เพื่อเข้าถึงคนยากจน เขากลายเป็นคนยากจน

วันที่ 16-1-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Alvin Chia, Singapore
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ท่ีมาเป็นภาษาอังกฤษ

สุนัขที่เป็นสัตว์เลี้ยงของคุณตายแทนที่จะฝังมันคุณกล้ากินมันหรือไม่?

นั่นคือหนึ่งในการตัดสินใจที่ยากที่สุดของชาวสิงคโปร์อย่าง ยูจีน วี วัย 35 ปี, ขณะที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านของชาวม้ง ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทางภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงปี 2008 สุนัขของเขาถูกรถกระบะชนตายอย่างน่าสงสาร และชาวบ้านกำลังมองดูว่าใครจะเอาซากศพของสุนัขนี้กลับบ้านเพื่อที่จะเอาไปกินเป็นอาหาร ถ้าหากไม่มีใครอ้างสิทธิ์

วี อาศัยอยู่ที่นี่เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชาวม้ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอดีตราชการอย่างวีจึงไปอยู่ที่นั่น และทำงานผ่านองค์กรซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไรแห่งหนึ่งของคริสเตียนในปี 2007 จากการประชาสัมพันธ์ด้วยความเชื่อของคริสเตียนได้มีการดำเนินการในทางปฏิบัติ โดยองค์กรได้จัดตั้งให้มีโปรแกรมเพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ชนกลุ่มน้อย และงานของพวกเขายังรวมถึงการปกป้องดูแลคนยากจน ,ช่วยเหลือเด็กๆและเยาวชนที่มีความเสี่ยงในเรื่องของยาเสพติด, เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัวด้วย

ทั้งหมดนี้มันเริ่มต้นมาจากความรู้สึกที่ว่างเปล่า เมื่อวีกำลังมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานของเขา เขากล่าวว่า “ผมมักจะครุ่นคิดถึงอาชีพที่ดี,รถหรูและไวน์รสเลิศคือทั้งหมดแล้วของชีวิต และสิ่งเหล่านี้หมายถึงอะไรในวันสุดท้ายของชีวิต? ผมจะพูดอะไรเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าผู้ที่สร้างผมขึ้นมา? เพราะผมได้ลงทุนทั้งชีวิตของผมไล่ตามสิ่งของในโลกใบนี้”

เขาลาออกจากงานตอนอายุได้ 26 ปี เพื่อมาเป็นอาสาสมัครในค่ายอพยพของชนกลุ่มน้อยที่เราเรียกกันว่า “ชาวม้ง” นานนับปี หลังจากที่หันหลังให้กับงานแล้วเขาก็เริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวม้งในชุมชน เขาบอกว่า “ยิ่งได้เรียนรู้ ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด ที่ันั่นขาดสิ่งจำเป็นหลายอย่างเหลือเกิน มีปัญหามากมายท่ามกลางชุมชน มีหลายแห่งที่ไม่สามารถเข้าไปถึงได้ และยังต้องการ การช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากส่วนกลาง”

แม้จะตระหนักว่า เขากำลังพยายามที่จะตัดสินใจทุ่มเทการทำงานมิชชั่นเต็มเวลาในระยะยาว วีกล่าวว่า”ฉันถูกตัดขาดจากงานและกำลังจะขึ้นไปยังภูเขา”

มี 2 คำเทศนาที่ต่อเนื่องติดๆกัน นั่นคือพระธรรมเทศนาตอนหนึ่งจากพระธรรมฮักกัยที่ได้เปลี่ยนแปลงจิตใจเขา “ทั้งหมดในพระธรรมฮักกัยได้ตั้งคำถามถึงการที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในความสะดวกสบายได้อย่างไร เมื่อมองออกไปข้างนอกแล้วยังมีผู้คนอีกมากมายที่จำเป็นที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือ” เขาอธิบายว่าเขาสะดุดอยู่ในพระคำตอนหนึ่งของพระธรรมฮักกัย 1:8 ที่บอกว่า “พระ‍เจ้าตรัสว่าจงขึ้นไปที่เนิน‍เขาและนำไม้มาสร้างพระ‍นิเวศ เราจะมีความพอใจในพระ‍นิเวศนั้นและเราจะได้รับเกียรติ” ที่พระเจ้าทรงสั่งกับประชากรของพระองค์ว่า ให้ไปสร้างพระนิเวศของพระองค์ วีอธิษฐานบอกกับพระเจ้าว่าถ้าเขาจะได้ยินพระธรรมเดียวกันนี้อีกในสัปดาห์ถัดไป เขาจะใช้มันเป็นการยืนยันว่าพระเจ้าต้องการให้เขาไป

หัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะเมื่อท่านอาจารย์ที่เป็นนักเทศน์คนเดียวกันนี้เดินขึ้นไปบนธรรมาสน์ในสัปดาห์ต่อมา เค้าได้เปิดไปในพระธรรมฮักกัยอีกครั้ง และอ่านจากฮักกัย 1:8 จากนั้นวีก็ทรุดตัวลงไปทั้งน้ำตา เขาตัดสินใจเก็บกระเป๋าเดินทาง ยกเลิกการสั่งจองรถสปอร์ตและบินกลับไปที่เมืองไทยทันที “ผมเคยพูดกับเพื่อนคริสเตียนของผมว่า เมื่อครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงเรียก น้ำตากก็ไหลลงแก้ม เป็นน้ำตาของความเจ็บปวด”

“มีอะไรอีกหลายอย่างที่สิงคโปร์ที่จะทำให้ผมอยู่ต่อ รถสปอร์ต ไวน์รสเลิศ เงินเดือนที่สูง แต่ผมวางสิ่งเหล่านั้นลงถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผมวิ่งตามหามาทั้งชีวิตก็ตาม”

แต่เขาได้ให้คำมั่นกับพระเจ้าตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 16 ปี ว่าเขาจะติดตามและทำตามพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วีที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวของชาวพุทธลัทธิเต๋า ได้กลายเป็นคริสเตียนตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปี 1996 พ่อแม่ของเขาก็ตามมารับเชื่อเช่นกันในปี 1998 และพี่สาวของเขาด้วยในปีต่อมา

การทำตัวนิ่งเฉยไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อนของเขาเป็นเรื่องยาก ในปีแรกของการทำงานของเขา เขามีชีวิตอยู่อย่างแร้งแค้นและจำเป็นต้องใช้เงินในโครงการนี้เป็นจำนวนกว่า 50,000 ดอลล่าร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1,250,000 ล้านบาทในสองปีแรก “ผมคิดว่าในเวลานั้น เราไม่ทราบว่าเราจะได้อยู่ที่นั่นนานเท่าไหร่ แต่เมื่อเราเห็นว่ามีวิธีเดียวที่จะช่วยเหลือที่นั่นได้จริงๆก็คือการที่ต้องอยู่ระยะยาว และสิ่งที่ทำให้เรามาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงคือการได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น” วีกลับไปยังสิงคโปร์แค่สี่ครั้งต่อปี เพื่อที่จะสามารถใช้เวลาในการพัฒนางานที่ทำอยู่ให้มากขึ้น

บนความท้าทายทางการเงิน ก็ยังมีเรื่องเศร้าเกิดขึ้น เมื่อสุนัขสัตว์เลี้ยงแสนรักของเขาซึ่งเขาตั้งชื่อให้มันว่า “แก้ว” ได้เสียชีวิต “สิ่งที่เป็นเรื่องยากไม่ใช่แค่การสูญเสีย แต่ผลที่ตามมาต่างหากที่ยากยิ่งกว่า”

“ถ้าผมฝังสุนัข ข่าวก็จะแพร่ออกไปและชาวบ้านก็จะไม่พอใจ เพราะมันเป็นการสูญเสียเนื้อสัตว์อย่างดี แต่การยอมให้เพื่อนบ้านกินสัตว์เลี้ยงของผมโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันดูจะเกินไปซักหน่อยและเกินกว่าที่ผมจะทำใจยอมรับได้ แต่สำหรับคนยากจนที่ขาดแคลนอาหารนั้น การมีเนื้อสุนัขให้กินก็ย่อมดีกว่าการไม่มีอาหารเลย มันคือการต่อสู้กับความรู้สึกของผมเอง และมันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่ผมต้องทำ”

แม้จะมีความท้าทายเกิดขึ้น วีก็ได้เห็นถึงวิธีการที่พระเจ้าได้ทรงใช้ผ่านทางพันธกิจนี้ เพื่อคนยากจนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ในปี 2007 ทีมงานของเขาได้แจกจ่ายผ้าห่ม 1,600 ผืนให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวม้งก่อนฤดูหนาว และชุมชนกลุ่มนี้มีจำนวนประชากรมาก รวมทั้งผู้อพยพที่มาจากประเทศลาว พวกเขาหาที่หลบภัยในประเทศไทย หลังจากที่พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้ของประเทศสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม เช่นเดียวกับการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ในประเทศลาวและสงครามกลางเมือง

มาพบภายหลังว่าผู้นำของกลุ่มผู้ลี้ภัยที่เป็นคริสเตียนนั้นได้อธิษฐานขอต่อพระเจ้าว่่าพวกเขาอยากได้ผ้าห่มสำหรับผู้สูงอายุและเด็ก เขากล่าวว่า”พวกเขาร้องไห้ขณะที่แบ่งปันถึงความหวังที่พวกเขามีว่าพระเจ้าจะรับฟังและมีความเมตตาและย้ายทหารไทย (ผู้ซึ่งกำลังเฝ้าค่ายอยู่ในขณะนั้น) เพื่อจัดเตรียมไว้ให้บางส่วน ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นผ้าห่มจำนวนมาก เขารู้ว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของพวกเขาและมันเกิดขึ้นจริงๆเกินกว่าจะสงสัยได้”

ตั้งแต่ปี 2007 พันธกิจของเขายังมีโอกาสที่จะได้แบ่งปันข่าวดีผ่านการทำงานของพวกเขาแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ครั้งแรกเกิดขึ้นในกระท่อมเล็กๆที่แออัด พวกเขาได้แบ่งปันถึงวิธีการที่พระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งประชาชนของพระองค์ ชาวบ้านพากันร้องไห้และอยู่ฟังการแบ่งปันในครั้งนั้น ในวันนั้นได้นำ 60 คนมารู้จักพระเจ้า

เป้าหมายที่จะประกาศให้คนมากลับใจรับเชื่อและวีก็ยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป เขาบอกว่า “เราแบ่งปันความหวังที่คล้ายกัน (ร่วมกับองค์กรคริสเตียนอื่นๆ) เพื่อที่จะนำคนมากมายให้มารู้จักพระเยซูคริสต์.”

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง