เราจะรู็ได้อย่างไรว่านั่นคือเสียงของพระเจ้า?

วันที่ 31-1-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Raphael Z
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

มันเป็นคืนที่เด็กๆ ยังอยู่บนเตียง ดวงตาของพวกเขาหนักปรือพร้อมกับอาการสะลึมสะลือเพราะง่วงนอน ส่วนคุณปู่ของเขาก็นอนหลับอยู่อีกห้องหนึ่ง

ทันใดนั้น เด็กชายตัวน้อยก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเรียกชื่อของเขา เด็กชายจึกลืมตาขึ้นมาดู มันเป็นเสียงที่ชัดเจนราวกับว่าคนเรียกยืนอยู่ข้างๆเขา เมื่อสำรวจไปรอบห้องนอนไม่พบใคร เขานึกในใจว่าต้องเป็นเสียงของปู่แน่ๆที่เรียกเขา เขาจึงวิ่งไปที่ห้องของปู่

“ปู่ครับ ปู่เรียกผมเหรอ?”

“ปู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา แล้วบอกว่า ไม่หนิ ปู่ไม่ได้เรียก กลับไปที่เตียงไป!”

เด็กชายจึงปีนกลับขึ้นไปบนเตียงนอน หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้ยินใครบางคนเรียกชื่อเขาอีก เขากลับไปที่ห้องของปู่ และก็เป็นอีกครั้งที่ปู่ยืนยันคำเดิมว่าปู่ไม่ได้เรียก มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเด็กชายต้องไปขอนอนข้างๆปู่

ในที่สุด ปู่ก็นึกขึ้นได้ว่าอะไรทำให้เกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปู่บอกให้หลานกลับไปที่เตียงนอนของตัวเอง แล้วบอกหลานว่า “ถ้าหากพระเจ้าเรียกชื่อเราอีก ให้ตอบไปว่า พระองค์เจ้าข้า! ลูกได้ยินที่พระองค์ทรงเรียกแล้ว”

หลังจากนั้นเด็กชายก็กลับไปที่เตียงนอนของตน แล้วก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเขาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาตอบกลับไปว่า “พระองค์เจ้าข้า! ลูกได้ยินที่พระองค์ทรงเรียกแล้ว”

แล้วพระเจ้าก็เริ่มตรัสกับเด็กชายถึงสิ่งที่พระองค์ต้องการจะบอกกับเด็กนั้น

เรายังจำเรื่องราวตอนนี้ได้หรือไม่ มันถูกค้นพบในพระคริสธรรมคัมภีร์ไบเบิ้ล เด็กชายคนนั้นก็คือซามูเอลและปู่ของเขาก็คือเอลี ในคืนนั้นเป็นครั้งแรกที่พระเจ้าทรงเรียกซามูเอล (1 ซามูเอล 3) พวกเราหลายคนก็หวังจะได้ยินพระเจ้าพูดกับเราเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงตรัสกับซามูเอล แต่ในขณะที่คนส่วนใหญ่หรือไม่ก็ทั้งหมดในพวกเรานั้นต่างก็ไม่เคยมีใครได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าอย่างชัดเจนเสียที ดังนั้น จึงได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลซักสองสามตัวอย่าง เพื่อที่จะเป็นแนวทางที่เราจะรู้ว่านั่นคือพระสุรเสียงของพระเจ้าหรือไม่?

1. รู้ว่าคุณเองก็สามารถที่จะได้ยินเสียงของพระเจ้าได้

“พระเจ้าทรงเรียกซามูเอลแล้วซามูเอลทูลตอบว่า ข้าพเจ้าอยู่นี่!” — 1 ซามูเอล 3:4

ผมเคยต่อสู้อยู่กับปัญหาที่ว่าผมไม่สามารถที่จะได้ยินเสียงของพระเจ้า แต่พระองค์ทรงกระทำให้ผมรู้ว่าผมก็สามารถที่จะได้ยินเสียงของพระองค์เช่นดังซามูเอลได้ เราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียนต่างก็สามารถจะได้ยินเสียงของพระเยซูคริสต์ ทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเราและเรารู้จักแกะเหล่านั้นและแกะนั้นตามเรา” (ยอห์น 10:27)

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้ถึงการเป็นผู้เลี้ยงที่ดีจากพระคำของพระองค์ เมื่อผมหยุดสงสัย ผมก็ได้ยินเสียงของพระองค์มากขึ้น

2. ได้ยินเสียงของพระองค์ผ่านพระคำของพระเจ้า

“ฝ่ายซามูเอลไม่เคยรู้จักพระเจ้า และยังไม่เคยทรงสำแดงพระดำรัสของพระเจ้าแก่เขา” — 1 ซามูเอล 3:7

ซามูเอลได้ยินเสียงเรียกชื่อของเขา แต่เขาไม่รู้ว่านั่นเป็นเสียงของพระเจ้าที่กำลังพูดอยู่กับเขา เขาจะต้องได้รับการบอกเล่าจากเอลีว่านั่นเป็นเสียงของพระเจ้า (1 ซามูเอล 3: 9) ในทำนองเดียวกันแม้ว่าพระเจ้าอาจจะพูดกับเรา แต่เราอาจจะไม่ทราบว่านั่นเป็นเสียงของพระองค์ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงวิธีการที่จะได้ยินเสียงของพระเจ้า เราไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้ ถ้าเราไม่ทราบสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสและวิธีการใดที่เราจะรู้ว่าพระเจ้าพูดกับเราจนกว่าเราจะรู้ว่าพระองค์ เป็นใครและพระองค์เป็นเช่นไร?

ในพระวจนะคำของพระเจ้าเอ่ยถึงซามูเอลว่า เขาไม่รู้ว่าเป็นพระเจ้าเพราะไม่มีอะไรที่จะสื่อว่านั่นเป็นเสียงของพระองค์ จากบทเรียนตรงนี้ทำให้เราเห็นถึงว่าพระคำของพระเจ้านั้นสำคัญมาก และการรู้ถึงพระคำของพระองค์ก็เหมือนเป็นการทำความรู้จักพระองค์ด้วย

พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” ( 2ทิโมธี 3:16 ) ในพระคัมภีร์ได้เปิดเผยถึงพระองค์เองผ่านทางตัวหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นในนั้น และนั่นเป็นวิธีที่พระองค์ใช้สำแดงพระองค์เองและเปิดเผยทางของพระองค์ให้แก่เราทั้งหลาย ดังนั้น ถ้าเราต้องการที่จะเข้าใจและรู้จักพระองค์ให้มากขึ้น (เยเรมีย์ 9:24) เราจำเป็นที่จะต้องรู้และเข้าใจพระวจนะคำของพระเจ้าเป็นอย่างดี

ยิ่งผมเรียนรู้ถึงพระคำของพระองค์มากขึ้นเท่าไหร่ผมก็ยิ่งเข้าใจพระองค์มากขึ้นเท่านั้น ว่าพระลักษณะของพระเจ้าเป็นอย่างไร และยิ่งเห็นภาพของพระองค์ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น และนั่นก็หมายถึงว่าผมได้ยินเสียงของพระองค์มากขึ้นด้วย

ดังนั้นถ้าการได้ยินเสียงของพระเจ้า เป็นการเรียกสติผมให้กลับออกมา จากสิ่งที่ผมกำลังหลงระเริงอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศหรือการอิจฉาริษยา,ความเย่อหยิ่งหรือความเห็นแก่ตัวและความเกลียดชัง ผมรู้ได้ทันทีว่าความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า “ในการที่เขาเข้าใจและรู้จักเราว่าเราคือพระเจ้าทรงสำแดงความรักมั่นคงความยุติธรรม และความชอบธรรมในโลก” (เยเรมีย์ 9:24) มันไม่สามารถที่จะเป็นเสียงของพระเจ้าได้ เพราะเห็นได้ชัดว่ามันขัดแย้งกับพระลักษณะของพระองค์ นั่นคือ “พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้าและบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคงและ ความสัตย์จริง ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อมนุษย์กระทั่งพันชั่วอายุ ผู้ทรงโปรดยกโทษการล่วงละเมิด การทรยศและบาปของเขาเสีย” (อพยพ 34:5-7)

เมื่อผมได้ยินเสียงที่บอกให้ผมทำตามพระบัญญัติของพระบิดาและทรงเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ที่มีต่อผู้อื่น (ยอห์น 15:10, มัทธิว 5:16) ทรงรักพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ และทรงดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์ (ยอห์น 14:15, 1ยอห์น 1:7) เพื่อที่จะเติบโตขึ้นตามผลของพระวิญญาณ (กาลาเทีย 5:22-23, โรม 12:6-8; 1โครินธ์ 12:8-10) แล้วนั่นก็ทำให้ผมจำเสียงของพระเจ้าได้ชัดเจนเพราะว่ามันสอดคล้องด้วยเหตุและผล ในสิ่งที่พระองค์ตรัสผ่านทางพระคำของพระองค์ ดังนั้น พระคริสตธรรมคำภีร์จึงเป็นเหมือนแนวทางที่จะนำเราให้กระทำตามพระดำรัสของพระองค์ที่ทรงตรัสกับเราผ่านทางพระคำนั้น

พระเจ้าเองสามารถที่จะตรัสหรือพูดกับเราได้ในหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น พระองค์สามารถพูดคุยกับเราผ่านทางเสียงที่เราได้ยิน ในความซ่อนเร้นของพระองค์ ในน้ำเสียงที่แผ่วเบาเช่นทรงกระซิบในหัวใจของเรา (1พงษ์กษัตริย์ 19:11-13) ผ่านทางผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา (กิจการ 21:11) ในความฝัน (ปฐมกาล 40 ผ่านทางธรรมชาติ (โรม 1:20) ในนิมิต (กิจการ 9: 10-18) ในคำทำนาย (กิจการ 11: 27-28) ผ่านทางสถานการณ์ต่างๆ (กิจการ 16: 6-7) และผ่านเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ของคนอื่น ๆ

อย่างไรก็ดี อย่างน้อยเราได้ทำความเข้าใจถึงพระลักษณะของพระเจ้า และทางของพระองค์ว่าเป็นอย่างไรผ่านทางการอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เราไม่สามารถที่จะตีความของพระคัมภัร์ไปในรูปแบบอื่นที่อาจจะมีทำนองที่ว่าพระองค์ทรงพูดคุยกับเรา เช่นเดียวกับวิธีการที่จะมีแนวโน้มในการตีความที่ผิดหรือพูดออกไปทั้งๆที่เรายังไม่เข้าใจถึงความหมายหรือเข้าใจถึงพระลักษณะของพระองค์อย่างแท้จริง เพราะนั่นอาจจะทำให้กลายเป็นว่า เราแปลความหมายของการได้ยินเสียงของพระเจ้าแบบผิดๆ รวมถึงกลายเป็ฯไม่รู้จักว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าเป็นอย่างไรก็ได้

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา” (ยอห์น 10:14) เราจำเป็นต้องรู้จักผู้เลี้ยงของเราเพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเสียงของผู้เลี้ยงนั้นเป็นอย่างไร และเพื่อจะได้รู้จักพระเยซูคริสต์และพระคำของพระเจ้า (วิวรณ์ 19:13) เราจำเป็นต้องเรียนรู้พระคริสตธรรมคัมภีร์ไบเบิ้ลหรือพระคำของพระเจ้านั่นเอง

3. ขอคำปรึกษาจากผู้ที่สามารถรับรู้เสียงของพระเจ้าได้

“ถ้าพระองค์ทรงเรียกเจ้า เจ้าจงทูลว่า ‘พระเจ้า เจ้าข้า ขอพระองค์ตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่” — 1 ซามูเอล 3:9

เฉกเช่นปุโรหิต เอลีรู้ถึงพระวจนะคำของพระเจ้าเป็นอย่างดี เข้าจะต้องปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้าและปรนนิบัติพระองค์อย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อผู้อื่นตามพระบัญญัติของพระเจ้า เพราะเหตุนี้จึงใช้เวลาไม่นานที่เอลีจะ “รู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกเด็กชาย” (1 ซามูเอล 3:8) เป็นเพราะว่าเขาเรียนรู้จักพระเจ้าและพระคำของพระองค์ จึงเป็นสาเหตุให้เอลีรู้ว่านั่นคือพระสุรเสียงของพระเจ้าที่ทรงเรียกซามูเอลนั่นเอง

เมื่อเราทั้งหลายกำลังเรียนรู้ที่จะได้ยินเสียงของพระเจ้า เราสามารถมองหาที่ปรึกษาที่จะพูดหนุนใจเราเกี่ยวกับพระคำของพระเจ้าได้ด้วยเช่นกัน คนที่เป็นผู้ที่มีความเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและมีประสบการณ์ส่วนตัว ในการได้ยินเสียงของพระเจ้าและสามารถหนุนใจเราได้ เพื่อที่จะช่วยให้เราได้ยินเสียงของพระเจ้าชัดเจนยิ่งขึ้น

ตอนนี้เราทั้งหลายก็ได้ยินเสียงของพระเจ้าที่บอกกับเราว่า จงเชื่อฟัง!

“และซามูเอลทูลตอบว่า “ขอตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่” — 1 ซามูเอล 3:10

เมื่อซามูเอลบอกกับพระเจ้าว่าเขาคอยฟังพระองค์อยู่ นั่นหมายความว่า เขาเองพร้อมที่จะเชื่อฟังพระเจ้าด้วยเช่นกัน จากภาษาฮีบรูคำว่า “shama” แปลว่า “ฟัง” และยังหมายรวมถึง “เชื่อฟัง” อีกด้วย

มันคงยังไม่เพียงพอที่เราจะสามารถได้ยินเสียงของพระเจ้าได้เท่านั้น มากกว่านั้นก็คือเมื่อเราจำเสียงของพระองค์ได้แล้วเราเองยังพร้อมที่จะเชื่อฟัง และทำตามคำที่พระองค์ทรงพูดกับเราด้วย “แต่พระองค์ตรัสว่า “มิใช่เช่นนั้นแต่คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะขอพระเจ้า และได้ถือรักษพระวจนะนั้นไว้ก็เป็นสุข” (ลูกา 11:28) และ การที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือ ดูเถิดที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา (1 ซามูเอล 15:22)

หากเราพบว่าพระเจ้าทรงหยุดพูดคุยกับเราเนื่องมาจากปัญหาบางอย่าง หนึ่งในสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ก็อาจจะเป็นเพราะพระองค์รอให้เราเชื่อฟังพระองค์ก่อน ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสบอกกับเราไปแล้วนั่นเอง ก่อนที่จะองค์จะทรงบอกเราในขั้นตอนต่อไป ถ้าเราไม่ปรารถนาที่จะเชื่อฟังพระเจ้าแล้วทำไมพระองค์จะต้องคอยพูดกัยเราเล่า?

ในพระธรรม เยเรมีย์ 7:23 ไม่ได้บอกว่า “แยกแยะเสียงของเราให้ออก แล้วเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า” มารซาตานก็สามารถเลียนเสียงของพระเจ้าได้ แต่สิ่งที่มันทำไม่ได้คือเชื่อฟังและทำตามพระสุรเสียงของพระองค์ ในทางกลับกันในพระวจนะคำตอนนี้ได้บอกกับเราทั้งหลายว่า “แต่เราบัญชาเขาทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘จง เชื่อฟังเสียของเราแลเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้และเจ้าจะเป็นประชากรของเราและดำเนินในหนทางที่เราได้บัญชาเจ้ไว้เพื่อเจ้าจะไดอยู่เย็นเป็นสุข”

เหมือนดั่งเช่นลูกแกะของผู้เลี้ยงที่ดีของเรา เราทั้งหลายถูกเรียกให้ติดตามพระองค์โดยการคอยฟังเสียงของพระองค์ (ยอห์น 10:27) เพื่อจะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าผ่านทางการเรียนรู้พระวจนะคำของพระองค์ เพื่อที่จะได้เรียนรู้จักว่าเสียงของพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร และเมื่อเราทั้งหลายเรียนรู้ที่จะพบสันติสุขในการได้ยินเสียงของพระเจ้าแล้ว ดังนั้นความสุขของเราจะสมบูรณ์เมื่อเราเชื่อฟังและทำตามพระสุรเสียงของพระองค์ และเดินตามทางที่พระองค์ทรงเรียกให้เราไป

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง