เหตุใดฉันจึงเลิกไปโบสถ์และหวนกลับไปอีกครั้ง

วันที่ 30-1-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Andrea Chan, Singapore
ผู้แปล : ลูกหยี
ผู้เรียบเรียง : ศิริอรทัย ลู

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ในช่วงวัยรุ่นฉันได้เข้าร่วมกิจกรรมในโบสถ์อยู่เสมอ ฉันรักที่จะเห็นพวกเราทุกคนรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อร้องสรรเสริญต่อพระเจ้า ซึ่งฉันเองก็รับรู้และสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตย์ของพระเจ้าในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามฉันก็ไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความสำคัญของการเข้าร่วมชุมนุมในโบสถ์สักเท่าใดนัก เพราะสำหรับฉันมันเป็นแค่เพียงการสร้างความสัมพันธ์ในการนมัสการพระเจ้าเท่านั้น

เมื่อฉันอายุ 16 ปีฉันเริ่มมีปัญหาส่วนตัวอยู่หลายๆเรื่องและเริ่มมองหาเหตุผลที่จะหลีกเลี่ยงการไปโบสถ์และการสามัคคีธรรม เพราะฉันไม่อยากให้ใครถามฉันว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนใหญ่ฉันใช้ชีวิตคริสเตียนโดยลำพังด้วยตัวของฉันเอง นับว่าเป็นความท้าทายที่ฉันต้องเผชิญ เมื่อฉันเลือกที่จะเดินออกจากชุมชนนี้

1. มันเป็นเรื่องยากที่จะเติบโตในพระเจ้านอกโบสถ์

ในตอนแรกฉันเชื่อว่าฉันสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นได้ แต่หลังจากนั้นไม่นานนักฉันก็ได้รู้ว่ามันมีข้อจำกัดในการเรียนรู้จากอ่านพระคัมภีร์ ฉบับย่อจากอินเทอร์เน็ตแม้ว่าบทเรียนนี้จะถูกรวบรวมจากผู้เขียนที่เป็นนักศาสนศาสตร์ผู้มากด้วยประสบการณ์ แต่สิ่งนี้ก็ไม่สามารถแทนที่การสามัคคีธรรมและการสนทนาธรรมกับพี่น้องคริสเตียนได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้นการเป็นคริสเตียนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอ่านพระคัมภีร์และการใช้เวลาเฝ้าเดี่ยวส่วนตัวเท่านั้น แน่นอนว่าการใช้เวลาส่วนตัวจดจ่ออยู่กับพระเจ้านั้นสำคัญ แต่ในความจริงแล้วในช่วงเวลานี้เอง ที่ฉันได้รู้ว่าสิ่งที่ขาดหายไปในการเดินไปกับพระเจ้านั่นก็คือการอยู่ในชุมชนของพระองค์นั่นเอง พระเจ้าทรงให้ชุมชนกับเราเพื่อที่เราจะได้เติบโตและรับใช้ร่วมกัน การอยู่ท่ามกลางคนที่กระตือรือล้นในพระเจ้านั้นสามารถช่วยหนุนใจและเป็นแรงผลักดันเราอย่างมากมายให้เราก้าวผ่านความยากลำบากในชีวิตไปได้

2. ถ้าไม่ใช่การร่วมประชุมในโบสถ์ก็ไม่มีที่ไหนที่จะช่วยเตือนเพื่อเสริมสร้างซึ่งกันและกันได้อีกแล้ว

ถ้าไม่ใช่ชุมชนในโบสถ์ก็ไม่มีใครที่ช่วยตักเตือนและแก้ไขคุณ ถ้าหากคุณขาดการไปโบสถ์ ไม่เฝ้าเดี่ยวและไม่อธิษฐาน เมื่อใดที่คุณทำสิ่งเหล่านี้ก็เท่ากับว่าความตั้งใจของคุณในการติดตามพระเจ้าลดลงไปและยิ่งจะทำให้คุณหลงหายไปจากทางของพระองค์ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

หลังจากที่ฉันหยุดไปโบสถ์ได้ไม่นานนักฉันก็พบว่าตัวเองกลับไปวิ่งไล่ตามความฝันของตัวเองที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าการที่จะรับใช้พระเจ้า ชีวิตฉันเริ่มจดจ่ออยู่กับฝ่ายร่างกายมากว่าฝ่ายจิตวิญญาณ และฉันก็พยายามหาเหตุผลใหม่ทีจะขาดโบสถ์เพราะฉันต้องการใช้เวลามากขึ้นในการเรียนเพื่อจะได้ให้เกรดที่ดีขึ้น หลังจากนั้นฉันก็หยุดการเข้าร่วมกลุ่ม

สามัคคีธรรมเพราะฉันรู้สึกว่าฉันสามารถเรียนรู้ได้เองโดยดูจากคำสอนเทศนาออนไลน์ หรืออ่านบทความของคริสเตียนก็ได้ ยิ่งฉันคิดหาเหตุผลแก้ตัวมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้ฉันเชื่อในเหตุผลเหล่านั้นมากขึ้นเท่านั้น และรู้สึกผิดน้อยลงที่ฉันขาดการไปโบสถ์และกลุ่มสามัคคีธรรม

แต่ฉันก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด ฉันไม่อยากยอมรับว่าตัวเองได้เข้าไปสู่การไล่ไขว่คว้าตามหาความสำเร็จชั่วคราวในโลกนี้และได้ละเลยสิ่งสำคัญที่แท้จริงในชีวิตนิรันดร์

3. ยิ่งห่างโบสถ์มากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้การกลับไปโบสถ์ยากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น

กว่าฉันจะรู้สึกตัว ฉันก็ขาดการไปโบสถ์มาเป็นเวลา 5 ปีแล้วความจริงก็คือฉันพยายามที่จะกลับไปในโบสถ์ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสามัคคีธรรมในมหาวิทยาลัยก็ดีหรือกลุ่มสามัคคีธรรมในโบสถ์ของฉันก็ดี แต่มันยากมากฉันรู้สึกละอายใจที่จะกลับเข้าไปหลังจากที่ห่างหายไปนาน ฉันรู้สึกเหมือนต่อไม่ติด เพื่อนในกลุ่มทุกคนต่างก็ได้สร้างความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นในแต่ละปีที่ผ่านมา ฉันรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินของกลุ่มและฉันก็เลือกหาทางออกทางเดียวที่ฉันคุ้นเคยนั่นก็คือการไม่เข้าร่วมกลุ่มอีก ซึ่งมันเป็นวงจรที่เลวร้ายมากและเป็นสิ่งที่มารร้ายพอใจ

ในระหว่างการเดินทาง มีพระคำข้อหนึ่งผุดขึ้นมาใจของฉัน ปัญญาจารย์ 4:12 แม้คนหนึ่งสู้คนเดียวได้ สองคนคงสู้เขาได้แน่ เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หาไม่ได้ สำหรับฉันแล้วการอยู่อย่างอิสระได้ทำในสิ่งที่อยากทำโดยไม่ต้องปรึกษาใครนี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฉัน แต่ฉันตระหนักได้ว่านี่มันการพึ่งพากำลังของตัวเองไม่ใช่กำลังของพระเจ้า ในครั้งที่ฉันเป้นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปประเทศแคนาดาฉันใช้เวลามากมายในการอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานต่อพระเจ้าและฉันได้รับการย้ำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าว่าการเป็นคริสเตียนไม่ใช่การเดินทางเพียงลำพังในความเชื่อ แม้ในอดีตสาวกของพระเยซูใช้เวลามากมายในการอธิษฐานและเรียนรู้ร่วมกัน แล้วตัวฉันเองเป็นใครที่จะสามารถทำสิ่งนี้ได้เพียงลำพัง

ความปรารถนาที่จะหวนกลับคืนสู่คริสจักรอีกครั้ง ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจของกฉันมาโดยตลอด แต่ฉันยังติดอยู่กับเหตุผลบางอย่างอยู่ เช่น คนอื่นมักจะมีความเห็นเกี่ยวกับเราอยู่ในใจโดยขึ้นอยู่กับว่าเขาได้ยินเรื่องราวของเรามาอย่างไรว่าทำไมเราถึงได้หายไปจากโบสถ์สิ่งนี้ยากที่จะเปลี่ยนความคิดของเขา ซึ่งบางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับใครบางคนเช่นฉันที่จะเลือกปกป้องตัวเองก่อน แต่พระเจ้าทรงเตือนฉันให้กล้าหาญที่จะเผชิญสิ่งนั้นและในจุดนี้เองที่เราจะสามารถเสริมสร้างซึ่งกันและกันขึ้นและหาจุดแข็งในครอบครัวของพระคริสต์

กลุ่มสมาคมในโบสถ์เป็นการแสดงความรักของพระเจ้าต่อผู้อื่น อาจจะโดยการรับใช้ในงานพันธกิจหรือพูดหนุนใจกับพี่น้องคริสเตียนในการเดินไปกับพระเจ้า หรือการเป็นอาสาสมัครที่จะช่วยผู้อื่นและแบ่งปันพระคุณความรักของพระเจ้ากับเขา มันเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเป็นพี่เลี้ยงให้กับรุ่นน้องหรือเป็นเพื่อนที่พวกเขากำลังดิ้นรนต่อสู้กับอะไรบางอย่างอยู่

ฉันยังคงอยู่ในกระบวนการกลับเข้าโบสถ์อีกครั้งและฉันไม่ต้องการกลับไปแค่เพียงร่วมนมัสการในวันอาทิตย์เท่านั้น แต่ฉันอยากจะมีส่วนร่วมรับใช้และแบ่งปันกับผู้อื่น ลึกๆในใจนั้นฉันรู้สึกตื่นเต้นปนกับความกังวลใจที่จะกลับเข้าสู่กลุ่มในโบสถ์ ทุกวันฉันยังเฝ้าอธิษฐานขอความกล้าหาญที่จะไม่หันหลังกลับและรักษาสัญญาของฉันที่จะกลับคืนสู่ชุมชนของพระคริสต์ ถ้าหากคุณกำลังเผชิญเหตุการณ์เดียวกันนี้ ฉันอยากให้คุณรู้ว่าฉันเข้าใจถึงความยากลำบากและความกลัวที่คุณกำลังรู้สึกอยู่แม้ในบางครั้งคุณอาจจะรู้สึกโกรธที่ไม่ได้มีชีวิตคริสเตียนที่ง่ายในที่ๆคุณอยู่ แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแต่มีเหตุผล ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ขอให้คุณทำทุกอย่างเพื่อรับใช้พระเจ้าและถวายเกียรติแด่พระองค์ และไม่ว่าคุณจะต้องเผชิญเหตุการณ์ใดๆก็ตามฉันอธิษฐานขอให้คุณมีความกล้าหาญที่จะก้าวผ่านสิ่งนั้นไปด้วยความเชื่อและความไว้วางใจในพระเจ้า

ถึงเวลาที่ฉันจะกลับบ้านที่แท้จริงของฉันแล้ว นั่นคือบ้านที่เป็นครอบครัวของพระคริสต์

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง