จุดเปลี่ยนของทนายหนุ่มไฟแรงที่กลายเป็นศิษยาภิบาลผู้อุทิศตัวในมหาวิทยาลัย

วันที่ 5-3-2017 • บทความ • admin • 1 ความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Janice Tai, Singapore
ผู้แปล : ลูกหยี
ผู้เรียบเรียง : ศิริอรทัย ลู

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

พอล ()เป็นลูกชายของหนึ่งในทนายความที่เก่งกาจของสิงคโปร์และเขาก็ดูเหมือนเดินตามรอยเท้าของคุณพ่อหลังจากที่เขาเรียนจบทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแคมบริจ พอลเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักในลอนดอน บริษัทลิงค์ เลเธอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านกฎหมายในประเทศอังกฤษ เขาช่วยดูแลบริษัทที่มีรายชื่ออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของลอนดอลซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเขาสามารถเพิ่มพูนสต็อคให้เป็นพันล้านได้เพียงแค่ร่างเอกสารเพื่อช่วยบริษัทเหล่านั้นในการขายหุ้นของเขา

เมื่อเขาอายุได้ 30 ปีพอลตัดสินใจที่จะละทิ้งทุกสิ่งและเดินตามรอยของพระบิดาในสวรรค์
คุณพ่อของพอลคือลูเซียนผู้ดำรงตำแหน่งรองรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของสิงคโปร์ ในเดือนพฤศจิกายนปี 2016 ท่านเป็นผู้นำคนหนึ่งในบริษัทด้านกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ “บริษัทอัลเลนแอนด์เกรดฮิล” ในตำแหน่งประธานบริษัท ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท

อาชีพทนายความของพอลในประเทศอังกฤษนั้นมั่นคงในเวลาสองปีก่อนที่เขาจะออกจากงานนั้นเขามีรายได้ถึงหกหลักต่อปีซึ่งเขามีโอกาสที่จะเข้าเป็นหุ้นส่วนของบริษัทได้ในอีก2-5ปีข้างหน้าแทนที่เขาจะทำเช่นนั้นเขากลับลาออกจากหน้าที่การงานอันมั่นคงและเข้าโปรแกรมฝึกอบรมเพื่อจะเป็นครูสอนพระคัมภีร์และนักเทศน์ ในสิ้นเดือนสิงหาคม2016เขาเดินทางกลับไปยังประเทศสิงคโปร์เพื่อที่จะเป็นศิษยาภิบาลผู้ดูแลกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัยการจัดการที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งดำเนินงานร่วมกับกลุ่มสามัคคีธรรมของกลุ่มคริสเตียนในมหาวิทยาลัยนั้น

จากบริษัทด้านกฎหมายที่ใหญ่โตมีทนายความถึง2,000 คน พอลกลับมาทำงานในที่ๆมีเพียงตัวเขาเองและนักศึกษาฝึกงานเท่านั้น

ทำไมเขาถึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเช่นนี้

เมื่อมาถึงจุดที่ต่ำสุด

เมื่อเราได้ถามคำถามกับพอลผู้รับใช้เต็มเวลาอายุเพียง33 ปีว่าสิ่งนี้มันอยู่ในแผนการณ์ของเขาไหม? เขารีบตอบกลับมาอย่างทันควันเลยว่า “ไม่มีเลย”

เขาได้เล่าให้เราฟังถึงช่วงเวลาที่เขาเป็นวัยรุ่นว่าเขาเคยโดดเรียนเมื่อครั้งที่เขาเรียนอยู่ที่ราฟเฟิลจูเนียร์คอลเลจ 2-3ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อจะไปเล่นพูลที่ลัคกี้พลาซ่าหรือเข้าไปดูหนังในเมือง ในตอนนั้นเขาก็เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียน ทุกวันอาทิตย์เขาเข้าร่วมที่คริสตจักรเวสลี่เมธอดิสท์ และรับใช้โดยการเล่นกีตาร์ในกลุ่มพันธกิจของอนุชน เมื่อเขาอยู่ที่ลอนดอนเขาก็เข้าร่วมคริสตจักรที่นั่นซึ่งต้องขับรถออกไปไกลถึงครึ่งชั่วโมงจากที่เขาพักอาศัยและทำงานอยู่ “สำหรับผมการไปคริตจักรของผมเป็นเพียงกิจกรรมในเช้าวันอาทิตย์เท่านั้น”ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตการตัดสินใจและมุมมองต่อโลกนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองพอลกล่าว เมื่อต้องให้เลือกระหว่างความรับผิดชอบในคริตจักรและงานของผม”งานของผมจะเป็นฝ่ายที่ชนะเสมอ”

ต่อมาเขาถูกหน้าที่การงานดึงเขาให้ทำงานยาวนานมากขึ้นเขาอยู่ที่ทำงาน6 วันต่ออาทิตย์ถ้าวันไหนที่เขาสามารถเลิกงานก่อนเที่ยงคืนได้ก็จะนับว่าเป็นวันที่ดีที่สุดของเขาแล้ว ซึ่งเขาจะสามารถนอนหลับได้ทั้งคืนครั้งหนึ่งที่เขาต้องทำงานตลอดทั้งคืนติดต่อกันเป็นเวลาสองคืนรวดโดยไม่ได้ออกจากที่ทำงานเลยเป็นเวลา3วันเพื่อจะสามารถทำงานให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด

ในความคิดของผมตอนนั้นก็คือเมื่อพระเจ้าวางคุณไว้ที่มหาวิทยาลัยหรือสำนักงานทนายความสิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือทำทุกสิ่งเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าเมื่อเป็นนักเรียนก็ต้องเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมที่สุด เมื่อเป็นทนายความก็ต้องเป็นทนายความที่เก่งที่สุด ดีที่สุด แต่ตอนนี้ผมเติบโตขึ้นและเรียนรู้ว่าการคิดเช่นนั้นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก
ตอนที่พอลได้เล่ามานั้นจิตวิญญาณของเขาได้มาถึงจุดต่ำสุด เมื่อเขาหยุดที่จะใช้ชีวิตหรือคิดเหมือนคริสเตียน

ตื่นจากการหลับไหม?

เช้าวันอาทิตย์ในปี 2011 พอลรู้สึกถึงแรงเสียดทานที่จะไปคริสจักรและเขาเองก็อยู่ที่ทำงานแล้วด้วยเขารู้สึกลังเลที่จะต้องออกไปและกลับเข้ามาใหม่อีกครั้งเพื่อจะทำงานให้สำเร็จเพื่อนร่วมงานจึงแนะนำให้เขาไปคริตจักรแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เพียง5นาทีเท่านั้น เขาไปแล้วเขารู้สึกประทับใจในสิ่งที่เขาเห็นและได้ยิน “ผมเคยฟังเทศนาที่ดีๆมากมายแต่เมื่อเข้าหูซ้ายก็ทะลุออกทางหูขวาแต่ที่นั่นผมเห็นพระคำของพระเจ้าถูกเทศนาอย่างกล้าหาญเพื่อแก้ไขปรับปรุงชีวิตและเพื่อให้พวกเขาดำเนินชีวิตตามแบบนั้น มันเป็นการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่ออกฤทธิ์ผ่านพระคำของพระองค์ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้” พอลกล่าว

เขาเริ่มที่จะเข้าร่วมกับคริสจักรแห่งนี้อย่างสม่ำเสมอและเข้าร่วมชั้นเรียนพระคัมภีร์ในเวลานั้นเป็นหนังสือมาระโก ซึ่งต้องใช้เวลา 1ปีในการศึกษาจากการเข้าร่วมชั้นเรียนนี้ทำให้พอลมีประสบการณ์เรื่องความถ่อมใจ

ผมคิดว่าหนังสือมาระโกเป็นเล่มที่สั้นที่สุดในบรรดาพระกิตติคุณทั้ง4 เล่มในพระคัมภีร์ผมเคยอ่านมาแล้วไม่น้อยกว่า10ครั้งผมจึงสงสัยว่าทำไมเราต้องใช้เวลาในการเรียนตั้ง 1ปี แต่ในช่วงการเรียนนั้นผมพบว่าผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับวิธีการอ่านพระคัมภีร์มันจึงเป็นช่วงเวลาที่ผมได้เรียนรู้เรื่องความถ่อมใจอย่างมาก สิ่งที่ผมเคยมีประสบการณ์การเรียนรู้ตั้งแต่เด็กๆก็คือพรคัมภีร์เป็นหนังสือพิเศษที่เราจะสามารถข้อพระคำบางส่วนมากมาใช้เหน็บแนมคนอื่นได้ ในฐานะที่ผมเป็นทนายผมรู้ว่าเป็นสิ่งที่แย่มากในการอ่านลักษณะนั้น

ระหว่างการเรียนในชั่วโมงหนึ่งในกลุ่มกำลังอ่านมาระโก 8 ซึ่งพระเยซูทรงตรัสกับฝูงชนว่า”ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเองและรับกางเขนของตนแบกทุกวันและตามเรามา”ในตอนนั้นเองผมตระหนักได้ว่าผมเรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนแต่ผมยังมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองสิ่งนี้ทำให้ผมเริ่มคิดว่าการเดินติดตามพระเจ้านั้นหมายความว่าอย่างไรและผมเข้าใจแล้วว่าผมไม่มีความเข้าใจในการเป็นสาวกของพระเยซูเลย พอลกล่าว

ต่อมาการจัดเวลาของพอลก็เริ่มเปลี่ยนไปเขาเริ่มต้นรับใช้ในช่วงพักกลางวันที่ลิงค์เลเธอร์ และเริ่มสอนพระคัมภีร์ตัวต่อตัวให้กับเพื่อนที่บริษัทหรือเพื่อนจากคริตจักร และเพื่อการจัดเวลาสำหรับการทำสิ่งนี้เขาต้องตัดเวลาเวลาการทำงานออกไปอย่างน้อย7 ชั่วโมงในหนึ่งอาทิตย์ บริษัทได้รับผลกระทบจากการลดชั่วโมงการทำงานของเขาเป็นอย่างมากเพราะเขามีค่าตัวที่สูง และสิ่งนี้ก็ส่งผลกระทบไปถึงโอกาสที่จะมีความก้าวหน้าในหน้าการงาของเขาด้วย

ผมเข้าใจเจ้านายของผมดีและผมรู้สึกว่าผมไม่จำเป็นต้องเป็นทนายความที่ดีที่สุดก็ได้แต่ผมต้องเป้นทนายความที่มีความซื่อสัตย์สิ่งที่ผมต้องทำก็คือการทำงานหนักด้วยความซื่อสัตย์ซึ่งจะทำให้พระเจ้าเป็นที่รู้จักของทุกคนรอบตัวผม
การเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันนี้ทำให้คุณแม่ของเขาช็อคมากท่านคิดว่าเขาถูกล้างสมองจากลัทธิใดลัทธิหนึ่งท่านต้องการให้เขาตั้งใจมุ่งมั่นในอาชีพทนายความมากกว่า ”ผมอาจจะหลงหายจากทางของพระเจ้าได้ในปีเหล่านั้นก่อนหน้านี้แต่พระเจ้าทรงใช้ความผิดบาปของผมในการเปลี่ยนแปลงผมไปในทางที่ดี” พอลกล่าว เขาแต่งงานกับแองเจล่าเมื่อสามปีที่แล้วและพวกเขามีลูกสาววัย1ขวบชื่ออลิซาเบธ
ชีวิตใหม่

กำลังใจจากแองเจล่านั้น เป็นสิ่งที่ช่วยพอลอย่างมากในการเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เมื่อพอลเริ่มสอนพระคัมภีร์บ่อยขึ้น ผู้นำในคริตจักรของพอลเริ่มเร่งเร้าให้เขาพิจารณาถึงข้อเสนอในการเข้าร่วมรับใช้เต็มเวลากับงานพันธกิจในปี2013เขาได้ปรึกษากับแองเจล่าและอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้

พอลไม่ได้มีหมายสำคัญการอัศจรรย์ใดๆในการทรงเรียกจากพระเจ้าบางคนอาจจะมมี่ประสบการณ์เช่นนั้นแต่สำหรับบางคนก็ไม่จำเป็น การทรงเรียกเพียงสิ่งเดียวของพอลคือจากพระคัมภีร์ที่ให้เราตอบรับการทรงเรียกของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ผมถูกทักว่ามีของประทานด้านการสอน สิ่งนี้แหละที่ผมควรจะใช้มัน ผมจึงตัดสินใจที่จะเชื่อฟังและใช้ของประทานนี้สำหรับพระเจ้า พอลกล่าว

นอกจากนั้นเขาคิดว่าถ้าต้องทำงานเป็นทนายความต่อไปก็หมายถึงการมีเวลาที่จำกัดที่จะใช้ของประทานในการสอนการที่จะทำงานรับใช้เต็มเวลานั้นจะเกิดผลทวีคูณมากกว่า

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานในปี2014และไปลงทะเบียนเรียนคอร์สการทำพันธกิจเป็นเวลา2 ปีก่อนที่จะเข้าร่วมกับ เอสเอ็มยูคริสเตียนเฟลโลชิพ ในปี2016กลุ่มนี้มีนักศึกษาประมาณ90คนพอลเทศนาในที่ประชุมทุกวันอังคารและฝึกอบรมกลุ่มผู้นำเพื่อที่จะให้เขานำกลุ่มเรียนพระคัมภีร์ในมหาวิทยาลัยมันเป็นความชื่นชมยินดีที่ได้เห็นความหิวกระหายในพระเจ้าของพวกเขาและได้มีโอกาสหนุนใจและแนะนำพวกเขาในการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองและความคิดที่ถูกต้องต่อโลกนี้ เขากล่าว

เวลานี้เขาก็ยังคงทำงาน6วันต่อสัปดาห์เพราะเขาชอบที่จะเตรียมเทศนาในวันอาทิตย์มากกว่าวันอื่นๆแต่ในครั้งนี้ความเครียดที่เขาต้องเผชิญนั้นมีความหมายมากกว่าแทนที่จะเร่งรีบทำงานให้ทันเวลาตามกำหนดกลายเป็นความกังวลเกี่ยวกับบุคคลและการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเขา

สิ่งที่ยากลำบากที่สุดในการรับใช้เต็มเวลานั้นไม่ใช่ที่การตัดสินใจ แต่เป็นการที่ต้องอธิบายให้คนรอบข้างนั้นเข้าใจถึงเหตุผลที่ผมเลือกตัดสินใจเช่นนี้ต่างหาก ภรรยาของเขาสนับสนุนการตัดสินใจของเขา แต่คนที่น่าแปลกใจที่สุดคือคุรพ่อของเขาที่สนับสนุนการตัดสินใจของเขาด้วยเช่นกัน ท่านบอกว่าให้เขาทำอะไรก็ได้ที่คิดว่าถูกต้อง

สิ่งที่น่าสนใจคือคุณแม่ของเขาซึ่งเป็นหัวหน้าผู้ก่อตั้งคริตจักร ผู้ซึ่งเลี้ยงดูเขาในทางของคริสเตียนหลังจากที่คุณพ่อและคุณแม่ได้แยกทางกันท่านเป็นผู้หนึ่งที่คัดค้านอย่างรุนแรงท่านรู้สึกว่าเขาไม่ควรละทิ้งในสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมา หรือละทิ้งอนาคตอันสดใสที่รออยู่ข้างหน้า ควรจะทำงานให้นานกว่านี้เพื่อเก็บสะสมเงินบำนาญแต่ตอนนี้ท่านได้เข้าใจทุกสิ่งดีแล้วและหันกลับมาสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่

พอลได้ตัดค่าใช้จ่ายบางส่วนออกในช่วงเวลาที่ฝึกงานอยู่ซึ่งในช่วงนั้นเขาไม่ได้ทำงานเขางดนั่งรถแทกซี่งดกินข้าวตามร้านอาหารในตอนนี้เขาได้รับค่าจ้างจากการเป็นครูและภรรยาของเขาก็ดูแลลูกอยู่ที่บ้าน

สิ่งที่พอลต้องเสียสละเป็นอย่างมากไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการเงิน แต่เป็นการจัดการกับความหยิ่งภายในตัวของเขาเองที่เกิดขึ้นจากความทะเยอทะยานของเขา แม้ว่าอาชีพ,สถานะทางสังคม,ตำแหน่งหน้าที่และความสามารถทางด้านการเงินจะแตกต่างจากพวกเพื่อนๆอย่างสิ้นเชิง แต่ผมจะไม่แลกสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ในขณะนี้กับสิ่งใดๆก็ตามบนโลกนี้ พอลกล่าว

ข้อพระคัมภีร์ที่เขาชื่นชอบที่สุดคือ อิสยาห์ 25 ซึ่งทำให้เราเห็นภาพของอนาคตนิรันดร์กาลและความหวังที่จะอยู่ชั่วนิรันดรที่กำลังจะมาถึงนี้ พระคำข้อนี้หนุนใจและผลักดันเขาในเป้าหมายระยะยาวของการได้รับบำเน็จรางวัลนิรันดร์ที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติสิ่งของในโลกนี้

“มันเปลี่ยนแปลงวิธีการของโลกของผม” เขากล่าว โลกทางกายภาพนี้จะมุ่งไปสู่ความเสื่อมสลายและมีเพียงสิ่งเดียวที่จะคงอยู่ก็คือคนของพระเจ้า สิ่งนี้เองที่ได้เปลี่ยนเป้าหมายการมีชีวิตอยู่ของผม การดำเนินชีวิตของผมและทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไม ผมจึงเลือกที่จะทำงานของผม

Tags: , , ,

One Response

  1. Angela

    ชอบข้อความนี้มากค่ะ เป็นเนื้อหาชีวิตของคนที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศเช่นเดียวกับดิฉันเลยค่ะ เพราะดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่มีหน้าที่การงานคล้ายๆกับคุณพอลในด้านเงินเดือนตำแหน่งความก้าวหน้า ชีวิตเคยคิดว่าความก้าวหน้าในหน้าที่การงานการเงินและสังคมเป็นสิ่งสำคัญแต่ความสุขจริงๆวิ่งตามหาแล้วตลอด ตอนอยู่ที่เมืองไทยดิฉันเป็นครูสอนระวีให้กับเด็กเด็กที่คริสตจักรลพบุรี ช่วงเวลานั้นมีความสุขมากผิดกับช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่อิตาลี ดิ ดิฉันก็วิ่งตามหาความสุขการที่ได้วิ่งไล่ตามหาความสุข ทำให้ดิฉันเหนื่อยมากแล้วกับเครียดแล้วก็ลืมพระเจ้าจนวันหนึ่งดิฉันได้เกิดอาการป่วย เป็นโรคซึมเศร้าอย่างแรง ซึ่งมันเกิดจากความสะสมของชีวิตที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายการแก่งแย่งชิงดีและสังคมที่ไม่เคยพอ จิตวิญญาณและจิตใจความคิดของดิฉันย่ำแย่ถึง ทำ ทำให้นึกถึงพระเยซูแต่ก็อธิษฐานไม่เป็นคำ ไม่เป็นคำอ่านพระคัมภีร์ก็ไม่เข้าใจแต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าได้ให้ดิฉัน ได้ ได้การส่งกำลังจากพี่สาวที่มีความรักในพระคริสต์อย่างมั่นคง จนทำให้ จนทำให้ดิฉันมีอาการเริ่มดีขึ้นและเข้าถึงพระเยซูมากขึ้นแต่มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้จะเริ่มต้นกับชีวิตอย่างไร แต่สิ่งที่ดิฉันได้รับพระพรจากพระเจ้าในช่วงเวลาที่ดิฉันป่วยและไม่รู้จะหันไปทางใด ดิฉันได้ตัดสินใจกลับมาหาพระองค์และพึ่งพาและพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ทำให้ดิฉันได้รับความสุขและสันติสุขอย่างมาก อยากขอบคุณพี่ตุ๊กที่ได้ส่งข้อความดีๆแบบนี้มาให้อ่าน และขอบคุณคุณพอลที่แบ่งปันพระพร ดิฉันตอนนี้ลาออกจากงานและได้กำลังอธิฐานขอให้พระเจ้าทรงนำทางใหม่ในการดำเนินชีวิตและอาชีพที่สามารถทำให้ชีวิตไม่ห่างจากสันติสุขของพระเจ้า และขอพระเจ้าที่จะนำทาง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง