เหตุผลที่ผมยังคงไปโบสถ์

วันที่ 23-1-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Lim Chien Chong
ผู้แปล : ศศิธร การุณชาติ (โบลิ่ง)
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

เฉียนจงเข้าร่วมทีมกับอนุชนสิงค์โปร์เพื่อพระคริสต์ (SYFC) เต็มเวลาเมื่อปี 1998
เขาได้สอนในวิทยาลัยท้องถิ่นและหลังจากนั้น 6 ปี เขาได้เป็นกรรมการแห่งชาติ(SYFC) ปัจจุบันทำหน้าที่สอนในชั้นเรียนพระคัมภีร์ในคริสตจักรบนธรรมาสน์ และกระทรวงรวมทั้งเทศนาสั่งสอนในคริสตจักรต่างๆและกลุ่มอนุชนในประเทศ เขาแต่งงานมาได้ 14 ปี มีลูกชายที่น่ารักสองคน คนแรกชื่อ โจชัว อายุ 10 ขวบ และคนที่สองชื่อเอลียาห์อายุ 7 ขวบ

“นี่คุณหมายถึงคุณยังคงเข้าร่วมคริสตจักรของคุณหลังจากหลายปีผ่านไป?” เป็นคำถามที่หลายคนถามผมเมื่อสองปีก่อน

เขามีความรู้สึกผิดหวังมากกับคริสตจักรของเขาเอง และพยายามหาเหตุผลว่าเขายังควรจะอยู่ร่วมกับคริสตจักรนี้ต่อไปหรือไม่ คำถามนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เขามีอายุได้ 35 ปี

เพื่อให้คุณได้เห็นภาพรวมโบสถ์ของผม คนที่เข้ามาร่วมนมัสการในคริสตจักรเฉลี่ยประมาณร้อยคนต่อปี มีคนใหม่มาบ้างและมีบางคนก็ไปเริ่มโบสถ์ใหม่บ้าง ไปโบสถ์อื่นบ้าง

เหมือนกับคนอื่นๆที่ต้องเผชิญกับการต่อสู้คนเดียว มีประเด็นที่มากมายเกิดขึ้นในคริสตจักร เช่นความคิดที่แตกต่าง ความคาดหวัง ผิดหวังกับผู้นำ ความขัดแย้งของสมาชิกและพระวจนะของพระเจ้าที่ควรจะสอน

เพื่อนได้เชิญให้ผมไปร่วมที่คริสตจักรของเขาหลายครั้งแต่ผมก็ปฎิเสธทุกครั้ง มันไม่ใช่ว่าผมมีอคติแต่ผมรู้สึกว่าคริสตจักรสามารถจัดการให้ดีขึ้นมากกว่านี้ และสมาชิกควรจะสนใจมากขึ้น มีส่วนร่วมในการรับใช้พระเจ้ามากขึ้น แต่ถึงแม้จะมีช่วงเวลาที่ยุ่งยากที่ต้องเผชิญ ผมก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าผมจะอยู่ที่ไหน

มันทำให้ผมสงสัยว่าในบางครั้ง แรงจูงใจที่ผมควรจะมีนั้นคืออะไร ผมกำลังอยู่กับการเปลี่ยนแปลงที่เฉื่อยช้าหรอ? ผมไม่ควรจะคาดหวังกับสิ่งที่คริสตจักรควรจะเป็นหรอ? ถ้าคริสตจักรของผมไม่มีการประชุมกันไม่มีเป้าหมายแล้วจะขับเคลื่อนไปได้ยังไง

เปาโล บรรยายให้เห็นภาพในพระธรรมเอเฟซัส 2:19–22 ได้ทำให้ผมเข้าใจในสิ่งที่คริสตจักรเป็นและอะไรที่มันไม่ใช่ แม้ว่าในพระวจนะตอนนี้จะเอ่ยถึงและให้ความหมายอย่างกว้างเป็นสากลถึงเหล่าผู้เชื่อในพระคริสต์ทุกคคน แต่ก็ทำให้ผมเห็นภาพของคริสตจักรของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น

1. คริสตจักรเป็นอาณาจักรและครอบครัว

“ (เราเป็น) ประชากรของพระเจ้าและถือว่าเราทั้งหลายเป็นประชากรในครัวเรือนของพระองค์”

ในขณะที่เราเป็นประชากรของพระเจ้าและพระองค์ก็ทรงเป็นกษัตริย์ของเรา ทั้งยังมีเพื่อนพี่น้องในพระคริสต์ด้วย ซึ่งพระเจ้าเป็นพระบิดาของเรา ผมสามารถเลือกเพื่อนที่จะมาเป็นเพื่อนของผมได้ แต่ไม่สามารถเลือกที่จะเป็นสมาชิกของครอบครัวใครได้ เพราะเช่นนี้ผมจึงมุ่งมั่นที่จะรองรับปัญหาเหล่านี้กันคนในคริสตจักรที่จะมาเป็นครอบครัวของผม

มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายในเวลานั้น แต่ผมรู้ว่าผมต้องใส่ใจในความพยายามที่จะเข้าใจหรือพยายามสื่อสารและไกล่เกลี่ย เราเป็นส่วนหนึ่งของครัวครัวเดียวกัน ทุกคนมีคุณค่าเท่ากันไม่มีใครมากกว่าหรือน้อยกว่าในครอบครัว

2. คริสตจักรตั้งอยู่บนพระวจนะของพระเจ้า

“สร้างขึ้นโดยอัครสาวกและผู้พยากรณ์เผยพระวจนะ”

พระวจนะเป็นศูนย์กลางของประชากรของพระเจ้า ไม่น่าแปลกใจที่ในบางโบสถ์ใช้ธรรมมาสน์เป็นศูนย์กลางที่จะทำให้เรานึกถึงความจริงที่สำคัญ หลายคนออกจากโบสถ์เพราะเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับสิ่งที่เขาต้องการอย่างเพียงพอกับพระวจนะของพระเจ้า

ผมเข้าใจการต่อสู้ดิ้นรน ผมอาจจะไม่ได้รับการฟื้นฟูจิตวิญญาณทุกวันอาทิตย์ที่คริสตจักร แต่ผมต้องการได้รับการฟื้นฟูจิตใจโดยพระวจนะของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตไปแต่ล่ะวันกับพระองค์ คำเทศนาประจำสัปดาห์สามารถมาทดแทนการเฝ้าเดี่ยวใคร่ครวญชีวิตประจำวันของผมในพระวจนะของพระองค์ได้ แม้ผมอาจไม่ได้รับการป้อนอาหารฝ่ายจิตวิญญาณมากพอเท่าที่ควรจะได้รับ(ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้เรียนรู้อะไรที่คริสตจักรเลย) ผมยังสามารถคิดหาวิธีที่จะแบ่งปันกับผู้อื่นว่าผมได้เรียนรู้อะไรจากพระวจนะของพระเจ้า

3. คริสตจักรที่ได้ก่อตั้งขึ้นนั้นเป็นของพระเยซูคริสต์

“พระองค์ทรงเป็นรากฐานที่สำคัญของคริสตจักร”

ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าจะอยู่ร่วมกันหรือแยกกันในพระวจนะของพระเจ้า เราก็ต้องให้พระเยซูคริสต์ทำงานในชีวิตของเราเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์

มันจะเป็นเหมือนการเสแสร้ง ถ้าผมนั้นเรียกร้องบอกว่าอยากจะติดตามพระเจ้าแต่ชีวิตของผมไม่ได้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ชีวิตของผมต้องแตกต่างจากคนอื่นเพราะการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ ทำให้ผมได้รับสันติสุขจากพระองค์ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมต้องมีความสามัคคีและสงบสุขต่อผู้อื่น

4. คริสตจักรเติบโตและถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า

“ในพระองค์ทุกสิ่งจะถูกสร้างขึ้นร่วมกันกลายเป็นพระวิหารอันบริสุทธิ์และตัวคุณก็จะถูกสร้างขึ้นใหม่โดยพระองค์กลายเป็นพระวิหารของพระเจ้าโดยพระวิญญาณของพระองค์”

สิ่งที่ผมอยากจะเห็นคือคริสตจักรเติบโตขึ้นเข้มแข็งมากขึ้นและมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น และนั่นเตือนให้ผมเห็นว่าคริสตจักรเติบโตขึ้นโดยพระองค์ ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่เป็นปัจจัยที่ทำให้คนอื่นย้ายไปจากคริสตจักร เราต้องซื่อสัตย์ต่อคริสตจักร ชีวิตของเรามีผลกระทบต่อทุกคน อาจจะมีหลายเรื่องที่จะพิสูจน์เพื่อให้เห็นว่าเราเป็นประชากรของพระเจ้าอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามผมรู้ว่าผมต้องอดทน เพราะคนเราไม่ได้เปลี่ยนกันได้แค่ชั่วข้ามคืนและนอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงต่างๆของจิตใจคนนั้นเป็นผลงานของพระเจ้า นั่นหมายความว่าผมควรที่จะเรียนรู้คริสตจักรของผมให้มากขึ้น

ดังนั้นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “หลายปีผ่านไปแล้วทำไมถึงมาร่วมคริสตจักรนี้?” และมีหลายเรื่องที่ผมต้องพบในชีวิต ตลอดจนในหมู่เพื่อนสนิท สมาชิกในคริสจักร คริสตจักรของผมไม่ได้สมบูรณ์แบบ ผมก็เหมือนกัน และนี่คือความจริงว่าทำไมเราถึงต้องมารวมตัวกันที่คริสตจักรเป็นประชากรของพระเจ้า

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง