ไม่อยากเป็นเกย์อีกต่อไป

วันที่ 27-3-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Raphael Zhang, Singapore
ผู้แปล : กมนพรรธน์ ไพศาลเดชพงษ์ และ ทิพย์สุพร ชาน
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

เที่ยงคืนกว่าแล้ว ผมอยู่กับผู้ชายที่ผมชอบมานานกว่าหนึ่งปี เราเพิ่งออกจากบาร์เกย์และด้วยเหตุผลบางอย่างเราเริ่มคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของคริสเตียนกับรักร่วมเพศ

เราทั้งคู่เป็นคริสเตียน แต่ผมกับเขามีมุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องนี้ เขาเชื่อว่ามันไม่สามารถที่จะเข้ากันได้ระหว่างการเป็นคริสเตียนกับการทำตามความต้องการที่จะเป็นเกย์ในขณะที่ผมเชื่อว่าพระเจ้าจะอวยพรความสัมพันธ์เพศเดียวกันระหว่างคริสเตียนด้วยกัน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราพูดถึงเรื่องนี้ ทุกครั้งที่เราพูดถึงหัวข้อนี้เราจะไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก ผมขอยืนยันว่าเนื่องจากการเป็นเกย์ไม่ใช่ทางเลือก พระเจ้าจะไม่ห้ามทำตามสิ่งที่เป็นธรรมชาติของเรา เขาอ้างว่าพระคัมภีร์เขียนไว้ชัดเจนว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศเป็นบาปและไม่เป็นส่วนหนึ่งของพระประสงค์ของพระเจ้า

ในส่วนลึกของผมในคืนนั้นผมไม่เห็นด้วย พระเจ้าทรงปลูกความคิดนี้ไว้ในหัวของผม : “ความเชื่อที่ว่าคริสเตียนเข้ากันได้หรือไม่กับเรื่องรักร่วมเพศอยู่บนพื้นฐานของข้อโต้แย้งที่ยืมมาจากผู้อื่นที่มีความเชื่อมั่นดังกล่าว ทำไมผมไม่มองเข้าไปในเรื่องนี้ด้วยตัวผมเองแล้วหาข้อสรุปที่เป็นของผมเอง? นอกจากนี้ถ้าเป็นจริงผมต้องสูญเสียอะไร?”

จนกระทั่งในตอนนั้น ผมเคยเห็นด้วยกับเกย์ที่ไม่ยอมเปิดเผยตัว ผมอายุเพียง 13 เมื่อผมตระหนักว่าผมมีประสบการณ์และต้องการที่จะเป็นเกย์ เมื่อผมอายุ 17 ปีผมเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อหาสิ่งที่คริสเตียนได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องรักร่วมเพศ ผมก้าวผ่านข้อโต้แย้งมากมายและยอมรับข้อโต้แย้งเหล่านั้นที่ตีความจากพระวจนะในลักษณะที่ไม่อนุญาตให้มีการแสวงหาความรักความสัมพันธ์ของเกย์ ดังนั้นเมื่อผมเริ่มมองหาความรักที่โรแมนติก ผมก็พยายามที่จะมีความรักและมุ่งมั่นที่จะมีความสัมพันธ์แบบคู่สมรส

แต่เมื่อพระเจ้ากำหนดให้ผมค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องรักร่วมเพศ ผมตัดสินใจว่าผมอยากจะจัดการด้วยสติปัญญาอย่างสัตย์ซื่อที่จะสืบเสาะหาคำตอบนี้ ดังนั้นตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ผมก็เริ่มที่จะมองหาข้อโต้แย้งว่าทำไมการรักร่วมเพศถึงไม่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า ถึงแม้ว่าผมเองจะไม่เห็นด้วยกับพวกเขาในจุดนี้ก็ตาม ผมเองก็ยังเห็นควรว่าผมไม่ควรจะมีความสัมพันธ์แบบเกย์เช่นกัน จากนั้นเป็นต้นมาผมยอมรับในข้อนี้อย่างสัตย์ซื่อจากการค้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง

เป็นเวลากว่า 7 ปี แม้ว่าผมยังคงพิจารณาถึงข้อโต้แย้งในคำสนับสนุนของแนวคิดดั้งเดิมในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการรักร่วมเพศ ผมยังคงเป็นเกย์และยังคงมองหาความสัมพันธ์ในแบบของเกย์ อย่างไรก็ตามพระเจ้าทรงนำผมในการเดินทางซึ่งพระองค์ได้ทรงสำแดงให้ผมเห็นใจถึงเรื่องนี้และความสวยงามของการออกแบบของพระองค์ในเรื่องเพศของผมด้วย

ค้นพบช่องโหว่

ขณะที่ผมกลับมาพิจารณาถึงข้อโต้แย้งที่บอกว่าพระพระคัมภีร์อนุญาตให้มีความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศได้ แล้วผมพบว่าแนวคิดของพวกเขาไม่สอดคล้องกับความคิดในตอนแรกที่ผมได้เจอพวกเขา ผมค้นพบช่องโหว่มากมายในการอ้างสิทธิ์เหล่านั้น นอกเหนือจากการสร้างข้อสันนิษฐาน ยังต้องผ่านการทดสอบจากคำถามเพิ่มเติมและการแยกแยะข้อพระคัมภีร์ออกจากบริบทที่เหมาะสม

ยิ่งอ่านมากเท่าไหร่ผมก็ตระหนักว่าข้อโต้แย้งเหล่านี้ไม่รัดกุมและยิ่งทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามเช่น : ถ้ารักร่วมเพศดีแล้วทำไมพระเจ้าจึงห้ามพฤติกรรมรักร่วมเพศในพระคัมภีร์ ทั้งพระคัมภีร์เก่าและใหม่? ทำไมพระองค์ถึงไม่ทรงยกเรื่องความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศขึ้นอย่างโจ่งแจ้งให้เหมือนกับเรื่องความรักความสัมพันธ์และการแต่งงานระหว่างเพศตรงข้าม? ถ้าความสัมพันธ์แบบเกย์เป็นส่วนหนึ่งในพระประสงค์ของพระเจ้าเหตุใดพระองค์จึงไม่ยกย่องและชมเชบในความสัมพันธ์ของรักร่วมทางเพศซึ่งมีต่อกันและกัน? สิ่งที่ผมต้องทำก็คือ ถ้าการเป็นเกย์เป็นเรื่องผิดจริง และการที่ผมทำตามความปรารถนาที่จะเป็นเกย์ของผม ถึงแม้ว่ามันจะเกิดจากความรักก็ตาม? ผมจะหาความรักได้จากทางอื่นอีกหรือไม่?

ที่หัวใจของการต่อสู้ของผม ผมต้องแก้ปัญหาหลักของการยอมจำนนและไว้ใจ: ผมเพียงแค่ยึดมั่นในมุมมองของตัวเองจากความกลัวหรือความภาคภูมิใจ? ผมเปิดกว้างจริงๆที่จะแสวงหาและเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับเรื่องรักร่วมเพศ? ถ้าพระประสงค์ของพระองค์ต่างกับผมจริงผมยินดีที่จะไว้ใจพระองค์เพื่อให้ผมอยู่ในทางของพระองค์?

ความงามในการออกแบบของพระเจ้าสำหรับชีวิตสมรส

จากที่ผมได้ตัดสินใจเดินออกการทฤษฎีของการเป็นเกย์ พระองค์ทรงให้ผมได้เห็นถึงเหตุผลมากมายที่พิสูจน์รวมกันได้ว่าความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศนั้นไม่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์ หนึ่งในช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้คือเมื่อพระเจ้าเปิดตาของผมไปสู่การออกแบบที่สวยงามของพระองค์ ในการแต่งงานกับเพศตรงข้าม

ถึงตอนนี้ พระเจ้าทรทำให้ผมเข้าใจแล้วว่าความแตกต่างที่สำคัญระหว่างผู้ชายและผู้หญิงได้นำมาซึ่งความแตกต่างอย่างลงตัวระหว่างเพศสองเพศอย่างไร เมื่อตอนที่พระเจ้าทรงสำแดงให้ผมเห็นว่าการแต่งงานกับผู้หญิงนั้นมีพลัง เป็นภาพที่เกินคำบรรยายเและแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน การแต่งงานที่น่ายกย่องชื่นชมเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์และคริสตจักร

ผมได้เรียนรู้ว่าการแต่งงาน หมายถึง การเป็นพันธสัญญาอันงดงามและที่ยั่งยืนซึ่งสามีสละชีวิตเพื่อภรรยาของเขาเช่นเดียวกับที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงวางพระทัยของพระองค์ไว้สำหรับคริสตจักร —เจ้าสาวของพระองค์ ,และภรรยาก็ยอมที่จะเชื่อฟังสามีผู้เป็นที่รัก และเป็นหัวหน้าของครอบครัว—เหมือน​อย่าง​ที่​พระ‍คริสต์​ทรง​รัก​คริสต‌จักร และ​ทรง​ประ‌ทาน​พระ‍องค์​เอง​เพื่อ​คริสต‌จักรและคริสต‌จักร​ยอม​ฟัง​พระ‍คริสต์​ฉัน​ใด ภรรยา​ก็​ควร​ยอม​ฟัง​สามี​ทุก​ประ‌การ​ฉัน​นั้น (เอเฟซัส 5:22-33)

ผมเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าตอนนี้อยู่บ่อยครั้งว่าพระเยซูทรงเป็นเจ้าบ่าว (มาระโก 2:19-20, ยอห์น 3:29) และคริสตจักรเป็นเจ้าสาวของพระองค์ (มัทธิว 25:1-13 วิวรณ์ 21:2:9-10) และความสมบูรณ์ของประวัติศาสตร์ได้รับการอธิบายว่าเป็นงานเลี้ยงของพระเมษโปดกของพระเจ้า (วิวรณ์ 19:9) นี่เป็นการปิดบังความเชื่อมั่นในใจของเราว่าพระเจ้าทรงสร้างเราทั้งหลายให้เป็นชายและหญิงด้วยเหตุผลที่ดี (ปฐมกาล 5:2) หนึ่งในนั้นก็คือพระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้การแต่งงานรวมความสัมพันธให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างชายและหญิง เพื่อให้เป็นพันธสัญญาแห่งการสมรสที่ลึกซึ้งซึ่งเราสามารถสำแดงผ่านทางชีวิตของเราเมื่อเราได้รับบัพติศมากับพระองค์และเป็นการสำแดงให้โลกเห็นถึงความรักของพระเยซูคริสต์ซึ่งทรงมีต่อคริสตจักรและความรักของคริสตจักรที่มีต่อพระองค์เช่นกัน

ผมจำได้ว่าน้ำในตาของผมมันไหลออกมา เมื่อผมได้เรียนรู้ถึงความจริงเรื่องนี้ในวันนั้น ประการแรกผมได้รับการขับเคลื่อน ถึงความงดงามในการออกแบบของพระเจ้าเรื่องการแต่งงานและแสดงให้เห็นถึงพระสิริของพระเยซูคริสต์ว่าความรักกับคริสตจักรของพระองค์เป็นอย่างไร ประการที่สองทำให้ผมรู้ว่าการเป็นเกย์ไม่ใช่สิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าและมันทำให้ผมต้องการที่กำหนดเป้าหมายใหม่ในชีวิตของผมอีกครั้ง

ทำความเข้าใจถึงปัญหาและรากเง่าของมัน

นั่นคือวิธีที่พระเจ้าทรงทำให้ผมมั่นใจมากยิ่งขึ้น โดยให้ผมมีความรู้ในเรื่องของหลักศาสนศาสตร์และมีสติปัญญา สิ่งที่พระเจ้าทำต่อไปคือการจัดการเกี่ยวกับอารมณ์ในเรื่องของความกังวลใจของผม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมยอมรับว่าผมเป็นเกย์ และการเป็นเกย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ผมเป็นและผมเกิดมาเป็นเกย์ จากนั้นพระเจ้าทรงช่วยให้ผมระมัดระวังถึงปัญหาซึ่งอาจนำพาให้ผมตกอยู่ในแรงดึงดูดจากเพศเดียวกัน

พระเจ้าทรงสำแดงต่อผมในตลอดชีวิตของผม ผมต้องให้พ่อของผมให้ความสนใจแก่ผม , การรับรองและความรักมากขึ้น แม้ว่าพ่อของผมทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้และผมก็ขอบคุณสำหรับพ่อ แต่พ่อก็สามารถให้ความรักแบบที่พ่อได้รับจากพ่อของเขาเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่นอีหลายอย่างที่ทำให้ผมไม่ได้รับรับรู้และได้รับความรักจากพ่ออย่างเท่าที่ควรมากนัก ในระหว่างช่วงเวลาที่ผมเติบโตขึ้น

ในช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนประถม ผมอยากให้ใครบางคนแสดงให้ผมเห็นแบบอย่างและการเป็นผู้ชาย ตลอดช่วงชั้นมัธยมผมมีปัญหาในการทำตัวให้เข้าพวกกับเพื่อนผู้ชายในห้องเรียน ผมไม่รู้สึกปลอดภัยในการที่ผมเป็นเด็กผู้ชายไม่เหมือนกับตอนที่ผมรู้สึกว่าผมคู่กับผู้ชาย

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญในตอนที่ผมเรียนในโรงเรียนมัธยมก็เริ่มมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นผู้ชายและเรียนอยู่ห้องเดียวกันผม ความต้องการของผมคือความรักความเอาใจใส่จากพ่อของผมบวกกับความต้องการที่จะหาคุณสมบัติของความเป็นผู้ชายจากผู้ชายคนอื่น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในเพศเดียวกัน กลายเป็นความปรารถนาที่โรแมนติกที่จะมีความสนใจและความเสน่หากับผู้ชายด้วยกันเอง มันทำให้ผมเริ่มมีประสบการณ์ในการดึงดูดเพศเดียวกัน

เมื่อพระเจ้าเปิดเผยถึงสาเหตุหรือรากเง่าของปัญหาที่ผมเป็นอยู่นี้ พระองค์ทรงนำทางให้ผมไปสู่ความเข้าใจว่าความปรารถนาในเพศเดียวกันของผมนั้นไม่ใช่เรื่องโดยกำเนิดจากตัวตนที่ผมเป็น แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของอาการหรือโรคและปัญหาของตัวผมเองที่อยู่ในส่วนลึกกว่านั้น ที่ผมจำเป็นต้องจัดการกับมันให้ได้

ผมรู้แล้วว่าหนทางข้างหน้าของชีวิตไม่ใช่การมองหาความสัมพันธ์ในแบบเกย์เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง แต่เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ผมต้องแสวงหาหนทางที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง—และในทางกลับกันผมจะต้องเจอหนทางนั้น ผมยังต้องการที่จะแสวงหาการรักษาบาดแผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เพื่อที่พระเจ้าจะสามารถสร้างสิ่งที่ขาดหายไปภายในจิตใจของผมจากหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อผมพบเจอกับเรื่องราวชีวิตของคนอื่น เกี่ยวกับความต้องการในเพศเดียวกัน ปัญหาที่พวกเขาเผชิญมีความคล้ายคลึงกับปัญหาที่ผมได้รับ และผมรู้ว่าถ้าผมจะทำตามความต้องการในความเป็นเกย์ของผมกับคนอื่นผมจะไม่เพียงสร้างบาดแผลให้กับคนอื่นแต่มันจะบาดลึกเป็นแผลให้กับตัวผมเองด้วย แต่ผมยังส่งต่อบาดแผลนั้นผ่านทางความสัมพันธ์อันโรแมนติกกับคู่ขาของผม เหมือนกับคนสองคนที่พยายามป้อนทรายให้กันและกันโดยมุ่งหมายที่จะทำให้อีกฝ่ายอิ่มท้อง แต่แท้จริงแล้วความต้องการของพวกเขาคือการกินอาหารที่มีประโยชน์และทำให้อิ่มจริงๆ ไม่ใช่การกินทรายเพื่อให้อิ่มท้อง มากกว่านั้นคือการที่ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายด้วย ไม่ใช่การชักนำแบบผิดๆที่นำความพินาศมาสู่พวกเค้าเพียงเพราะอยากกินอาหารเท่านั้น

การเดินทางที่เปลี่ยนแปลงของชีวิต

ไม่จำเป็นต้องพูดอีกต่อไป จากการวิจัยค้นคว้าเป็นเวลากว่าเจ็ดปี ถึงแม้ว่าผมจะเริ่มต้นมาจากการยอมรับการเป็นเกย์ก็ตามและไม่ได้สนใจในอะไรก็ตามที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงให้ผมหายจากการเป็นเกย์ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใส่ความคิดและทรงสำแดงให้ผมเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมากับการทรงสร้างอันสวยงามของพระเจ้าที่ทรงออกแบบผมให้เป็นผู้ชาย

แม้ว่าบ่อยครั้งที่หัวใจของผมจะไม่ยอมรับในสิ่งที่ได้อ่าน ผมพบว่าผมได้ใช้สติปัญญาที่มีอยู่ทีละน้อย ยอมรับและเขียนมันออกมา จนในที่ก็ค้นพบความจริงว่า ถ้อยคำเหล่านี้เป็นความจริงโดยส่วนลึกในจิตวิญญาณของผมเอง และพระคริสตธรรมคำภีร์ก็ได้กล่าไว้ว่า “เมื่อ​พระ‍วิญ‌ญาณ​แห่ง​ความ‍จริง​จะ​เสด็จ​มา​แล้ว พระ‍องค์​จะ​นำ​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​ไป​สู่​ความ‍จริง​ทั้ง‍มวล…และ​พระ‍องค์​จะ​ทรง​แจ้ง​ให้​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​รู้​ถึง​สิ่ง​เหล่า​นั้น​ที่​จะ​เกิด​ขึ้น” (ยอห์น 16:13)

ในคืนนั้นเมื่อพระเจ้าทรงท้าทายให้ผมได้มองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้พระเจ้าทรงถามผมว่า “ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง ผมจะต้องสูญเสียอะไรอีก?” แต่ก็นั่นแหลพ ผมสูญเสียสิทธิ์ที่จะยึดมั่นในสิ่งที่เป็นความจริงและวิถีชีวิตตัวเองที่เคยเป็นมาคงจะง่ายขึ้น แต่ผมได้เชื่อและไว้วางใจในพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ที่รู้เช่นนั้นก็เพราะว่า “เรา​บอก​ความ‍จริง​แก่​ท่าน​ว่า ถ้า​เมล็ด​ข้าว​ไม่​ได้​ตก‍ลง​ไป​ใน​ดิน​และ​เปื่อย‍เน่า​ไป ก็​จะ​คง​อยู่​เป็น​เมล็ด​เดียว แต่​ถ้า​เปื่อย‍เน่า​ไป​แล้ว ก็​จะ​งอก‍ขึ้น​เกิด​ผล​มาก ผู้‍ใด​ที่​รัก​ชีวิต​ของ​ตน​ก็​ต้อง​เสีย​ชีวิต และ​ผู้​ที่​ชัง​ชีวิต​ของ​ตน​ใน​โลก​นี้ ก็​จะ​ธำ‌รง​ชีวิต​นั้น​ไว้​นิรันดร์ถ้า​ผู้‍ใด​จะ​รับ‍ใช้​เรา ผู้‍นั้น​ก็​ต้อง​ตาม​เรา​มา และ​เรา​อยู่​ที่‍ไหน​ผู้​รับ‍ใช้​ของ​เรา​จะ​อยู่​ที่‍นั่น​ด้วย ถ้า​ผู้‍ใด​รับ‍ใช้​เรา พระ‍บิดา​ก็​จะ​ทรง​ประ‌ทาน​เกียรติ​แก่​ผู้‍นั้น”(ยอห์น 12:24-26)

ดังนั้นวันนี้ถึงแม้ว่าผมยังคงมีประสบการณ์ในเพศเดียวกันแต่ผมก็ไม่ได้ไล่ตามความสัมพันธ์แบบเกย์อีกต่อไปเพราะว่าผมต้องการที่จะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้เป็นที่รักของผม ผู้ทรงไล่ตามและมอบความรักให้แก่ผมเป็นครั้งแรก

Tags: , , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง