4 วิธีในการรับมือกับความเจ็บปวดและความสูญเสีย

วันที่ 16-2-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

ผู้เขียน : Juan Carlos Tulalian, Philippines
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

บ่ายวันหนึ่ง ในเดือนธันวาที่ผ่านมา ฉันได้รับข้อความจากศิษยาภิบาลผู้รับผิดชอบงานด้านอนุชนท่านหนึ่ง ขอให้ฉันอธิษฐานเผื่อภรรยาของท่าน เพราะตอนที่เธอกำลังคลอดลูกอยู่นั้นเธอมีภาวะแทรกซ้อน ตอนที่อาจารย์ท่านนี้ได้โทรหาฉันและอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดให้ฉันฟัง ฉันรู้สึกถึงความตึงเครียดจากน้ำเสียงของท่าน ทั้งภรรยาและลูกของท่านต่างอยู่ในภาวะเสี่ยงต้องรักษาตัวอยู่ในไอซียู และท่านเกิดความกลัวว่าทั้งสองคนจะไม่มีโอกาสรอด

ในเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันได้รับข่าวจากท่านว่าภรรยาของท่านรอดพ้นจากอาการโคม่าแล้วแต่เด็กได้เสียชีวิต เมื่อฉันได้อ่านข้อความนั้นแล้วฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของการสูญเสีย ฉันนึกภาพความเจ็บปวดที่อาจารย์ของฉันกำลังเผชิญอยู่ไม่ออกเลย

ไม่มีใครสามารถทำใจยอมรับการสูญเสียอย่างกระทันหันเช่นนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความตายหรืออาการของโรคที่หมอบอกว่าไม่มีทางที่จะรักษาให้หายได้ เราอาจจะเริ่มมีคำถามว่า : พระเจ้า! พระองค์อยู่ที่ไหน? ฉันจะต้องปรับตัวและเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้น และฉันจะต้องรับมือกับสถานการณืที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตนี้ยังไง?

ตอนที่ไต้ฝุ่น “ไฮยัน (Haiyan)” พัดถล่มประเทศฟิลิปปินส์ในปี 2013 ได้สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่และมีศพนอนเรียงรายเกลื่อนกลาดตามท้องถนนเต็มไปหมด รายงานภาพข่าวทำให้เราได้เห็นภาพของเด็กที่ร้องไห้,พ่อที่ตามหาครอบครัวและคุณยาย ที่กำลังได้รับบาดเจ็บ และผู้คนอีกมากมายที่ตกเป็นเหยื่อจากการทำลายล้างของพายุใต้ฝุ่นลูกนี้ มันเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้าย มันเหมือนกับหนังสยองขวัญที่กำลังฉายอยู่ในชีวิตจริง หัวใจของฉันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ตอนนี้ฉันรู้สึกถึงความรู้สึกที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทันทีที่ฉันได้ยินข่าวว่าอาจารย์ของฉันต้องสูญเสียลูกของท่านด้วย ฉันพูดไม่ออกและก็ไม่สามารถที่จะบอกว่า “ไม่เป็นไรอาจารย์!” หรือบอกว่า “พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ของพระองค์” หรือ “พระเจ้าทรงมีเหตุผลกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

บางคนพยายามที่จะให้ความรู้สึกนั้นเย็นชา จากความเจ็บปวดและความสูญเสีย พยายามปิดบังหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้กลับมารู้สึกถึงความเศร้านั้นอีกครั้ง แต่มันก็ไม่สามารถทำให้เราวิ่งหนีจากความจริงที่เกิดขึ้นได้ จากเหตุการณ์นี้ได้สอนให้ฉันรู้ว่าการหนีปัญหาหรือการปิดบังตัวเองจากความรู้สึกเสียใจไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เราจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ความเสียใจ และการสูญเสียเพื่อที่จะผ่านมันไปให้ได้

(1) โอบรับความรู้สึกของตัวเอง
รับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดและสูญเสีย อย่าปกปิดความรู้สึกของเราไว้แล้วแกล้งทำเป็นว่าไม่เป็นไร ทุกอย่างโอเค เพราะมันไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริงของเรา

ผ่านการได้รับคำแนะนำ ฉันได้เรียนรู้ที่จะเปิดใจยอมรับกับความรู้สึกของตัวเองให้ได้แทนการปิดกั้นความรู้สึกนั้นไว้ ซึ่งนั่นก็รวมถึงการที่ฉันร้องไห้ออกมาอย่างเปิดเผย ลองมองหาเพื่อที่ไว้ใจได้ และเข้าร่วมกลุ่มสามัคคีธรรมกับคนที่เราสามารถที่จะแบ่งปันความทุกข์ใจนี้ด้วยได้ คนที่สามารถปลอบประโลมใจเราและนำให้เราเข้าหาพระเจ้าได้

เมื่อไหร่ที่เราโอบรับความรู้สึกของตัวเองได้ นั่นหมายความว่าเรารับรู้ถึงความเป็นมนุษย์ของเรา และทำให้เรารู้ว่าชีวิตเราต้องการพระเจ้ามากที่สุด

(2) อย่ากลัวที่จะเสียใจ

ไม่เป็นไรถ้าเราจะร้องไห้เสียใจเพราะได้สูญเสียคนที่เรารัก และร้องไห้ต่อพระเจ้าเหมือนดังผู้เขียนพระธรรม สดุดี ได้ทำ— “พระเจ้าทำไม่พระองค์ทรงละทิ้งข้าพระองค์เสีย?”. . . “ข้าพระองค์จะต้องรอไปนานาอีกซักเท่าไร?”. . . “ทำไมพระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์ล้มลง โอ้! จิตวิญญาณของข้าพระองค์เอ๋ย?”

พระเยซูคริสต์ทรงช่วยรับแบกภาระหนักของเรา พระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่และพระองค์ก็ทรงเสียใจไปกับเราด้วย เหมือนเช่นดั่งที่พระเยซูทรงพระกันแสงตอนที่ลาซารัสตาย (ยอห์น 11:33-35) ดังนั้นจงอย่ากลัวถ้าเราจะมีประสบการณ์กับ—ความโกรธ,ความเกลียดชัง,ความสูญเสีย,ความเจ็บปวด,ความเสียใจ และความทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด—ต่อพระเจ้าและพระองค์จะทรงโยนความกังวลของเราไว้กับพระองค์ พระองค์ทรงเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่เพระาว่าพระองค์ทรงเผชิญความเจ็บปวด และความเสียใจเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง

จงยึดมั่นในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสร้างและทรงสมบูรณ์แบบในความเชื่อ ทรงเป็นความหวังของเราและเป็นอนาคตของเรา พระองค์จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดของเราออกไป

(3)ยอมรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา

ความเจ็บปวด,ความเสียใจ,ความสูญเสียและความทนทุกข์ทรมานซึ่งเราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่บอกให้เรายิ้มรับและอดทนไปกับสิ่งเลวร้ายที่ได้เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา แต่เราสามารถยอมรับมันได้เพราะเรารู้ว่ายังมีความหวังที่ยังรอเราอยู่ในเบื้องหน้า

ท่านอาจารย์เปาโลได้บอกกับเราทั้งหลายว่า ทุกๆความเจ็บปวดและการทนทุกข์ทรมานที่เราทั้งหลายกำลังเผชิญอยู่ไม่สามารถเทียบได้กับพระสิริของพระเจ้าซึ่งจะทรงเปิดเผยให้กับเรา (โรม 8:18) และยากอบ ผู้รับใช้ของพระเจ้าได้บอกว่า มันคือพัฒนาการและวุฒิภาวะทางความเชื่อของเราที่เราจะเติบโตขึ้งหลังจากที่เราผ่านการทดลองมาแล้วในหลายรูปแบบ (ยากอบ 1:2-3)

ตอนที่ฉันออกจากงานในการรับใช้ในพันธกิจเกี่ยวกับอนุชน มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตของฉันที่ต้องยอมรับมันให้ได้เช่นกันฉันจมอยู่ในความโศรกเศร้า และมีคำถามมากมายกับพระเจ้า แต่ก็ดูเหมือว่าพระเจ้าจะทรงเงียบอยู่ ฉันใช้เวลาอยู่นานกว่าจะทำใจได้ในการตกงานในครั้งนั้น และรู้ว่าพระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับฉันที่จะเติบโตขึ้น นอกเหนือจากการรับใช้ในพันธกิจของคริสตจักร พระองค์ทรงนำฉันให้มารับใช้ในชุมชนและมีส่วนร่วมรับใช้ในงานสังคมสงเคราะห์อีกด้วย

อันที่จริงแลว้ เราต่างก็รู้ดีว่าพระเจ้าทรงอนุญาติให้บางสิ่งเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ก็เพราะว่าพระองค์ทรงมีพระประสงค์ในชีวิตเรา เพื่อถวายพระสิริแด่พระองค์ และเพื่อเราที่จะเติบโตขึ้นและยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณืในชีวิตของเรา ที่เรากำลังเผชิญอยู่

(4) มอบความไว้วางใจในชีวิตของเราให้กับพระเจ้า

แม้ว่าเราจะกำลังเผชิญอยู่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของชีวิตและไม่มีแสงสว่างที่จะนำทางในชีวิตเลย จงเชื่อวางใจในพระเจ้า จำไว้ว่าพระองค์ทรงสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญาของพระองค์ และพระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งหรือละทิ่งท่านเลย
ผ่านทางคำอธิษฐาน การอ่านพระวจนะคำและตอบสนองในพระวจนะคำนั้น หรือแม้กระทั่งการอธิษฐานอดอาหาร จงแสวงหาพระเจ้าในทุกๆวันของชีวิต โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะเป็นไปอย่างที่เราคิดไว้หรือไม่ จงเรียกหาพระเจ้าตลอดเวลา พึ่งพาในพระคุณและความรักของพระองค์

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง