ควรหรือที่จะช่วยเหลือผู้อื่นแต่ไม่ยอมรับการช่วยเหลือ?

วันที่ 6-3-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Kim Cheung, China
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาจีน

หลายวันก่อน ขณะที่กำลังรับประทานอาหารมื้อค่ำกันอยู่นั้น พ่อของฉันเอ่ยขึ้นอย่างเศร้าใจว่าเวลามันช่างเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เมื่อก่อนนี้เจ้านายของเราจะคอยเป็นห่วงเป็นใยลูกน้องแม้จะเป็นนอกเวลางาน เมื่อตอนที่ปู่ของพ่อทำงานอยู่ในบริษัทสถาปนิกแห่งหนึ่ง ผู้จัดการในบริษัทจะคอยแวะมาเยี่ยมครอบครัวของเราในเทศกาลตรุษจีนของทุกๆปี จะถืออั่งเปามาแจกพวกเราและคอยถามไถ่ว่าหากเราต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ให้บอก

มีอยู่ครั้งหนึ่งครอบครัวของเราต้องการความช่วยเหลือในการสร้างบ้าน และผู้จัดการก็ได้ส่งคนงานมาช่วยด้วย ปู่ของฉันได้ปฏิเสธการช่วยเหลือในตอนแรก พ่อของฉันบอกว่าคนสมัยก่อนไม่ค่อยจะยอมรับการช่วยเหลือจากคนอื่นเพราะกลัวจะ “เสียหน้า”

ฉันก็ไม่รู้ว่าจะปลอบพ่อของฉันยังไงแต่คิดในใจว่าในปัจจุบันนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน เพราะว่ามีหลายคนที่อยากจะช่วยเหลือคนอื่นแต่ไม่อยากที่จะได้รับการช่วยเหลือ

เราทั้งหลายถูกเลี้ยงดูมาให้ไม่เห็นแก่ตัว หัวใจที่เต็มใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่นและไม่เห็นแก่ได้ และไม่หวังผลตอบแทนใดๆ มันคือรางวัลอันยิ่งใหญ่ ฉันเคยคิดแบบนั้น ตอนที่ฉันอยู่ในโรงเรียนฉันดีใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมห้องของฉัน ถึงอย่างนั้นก็ตามก็ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ความดื้อรั้นนี้ติดตัวฉันมาแม้ว่าจะเรียนจบการศึกษาแล้ว ที่จริงแล้วลึกๆในใจของฉัน หลายต่อหลายครั้งที่ฉันต้องการความช่วยเหลือ แต่ฉันก็ยังไม่กล้าที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากใคร ซึ่งความจริงแล้วเวลาที่คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย ฉันเองที่ทำใจยากที่จะยอมรับการช่วยเหลือนั้น

ควรที่เราจะสนับสนุนการกระทำนี้หรือไม่ ? พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะให้เราช่วยผู้อื่นแต่ไม่ยอมรับการช่วยเหลือจากผู้อื่นงั้นเหรอ?

พระเจ้าทรงสอนเราว่า “ให้เราช่วยแบกรับภาระซึ่งกันและกัน” (กาลาเทีย 6:2) ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ก็ได้ย้ำเตือนเราอีกว่า “ในพระเยซูคริสต์นั้น เราต่างก็เป็นกายเดียวกัน” (1โครินธ์ 12:12-27) การช่วยเหลือนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นไปตามความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย ถ้าเกิดว่าทุกคนปฏิเสธที่จะรับการช่วยเหลือ แล้วเราจะไปช่วยใครได้? แล้วเราจะใช้ชีวิตอยู่เป็นกายเดียวกันในพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร?

ความหยิ่งทะนงคอยโกหกเราอยู่เบื้องหลังของคำปฏิเสธที่จะรับการช่วยเหลือนั้น

พระเจ้าต้องการให้เรา “ให้” ด้วยใจชื่นชมยินดีและรับด้วยใจชื่นชมยินดีเช่นกัน แล้วทำไมมันช่างยากนักสำหรับเราที่จะยอมรับความช่วยเหลือเหล่านั้น? ถ้าคุณถามฉัน เบื้องหลังแห่งความยากลำบากนั้นคือ ความหยิ่งทะนงของเราเอง

เราต่างก็ไม่ชอบที่จะยอมรับว่าเราอ่อนแอ และเราเองก็กลัวว่าผู้อื่นอาจจะเห็นความอ่อนแอที่เราซ่อนเอาไว้ เบื้องหลังคือความหยิ่งทะนงของตัวเราเอง เราปฏิเสธที่จะรับการช่วยเหลือ ฉันเพิ่งจะมารู้ตัวก็เมื่อประมาณสามปีที่แล้ว เมื่อฉันเริ่มที่จะคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน เกี่ยวกับเรื่องของการให้และการรับ เมื่อฉันมองย้อนกลับไปความหยิ่งทะนงคือจุดอ่อนของฉัน และเบื้องหลังของเหตุผลก็คือฉันไม่ยอมที่จะมองหาหรือยอมรับการช่วยเหลือจากผู้อื่น

มันยากที่จะคงความเชื่อของเราต่อพระเจ้าหากเราปฏิเสธการช่วยเหลือ

การให้โดยปราศจากการรับ ทำให้เป็นการยากที่เราจะคงความเชื่อต่อพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้เรายอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบทั้งหมดของเรา เพื่อที่เราจะยอมวางภาระหนักทั้งหมดไว้กับพระองค์และวางใจในพระองค์ ท่านอาจารย์เปาโลได้กล่าวว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้วเพราะความอ่อนแอมีที่ไหนเดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า เหตุฉะนั้น เพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้าในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบากในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใดข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น (2โครินธ์: 12:9-10) เราจะยอมจำนนและเชื่อในพระองค์อย่างเต็มที่ได้อย่างไร หากเรายังปฏิเสธการช่วยเหลือและยังตามใจของตัวเราเองอยู่อย่างนี้? เราจะไม่สามรถรู้จักพระเจ้าได้อย่างแท้จริงหากเรายังไม่ยอมรับถึงความอ่อนแอของตัวเราเอง

ฉันจำได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันไปร่วมสามัคคีธรรมร้องเพลงประสานเสียงด้วยอารมณ์ของความขัดแย้ง ในเวลานั้นฉันเหนื่อยและอิดโรยมากและก็ยากที่จะปล่อยวาง ฉันแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน เมื่อถึงเวลาที่จะต้องแบ่งปัน ฉันวางแผนที่จะพูดเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีความสำคัญอะไรเลย อย่างไรก็ดี เสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวของฉันบอกว่าฉันต้องเข้ามาหาพระเจ้าด้วยความจริง จากนั้นความรู็สึกที่อยากจะปกป้องตัวเองก็หายไป ฉันร้องไห้ออกมาต่อหน้าพี่น้องในพระคริสต์ที่มาร่วมสามัคคีธรรมร่วมกันในวันนั้น ฉันสารภาพต่อหน้าพี่น้องที่อยู่ที่นั่นว่าฉันต้องการความช่วยเหลือ ฉันสารภาพว่าฉันอ่อนแอมาก

ฉันขอบพระคุณพระเจ้าจากส่วนลึกของหัวใจที่พระองค์ทรงทำลายกำแพงนั้นของฉัน และอนุญาตให้ฉันเห็นถึงความน่ากลัวของความหยิ่งทะนงของตัวฉันเอง และทรงสร้างฉันขึ้นใหม่อีกครั้งในความจริงของพระองค์ผ่านทางเหล่าผู้เชื่อในพระองค์ ตอนนี้ฉันมักจะมาหาพระเจ้าด้วยใจที่ต้องการ การช่วยเหลือ,ร้องไห้เพื่อขอความช่วยเหลือจากรพะองค์ ฉันรู้ว่าฉันไม่มีอะไรเลยและฉันก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ ถ้าไม่ใช่เพราะกำลังที่มาจากรพะเจ้าทุกย่างก้าวที่ฉันเดินในชีวิตจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก

ฉันพยายามมองหาความช่วยเหลือจากพี่น้องในพระคริสต์เช่นกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต ฉันไม่เพียงขอร้องให้พวกเขาอธิษฐานเผื่อฉันเท่านั้น ฉันยังขอให้พวกเขาแนะนำฉันว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปอีกด้วย ด้วยความรักที่พี่น้องในพระคริสต์มีต่อฉันได้อวยพรฉันจากความช่วยเหลือของพวกเขาทำให้ฉันรู้สึกเต็มล้นไปด้วยความเชื่อที่มีต่อพระเจ้า ฉันยังรู้สึกว่าฉันสนิทกับพี่น้องเหล่านั้นในฐานะที่เราเป็กายเดียวกันในพระคริสต์อีกด้วย

การยอมรับด้วยใจยินดีทำให้เรามีอิสรภาพ

เมื่อฉันวางความหยิ่งทะนงของตัวเองลง ฉันก็สามารถหลุดพ้นจากการต่อสู้กับตัวเอง เมื่อฉันยอมรับการช่วยเหลือด้วยใจชื่นชมยินดี ฉันก็มีประสบการณ์กับพระเจ้าและพบอิสรภาพใหม่ ฉันยอมรับว่าฉันอ่อนแอและฉันยอมรับว่าฉันไม่ดีพอ มันเกิดขึ้นเมื่อฉันยอมจำนนทุกอย่างต่อพระเจ้าและให้พระองค์เข้ามาควบคุมทุกอย่างในชีวิตของฉัน เมื่อฉันเชื่อฟังและทำตามพระองค์ พระองค์ก็ทรงสำแดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งที่พระองค์ทรงประทานให้ ท่ามกลางความอ่อนแอในชีวิตของฉัน

ถึงพี่น้องในพระคริสต์ทุกคน พระเจ้าทรงต้องการให้คุณมีอิสรภาพเช่นกัน คุณเต็มใจที่จะวางความหยิ่งทะนงของคุณไว้แล้วก็ให้พระเจ้าเข้ามาควบคุมในชีวิตของคุณหรือเปล่า?

Tags: , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง