันจะมองไม่เห็นความรู้สึกเหล่านั้น แต่เมื่อใดที่ฉันว่างความคิดเหล่านั้นจะกลับเข้ามาในหัวของฉันอย่างรวดเร็วแล้วฉันก็กลับไปสู่สถานะของความสิ้นหวังหรือไม่มีพลังอีกตามเคย

ฉันขอบคุณพระเจ้าสำหรับเพื่อนที่ดีที่คอยให้คำปรึกษาและให้กำลังใจฉันในช่วงเวลาดังกล่าว หนึ่งในนั้นยังได้แนะนำหนังสือเล่มหนึ่งให้แก่ฉัน ชื่อหนังสือคือ” When the Darkness Will Not Lift ” โดย JOHN PIPER ซึ่งได้กล่าวถึงความรู้สึกของภาวะซึมเศร้าและแนะนำขั้นตอนในการปฎิบัติเมื่อมีภาวะนั้นเกิดขึ้น ต่อไปนี้เป็นสี่ขั้นตอนที่ฉันพบว่าเป็นประโยชน์ที่จะนำมาใช้ปฎิบัติเมื่อรู้สึกหมดหนทาง:

ขั้นที่ 1: สารภาพว่าคุณไม่สามารถชื่นชมยินดีได้

เราได้รับคำสั่งให้ชื่นชมยินดี (ฟีลิปปี 4:4, 1 เธสะโลนิกา 5:16, โรม 12:12) และความสุขเป็นส่วนหนึ่งของผลแห่งพระวิญญาณ (กาลาเทีย 5:22) แต่ความจริงคือเรายังคงไม่สามารถบังคับความรู้สึกของตัวเองให้รู้สึกมีความสุขได้ แล้วในบางครั้งเราก็มองไม่เห็นการชื่นชมยินดีในความเมตตาของพระเจ้า

นี่คือความจริงเพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกร้องให้เรามีความสุขทุกครั้งที่เรามาหาพระองค์ ในหนังสือสดุดีได้มีบันทึกหลายกรณีที่ผู้สวดสรรเสริญพระเจ้าด้วยความสิ้นหวังที่อยากจะปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านี้กับพระองค์ด้วยสภาพที่เต็มไปด้วยความหดหู่ใจและไร้พลัง ในสดุดีได้บอกไว้ว่าเราสามารถร้องไห้กับพระเจ้าและเข้าถึงพระองค์ได้ถึงแม้ว่าเราจะมีความหดหู่ใจก็ตาม แล้วสารภาพกับพระองค์ว่าเราไม่สามารถชื่นชมยินดีได้ ขอให้พระเจ้าทรงอภัยให้แก่เรา แล้วเราก็ยังคงสามารถคุกเข่าและร้องไห้ออกมาเพื่อการกลับใจในสิ่งที่ได้กระทำผิดไป ด้วยหัวใจอันแสนเศร้าที่ไม่สามารถชื่นชมยินดีในความรักของพระองค์ได้

ขั้นที่ 2: ขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แม้ว่าเราจะตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าแต่เราก็ยังคงสามารถขอบคุณสิ่งเล็กๆน้อยๆ ได้ในทุกๆวัน ฉันมักจะขอบคุณพระเจ้าทุกครั้งที่ฉันตื่นนอนแล้วลุกจากเตียงไปห้องน้ำแปรงฟันและอาบน้ำแล้วในวันที่ฉันได้ทานอาหารเช้าฉันก็จะขอบคุณพระเจ้ามากยิ่งขึ้น เมื่อทำตามขั้นตอนนี้แล้วมันช่วยให้ฉันมุ่งความสนใจไปที่พระคุณความดีของพระเจ้าแทนการพึ่งพาที่ไร้กำลังของตัวเอง

ขั้นที่ 3: ขอให้พระเจ้าทรงฟื้นฟูความสุขของคุณ

หลังจากที่เราสารภาพว่าเราไม่สามารถชื่นชมยินดีได้แล้วเราก็ยังสามารถขอให้พระเจ้าทรงช่วยฟื้นฟูและส่งคืนความยินดีให้แก่เรา อย่างไรก็ตามหากพระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้เราเปรมปรีดิ์ก็หมายความว่าพระองค์ทรงต้องการให้เรามีความสุขและด้วยเหตุนี้พระองค์จะทรงส่งคืนความชื่นชมยินดีนี้มาให้แก่เรา แต่ความชื่นชมยินดีที่ได้มานี้อาจจะเป็นมากกว่าการทดลองจากพระองค์หรือบางทีเราอาจจะตกอยู่สถานการณ์ที่ยากลำบากก็เป็นได้ แต่ทุกอย่างก็เป็นการเรียนรู้ที่จะได้รู้จักกับความสุขที่แท้จริงนั่นก็คือการได้รู้จักพระองค์มากขึ้นและจงมั่นใจว่าเราจะได้รับความรอดและความรักจากพระองค์

เราอาจไม่ได้รู้สึกยินดีในทันทีทันใด แต่เรารู้ว่าพระองค์จะทรงคืนความปีติยินดีให้แก่เราในยุคของพระองค์อย่างแน่นอน

ขั้นที่ 4: ขอให้พระเจ้าทรงมอบพลังให้แก่คุณในทุกๆวัน

โดยส่วนมากไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร เราจะไม่เสียเวลานอนเล่นอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน เรายังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมายมายต้องซักเสื้อผ้าต้องทำการบ้านและต้องทำรายงาน ถึงแม้ว่าความจริงเราจะรู้สึกแย่แต่มันก็ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งซึมเศร้าอยู่แบบนี้
ถ้าความรู้สึกของคุณบอกว่าการใช้เวลาอยู่บนเตียงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับวันนี้ให้บอกเล่าถึงความรู้สึกของคุณให้พวกเขาฟังจะได้ไม่เข้าใจเราผิด เราไม่ควรละเลยความรู้สึกของเรา ถึงแม้ว่าจะเป็นการแสดงออกในทางตรงกันข้ามกับความรู้สึกของเราก็ตามซึ่งเราไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกแย่ๆแบบนั้นมาทำลายชีวิตของเรา

บางครั้ง เราอาจจะยังรู้สึกว่ามันไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่ ถึงจะพยายามทำทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นแล้วก็ตาม แต่อย่าลืมว่าเรายังมีงานที่จะต้องทำอยู่อีกมากมาย ดังนั้นก็วางมันลงก่อน แล้วไปทำงานในส่วนที่เหลือของวันนี้ดีกว่าเพราะเมื่อถึงเวลาพระเจ้าจะทรงช่วยเหลือเราเอง
สี่ขั้นตอนนี้เป็นพลังผลักดันช่วยให้ฉันลุกขึ้นในวันที่ฉันรู้สึกไม่อยากลุกออกจากเตียงเมื่อเราปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้พระเจ้าจะนำเราไปสู่พระกิตติคุณที่แท้จริงและได้มีชีวิตอยู่พระคริสต์ที่มีพลังในการรักษาฟื้นฟูและช่วยยกเราออกจากความสิ้นหวังแล้วนำเข้าสู่ความหวังใหม่อีกครั้ง

Tags: , , , , ,

One Response

  1. Angela

    ชอบมากเลยคะ ขอบคุณที่แบ่งปันนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง